บทที่ 261: ปฏิบัติการเติบโต
พัฒนาการของโจวเจ๋อหานก้าวกระโดดไปมากในช่วงที่ผ่านมา จากเด็กน้อยที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา ตอนนี้เขากลับกลายเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใส รู้จักเข้าสังคมหาเพื่อนใหม่ และกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ในทางกลับกัน โลกทั้งใบของโจวเจ๋อตงยังคงหมุนรอบตัวเอง เขายังคงสร้างกำแพงสูงกั้นตัวเองออกจากคนอื่น จะมีก็แค่เพียงไม่กี่คนที่เขาอนุญาตให้ก้าวข้ามเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยของเขาได้
ซือเนี่ยนมองลูกชายทั้งสองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ จริงอยู่ที่การมีจุดยืนและเข้มแข็งเป็นเรื่องที่ดี แต่การไม่มีเพื่อนเลยมันก็น่าสงสารเกินไปหน่อย เธอยอมรับกับตัวเองว่าบางทีเธออาจจะมองปัญหาของลูกชายคนโตง่ายเกินไป
เธอเดินนำหน้าลูกชายเข้าสู่ประตูบ้าน โดยมีโจวเจ๋อตงเดินตามมาเงียบๆ ด้านหลัง ส่วนโจวเจ๋อหานนั้นกลับมาถึงก่อนแล้วและกำลังง่วนอยู่กับการให้อาหารปลาในอ่างดินเผาใบเล็ก
กลิ่นหอมกรุ่นของซุปกระดูกที่เคี่ยวจนได้ที่ลอยอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน กระตุ้นต่อมรับรสจนทำให้น้ำลายสอไปตามๆ กัน
ทันทีที่โจวเจ๋อหานเห็นพี่ชายเดินเคียงข้างคุณแม่เข้ามาในบ้าน ดวงตากลมโตของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันควัน ความไม่พอใจฉายชัดออกมาทางสีหน้า "พี่ใหญ่ขี้โกงนี่นา ไหนบอกว่าจะให้ผมรอที่หน้าโรงเรียนแล้วเราจะกลับบ้านพร้อมกันไง แล้วนี่มันอะไร ทำไมพี่ถึงกลับมากับคุณแม่สองคน"
เจ้าเด็กน้อยโวยวายไม่หยุด เขารู้ทันแผนของพี่ชายหมดแล้ว พี่ใหญ่ต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเขาแน่ๆ พอเขากลับบ้านมาคนเดียว คุณแม่ก็เลยไปรับพี่ชายตามลำพัง ผลลัพธ์ก็คือพี่ชายได้ใช้เวลาอยู่กับคุณแม่สองต่อสอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขากลับมาถึงไม่เจอคุณแม่ พี่ใหญ่นี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ
ซือเนี่ยนเห็นลูกชายคนเล็กทำแก้มป่องด้วยความโกรธก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ เธอยื่นมือไปขยี้กลุ่มผมนุ่มของเขาเบาๆ "เอาล่ะๆ ไม่เอาน่า แม่ซื้อเมล็ดผักมาด้วยนะ เดี๋ยวลูกกับพี่ชายต้องมาเป็นผู้ช่วยให้แม่ปลูกผัก พอเราปลูกกันเสร็จ ก็ได้เวลากินข้าวเย็นพอดี"
คำพูดของเธอได้ผลชะงัด โจวเจ๋อหานที่เมื่อครู่ยังตั้งท่าจะเอาเรื่องพี่ชายให้ได้ ตอนนี้กลับลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิท ความสนใจทั้งหมดของเขามุ่งตรงไปยังภารกิจใหม่ที่คุณแม่มอบหมายให้
"ปลูกผักเหรอครับ จริงเหรอครับเนี่ย ในที่สุดคุณแม่ก็สนับสนุนให้ผมเดินในเส้นทางเกษตรกรแล้วใช่ไหมครับ สุดยอดไปเลย ผมจะรีบไปเอาจอบมาเดี๋ยวนี้แหละ"
พูดจบเจ้าตัวก็ไม่รอช้า วิ่งหายเข้าไปในตัวบ้านอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุน
ซือเนี่ยนมองตามลูกชายคนเล็กไปพลางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะหันมาหาโจวเจ๋อตงที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง "แล้วเราจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ไปเก็บกระเป๋าหนังสือแล้วออกมาช่วยกันได้แล้ว"
คำพูดของเธอทำให้โจวเจ๋อตงสะดุ้งเล็กน้อย เขาคิดมาตลอดทางว่าเมื่อกลับถึงบ้าน เขาคงไม่พ้นที่จะโดนคุณแม่เทศนาเรื่องที่ไปมีเรื่องชกต่อยที่โรงเรียนเป็นแน่ เพราะตอนที่น้องชายก่อเรื่อง คุณแม่ก็ยังตำหนิเขาเลย คราวนี้ถึงตาของเขาบ้างแล้ว
