บทที่ 256: บทเรียนของการเลียนแบบ
ซือเนี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในโรงเรียนได้ไม่ทันไร จดหมายจากแม่หลินก็ถูกส่งมาถึงมือเธอพอดิบพอดี
ยุคนี้แม้จะมีโทรศัพท์บ้านให้ใช้งานกันแล้ว แต่ด้วยอัตราค่าโทรทางไกลที่แพงหูฉี่ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะประหยัดเงินในกระเป๋าแล้วหันมาพึ่งพาการส่งจดหมายแทน ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจไปอีกแบบ
เนื้อความในจดหมายเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น พ่อกับแม่สบายดี กิจการค้าขายที่บ้านกำลังไปได้สวย น้องชายฝาแฝดทั้งสองก็เปิดเทอมเรียบร้อยแล้ว พวกท่านบอกว่ารอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้อีกสักหน่อย จะรีบหาเวลาเข้ามาเยี่ยมเยียนพวกเธอในเมืองให้หายคิดถึง
ทว่ามีอยู่ย่อหน้าหนึ่งที่ทำให้ซือเนี่ยนต้องหยุดชะงัก ในจดหมายเล่าว่าครอบครัวซือแวะเวียนไปที่บ้านตระกูลหลิน พยายามจะขอพบพ่อกับแม่ของเธอให้ได้ เหตุผลก็คือหลินซือซือเกิดอยากจะเจอหน้าพวกท่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมยังป่าวประกาศไปทั่วว่าซือเนี่ยนเป็นคนแย่งโควตาเข้าทำงานของเธอไปอย่างหน้าด้านๆ แน่นอนว่าพ่อกับแม่ของเธอปฏิเสธที่จะพบหน้าอย่างไม่ใยดี
แม่หลินเลือกที่จะเล่าทุกอย่างให้เธอฟังอย่างหมดเปลือก ไม่มีความลับใดๆ ต่อกัน เพราะท่านกังวลว่าหากเรื่องนี้ไปเข้าหูเธอจากปากของคนอื่น ซือเนี่ยนอาจจะน้อยใจที่พวกท่านปิดบัง
แค่ได้อ่าน ซือเนี่ยนก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาฆ้อนมาทุบหัวจนมึนไปหมด
หลินซือซือพูดอะไรออกมากันนะ หาว่าเธอไปแย่งโควตาของเจ้าหล่อนอย่างนั้นเหรอ เรื่องนี้มันช่างไร้สาระสิ้นดี โควตานั้นเดิมทีเป็นของฟู่เชียนเชียนต่างหาก ต่อให้มองในแง่ร้ายที่สุด ถ้าวันนั้นเธอไม่ได้ตัดสินใจลาออกจากงาน โควตานั้นก็ควรจะตกเป็นของเจ้าของร่างเดิม ไม่ใช่หลินซือซือ แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้หลินซือซือมั่นอกมั่นใจได้ถึงขนาดนี้
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เธอได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่เป็นเพียงแค่เรื่องเข้าใจผิด
“ครูซือ มาแล้วเหรอคะ ตอนเที่ยงนี้เราไปทานข้าวด้วยกันดีไหม”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อวานจบลง ท่าทีของเพื่อนร่วมงานทุกคนที่มีต่อซือเนี่ยนก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เมื่อมีคนเปิดประเด็นชวนคุยขึ้นมา ทุกสายตาในห้องพักครูต่างก็จับจ้องมาที่พวกเธอสองคนเป็นตาเดียว
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการกระทำของซือเนี่ยนทำให้หัวหน้าแผนกหลี่ถูกอาจารย์ใหญ่เรียกไปตำหนิชุดใหญ่ แถมยังโดนหักเงินโบนัสเป็นการลงโทษอีกด้วย บางคนถึงกับเล่าว่าหัวหน้าแผนกหลี่โกรธจนล้มป่วย ต้องนอนซมพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ได้มาทำงาน
“ครูซือ... เอ่อ ไม่สิ ต้องเรียกพี่เนี่ยนถึงจะถูก ที่แท้คุณก็เป็นคนที่ไม่ชอบโอ้อวดนี่เองนะคะ”
“ใช่แล้วพี่เนี่ยน คุณสุดยอดไปเลย ต่อไปนี้คุณคือไอดอลของพวกเรา”
ทุกคนที่นี่ต่างเคยผ่านประสบการณ์ถูกกดขี่ข่มเหงมาไม่มากก็น้อย แต่ไม่มีใครเลยที่จะกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านเหมือนที่ซือเนี่ยนทำ ทุกคนทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมทำงานของตัวเองไปเงียบๆ แต่การนิ่งเฉยไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเห็นด้วยกับการกระทำเหล่านั้น การที่หัวหน้าแผนกหลี่ต้องมาเจอกับบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ สร้างความสะใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมาก
นอกจากครูไม่กี่คนที่เคยพูดคุยกับซือเนี่ยนเมื่อวาน บรรดาครูอาวุโสที่ไม่เคยชายตามองเธอมาก่อน ต่างก็เริ่มส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้
ซือเนี่ยนพับจดหมายในมือเก็บเข้าซองอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มอย่างนุ่มนวล “ทุกคนอย่าคิดมากเลยค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่อุบัติเหตุน่ะค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้ทุกคนในห้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
อุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ ใครจะไปเชื่อกันล่ะ ซือเนี่ยนคนนี้ช่างเป็นคนที่ถ่อมตัวเสียจริง
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องพักครูก็ถูกผลักเข้ามา รองหัวหน้าแผนกเดินหน้าเครียดเข้ามาในห้อง ในเมื่อหัวหน้าแผนกหลี่ลาป่วย หน้าที่ในการแจกจ่ายงานจึงตกเป็นของเขาโดยปริยาย
เอกสารกองโตถูกส่งต่อให้ครูแต่ละคน เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันนี้ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรก ทุกอย่างจะต้องดำเนินไปอย่างราบรื่น จะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักเรียนใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ครูทุกคนจึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ
แต่แล้วหลี่เฟิ่งเซียน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นเด็กเส้นของหลี่เฟิ่งหัว ก็แค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ “ฉันจะฟังก็แค่คำสั่งของคุณป้าใหญ่เท่านั้นแหละ คนอื่นอย่าหวังว่าจะมาชี้นิ้วสั่งฉันได้”
สิ้นเสียงของเธอ หลี่เฟิ่งเซียนก็ตบโต๊ะปังใหญ่แล้วลุกขึ้นยืน แถมยังเชิดคางมองมาทางซือเนี่ยนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย ทำเอาซือเนี่ยนถึงกับงุนงงว่าไปทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจตั้งแต่เมื่อไหร่
คนอื่นๆ ในห้องก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา ไม่เข้าใจว่าหลี่เฟิ่งเซียนกำลังจะเล่นละครบทไหนอีก
ก่อนหน้านี้เธออาศัยบารมีของหลี่เฟิ่งหัวทำตัวกร่างไปทั่วห้องพักครู ไม่เคยเห็นหัวใคร พอได้เข้ามาทำงานวันแรกก็ถูกส่งไปสอนในชั้นเรียนหัวกะทิในทันที แต่ผลงานการสอนกลับย่ำแย่จนน่าใจหาย
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งปีก็ถูกอาจารย์ใหญ่สั่งย้ายให้ไปสอนเด็กชั้นประถมหนึ่งและสองแทน ตั้งแต่นั้นมาเธอก็แบกความแค้นเอาไว้เต็มอก เดินไปไหนมาไหนก็ทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ราวกับว่ามีใครไปติดหนี้เธอหลายแสนอย่างนั้นแหละ
แล้ววันนี้เธอก็กลับมาก่อเรื่องอีกครั้ง นี่เธอกำลังพยายามจะเลียนแบบการกระทำของซือเนี่ยนเมื่อวานนี้อยู่หรือเปล่า ช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชเสียจริง
รองหัวหน้าแผนกเองก็มีสีหน้าบูดบึ้งไม่แพ้กัน เขาตัดสินใจรวบเอกสารในมือของหลี่เฟิ่งเซียนกลับคืนมาทันที “ได้ ในเมื่อไม่อยากดูก็ไม่ต้องดู”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกจากห้องไปทันที ไม่มีการง้องอนใดๆ ทั้งสิ้น ผิดจากที่หลี่เฟิ่งเซียนคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง
หลี่เฟิ่งเซียนยืนอึ้งค้างอยู่กับที่ เธอจินตนาการไว้ว่าในฐานะที่เธอเป็นหลานสาวของหลี่เฟิ่งหัว รองหัวหน้าแผนกจะต้องยอมอ่อนข้อและพูดจาดีๆ กับเธอเพื่อขอร้องให้เธอยอมรับเอกสารไป และถ้าหากเขากล้าขึ้นเสียงใส่เธอแม้แต่คำเดียว เธอก็จะสะบัดหน้าเดินหนีออกมาอย่างสง่างาม ในเมื่อคนอย่างซือเนี่ยนยังทำให้โรงเรียนต้องยอมลงให้ได้ แล้วทำไมคนอย่างเธอจะทำบ้างไม่ได้
แต่สถานการณ์กลับตาลปัตร เธอยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย อีกฝ่ายกลับเป็นคนเดินจากไปเสียเอง ไปง่ายๆ แบบนั้นเลยน่ะเหรอ
หลี่เฟิ่งเซียนที่ในมือไม่มีเอกสารสำหรับใช้เช็คชื่อนักเรียนถึงกับทำอะไรไม่ถูก ถ้าไม่มีเอกสารแล้วเธอจะทำงานต่อได้อย่างไร
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมาจากรอบทิศทาง เมื่อทุกคนเห็นสีหน้าเหวอๆ ของหลี่เฟิ่งเซียน ต่างก็อดขำไม่ได้ คิดจะเลียนแบบคนอื่นแต่กลับไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่ารองหัวหน้าแผนกเป็นคนอย่างไร ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเหล่านั้นทำให้หลี่เฟิ่งเซียนโกรธจนหน้าเขียว “หัวเราะอะไรกัน พวกเธอหัวเราะอะไร มันมีอะไรน่าขำนักหนา” เธอตะคอกใส่ทุกคน ก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการเตะเก้าอี้เสียงดังโครม แล้วหันมาจ้องหน้าซือเนี่ยนเขม็งก่อนจะวิ่งกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไป
ซือเนี่ยนยิ่งรู้สึกงุนงงเข้าไปใหญ่ ฉันไม่ได้เป็นคนหัวเราะสักหน่อย แล้วจะมาจ้องหน้าหาเรื่องฉันทำไมกัน เรียกได้ว่าอยู่เฉยๆ ก็โดนลูกหลงไปด้วย
ซือเนี่ยนสลัดความรู้สึกไม่พอใจทิ้งไป เธอใช้เวลาที่เหลืออ่านเอกสารในมือก่อนจะเดินไปเข้าสอนตามตาราง วันนี้เธอมีสอนเพียงสองคาบในช่วงเช้าเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าไม่หนักหนาอะไร
หลังจากสอนรวดเดียวสองคาบติด เธอก็รู้สึกคอแห้งเป็นผง โชคดีที่เหยาเหยาเป็นเด็กดี แค่หาเก้าอี้ตัวเล็กๆ ให้ เธอก็นั่งเล่นเงียบๆ ได้ทั้งวันโดยไม่ส่งเสียงรบกวนเลยสักนิด
ตอนที่ซือเนี่ยนสอนนักเรียนร้องเพลงภาษาอังกฤษ ดูเหมือนว่าเหยาเหยาจะคุ้นเคยกับเพลงนี้เป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะโจวเจ๋อหานมักจะร้องเพลงนี้ให้ฟังเล่นๆ ที่บ้านอยู่บ่อยๆ พอได้ยินเสียงเพลงดังขึ้น เจ้าตัวเล็กก็เริ่มโยกหัวไปมาแล้วร้องคลอตามไปด้วยอย่างสนุกสนาน สร้างความประหลาดใจให้แก่นักเรียนคนอื่นๆ จนตาโตเป็นไข่ห่าน
เมื่อกลับมาถึงห้องพักครู ยังพอมีเวลาเหลืออีกราวสิบนาทีก่อนจะถึงเวลาพักเที่ยง ซือเนี่ยนจึงจัดการชงนมผงอุ่นๆ ให้เหยาเหยา พร้อมกับหยิบถังปิ่งที่ห่อมาจากบ้านเมื่อเช้าออกมาให้ลูกสาวได้รองท้อง แป้งถังปิ่งในกล่องเก็บความร้อนแม้จะนิ่มลงไปบ้าง แต่กลิ่นหอมหวานของมันก็ยังคงยั่วยวนใจไม่เปลี่ยน
ทันทีที่ซือเนี่ยนเปิดกล่องออก กลิ่นหอมก็ลอยไปเตะจมูกเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ข้างๆ จนต้องหันมามอง
“ซี้ด หอมจังเลยค่ะ นี่ขนมอะไรเหรอคะ”
“ถังปิ่งน่ะค่ะ ลองชิมดูไหมคะ” ซือเนี่ยนตอบพร้อมกับเหลือบมองชื่อบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย ‘หวังเสี่ยวลี่’ เธอเป็นครูสอนภาษาจีนให้กับเด็กชั้นประถมหนึ่งและสอง และเป็นคนเดียวกับที่แอบส่งสัญญาณเตือนเธอเมื่อวานนี้ตอนที่หลี่เฟิ่งหัวมาหาเรื่อง
ซือเนี่ยนยื่นถังปิ่งให้เธอชิ้นหนึ่ง หวังเสี่ยวลี่อายุราวๆ ยี่สิบแปดถึงยี่สิบเก้าปี มีผมหน้าม้า ดวงตากลมโต และใบหน้าที่อิ่มเอิบ ดูแล้วเป็นคนที่มีโหงวเฮ้งดี
หวังเสี่ยวลี่รับถังปิ่งไปกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับเริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นไปต่างๆ ในโรงเรียนให้ซือเนี่ยนฟังอย่างออกรส
ทั้งเรื่องของหลี่เฟิ่งเซียนที่เป็นเด็กเส้นของหลี่เฟิ่งหัว การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในห้องพักครูระหว่างกลุ่มของหัวหน้าแผนกหลี่กับกลุ่มของรองหัวหน้าแผนก
และกลุ่มคนที่เป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออู๋เหรินอ้าย ด้วยพื้นเพทางบ้านที่ดีบวกกับความสามารถที่โดดเด่น ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะพยายามทาบทามเขามากแค่ไหนก็ตาม แต่เนื่องจากรองหัวหน้าแผนกเป็นผู้ดูแลงานส่วนใหญ่ ทุกคนจึงมักจะทำตามคำสั่งของเขามากกว่า
ซือเนี่ยนตั้งใจฟังอย่างสนใจ พอจะจับใจความได้ประมาณเจ็ดถึงแปดส่วน เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาพักเที่ยงแล้ว หวังเสี่ยวลี่จึงอาสาที่จะไปตักข้าวกลางวันมาให้เธอ เพราะเห็นว่าเธอต้องดูแลลูกน้อยคงจะไม่สะดวกที่จะต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆ ในโรงอาหาร ยิ่งในช่วงพักเที่ยงที่มีนักเรียนเป็นจำนวนมาก แม้แต่ครูก็ยังต้องต่อแถวยาวเหยียด ดังนั้นครูส่วนใหญ่จึงมักจะรีบไปตักข้าวก่อนเวลาพักเที่ยงเล็กน้อยแล้วนำกลับมากินที่ห้องพักครู
เดิมทีซือเนี่ยนตั้งใจว่าจะไปทานข้าวกับลูกชายทั้งสอง แต่ด้วยความที่โรงเรียนมีขนาดใหญ่และมีนักเรียนจำนวนมาก การจะตามหาเด็กสองคนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอจึงตัดสินใจตอบรับความช่วยเหลือจากหวังเสี่ยวลี่ โชคดีที่เธอได้เตรียมกล่องข้าวมาด้วย
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ทุกคนต่างก็กลับมาพร้อมกับอาหารกลางวันของตัวเอง รสชาติอาหารของโรงเรียนถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ต่างจากร้านอาหารของรัฐทั่วๆ ไป แถมหวังเสี่ยวลี่ที่เป็นครูเก่าแก่ยังตักกับข้าวมาให้เธอในปริมาณที่เยอะเป็นพิเศษอีกด้วย
ขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารมื้อเที่ยงอยู่นั้น หลี่เฟิ่งเซียนก็ผลักประตูกลับเข้ามาในห้องเสียงดังปัง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงานแล้วเริ่มร้องห่มร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ทำเอาทุกคนในห้องถึงกับตกใจไปตามๆ กัน แม้จะรู้สึกสงสัย แต่ในฐานะเพื่อนร่วมงาน หลายคนก็ลุกเข้าไปปลอบใจเธอ
ซือเนี่ยนแม้จะไม่ได้ลุกเข้าไปร่วมวงด้วย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นไปมอง
หวังเสี่ยวลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบให้ฟังเสียงเบา “เมื่อกี้นี้ตอนที่ฉันไปตักข้าวได้ยินเขาพูดกันว่า คาบแรกเมื่อเช้าเป็นคาบสอนของเธอ แต่เธอไม่ได้เช็คชื่อนักเรียน มีเด็กขาดเรียนไปเธอก็ไม่รู้เรื่อง แถมยังไม่แจ้งผู้ปกครองอีกต่างหาก ผลก็เลยโดนเรียกไปด่าซะเละเลย”
นักเรียนชั้นประถมหนึ่งและสองยังถือว่าเด็กมาก จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากครู นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีใครอยากจะสอนเด็กชั้นเล็กๆ
โรงเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองที่ยอมจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพง ไม่ใช่แค่เพราะผลการเรียนของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความรับผิดชอบที่โรงเรียนมีต่อเด็กทุกคนด้วย
การที่หลี่เฟิ่งเซียนไม่ยอมเช็คชื่อนักเรียน ไม่รู้ว่าใครมาหรือไม่มา ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะเด็กในวัยนี้อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และหากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น โรงเรียนจำเป็นต้องรีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังตั้งใจฟังเรื่องราวอยู่นั้นเอง หลี่เฟิ่งเซียนก็เดินตรงเข้ามาหาเธอพร้อมกับจ้องหน้าเขม็ง “ซือเนี่ยน! นี่เป็นฝีมือของเธอใช่ไหม ฉันรู้แล้วล่ะว่าเมื่อวานนี้เธอไม่พอใจที่คุณป้าใหญ่สั่งให้เธอทำงาน วันนี้ก็เลยไปร่วมมือกับรองหัวหน้าแผนกเพื่อที่จะเล่นงานฉันใช่ไหมล่ะ”
[จบบท]