เขากังวลจนต้องวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้าเลยทีเดียว เขาตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าคุณแม่เริ่มโกรธเมื่อไหร่ เขาจะรีบขอโทษทันที เพราะเขารู้ดีว่าคุณแม่เป็นคนใจอ่อน ไม่ชอบการดื้อรั้น ขอแค่เขายอมรับผิดแต่โดยดี คุณแม่ต้องให้อภัยเขาแน่นอน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับที่เขาคาดการณ์ไว้ทุกอย่าง คุณแม่ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ แต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะตำหนิเขาเลยสักนิด
โจวเจ๋อตงยืนนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนที่รอยยิ้มบางๆ จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ความกังวลและความขุ่นมัวที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดทางพลันสลายหายไปในพริบตา เขารีบพยักหน้ารับคำของคุณแม่เสียงดังฟังชัด "ครับ"
ซือเนี่ยนเดินเข้าไปในครัวเพื่อจัดการกับซุปกระดูกที่เคี่ยวจนได้ที่แล้ว จากนั้นก็ลงมือหุงข้าว เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เธอก็หยิบซองเมล็ดผักแล้วเดินกลับออกไปที่สวน
"คุณแม่ครับ คุณแม่ครับ แปลงผักของเราอยู่ตรงไหนเหรอครับ" เสียงเจื้อยแจ้วของโจวเจ๋อหานดังขึ้นมาทันทีที่เห็นเธอ "ผมไม่ได้ขุดดินมาตั้งนานแล้ว ดีใจจังเลยที่จะได้ทำอีกครั้ง"
เจ้าตัวเล็กพูดพลางทำท่าจะวิ่งออกไปนอกบ้าน "เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมขอไปชวนเสี่ยวเจี่ยงมาช่วยด้วยดีกว่า"
ซือเนี่ยนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหลุดขำออกมา เธอรีบคว้าแขนลูกชายตัวดีไว้ได้ทันเวลา "บ้านเราไม่มีแปลงผักหรอกนะ ไม่ต้องไปรบกวนเจี่ยงจิวเขาหรอก"
"อ้าว" โจวเจ๋อหานทำหน้างง "แล้วถ้าไม่มีแปลงผัก เราจะปลูกผักกันที่ไหนล่ะครับ"
"ถึงไม่มีแปลงผัก เราก็ปลูกได้" ซือเนี่ยนจูงมือลูกชายที่ยังคงสับสนไปยังมุมหนึ่งของกำแพง แล้วชี้ให้ดูกล่องโฟมขนาดใหญ่หลายใบที่วางเรียงกันอยู่ "เราจะปลูกกันในนี้ยังไงล่ะ"
พูดจบเธอก็หันไปหาโจวเจ๋อตงที่เดินตามมาสมทบ "เสี่ยวตง ลูกกับน้องช่วยกันปลูกผักนะ เดี๋ยวแม่จะเข้าไปทำกับข้าวรอ"
ตอนอยู่ที่บ้านเก่า เด็กทั้งสองก็เคยช่วยเธอปลูกผักมาแล้ว การปลูกผักในกล่องโฟมไม่ได้มีขั้นตอนซับซ้อนอะไร แค่ดูเธอทำเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถทำตามได้แล้ว ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกชายไป
โจวเจ๋อตงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เขารับซองเมล็ดผักมาจากมือของคุณแม่ด้วยท่าทีที่จริงจังและมุ่งมั่น เขาเชื่อว่านี่คือโอกาสที่คุณแม่มอบให้เขาเพื่อไถ่โทษความผิดที่ได้ก่อไว้ เขาตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องปลูกผักเหล่านี้ให้งอกงามและสมบูรณ์ที่สุด เพื่อไม่ให้คุณแม่ต้องผิดหวังในตัวเขา
เด็กชายทั้งสองคนนั่งยองๆ ลงหน้ากล่องโฟม เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญ แม้ว่าโจวเจ๋อหานจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้ขุดดินในแปลงผักจริงๆ แต่การมีพื้นที่เล็กๆให้เขาได้ปลูกผักก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
ไม่นานความสนุกก็เข้ามาแทนที่ความผิดหวัง ทั้งสองคนแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว คนหนึ่งพรวนดิน อีกคนหยอดเมล็ด ไม่นานเมล็ดพันธุ์ผักก็ถูกปลูกลงในกล่องโฟมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น โจวเจ๋อหานกำลังมีความสุขอยู่กับการแทะกระดูกชิ้นโตในชามของเขา พลางเอ่ยปากถามขึ้นมา "คุณแม่ครับ วันนี้คุณพ่อก็ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอครับ"
คำถามของลูกชายทำให้ซือเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อย เธอขมวดคิ้วก่อนจะตอบ "ช่วงนี้คุณพ่อของลูกติดธุระสำคัญ อาจจะยังกลับมาไม่ได้สักพักนะ"
ชายคนนั้นปากก็บอกว่าจะไปแค่สองวันแล้วจะรีบกลับ แต่ในใจของซือเนี่ยนรู้ดีว่าภารกิจที่ทำให้เขาต้องเดินทางไกลไปยังภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟนานหลายวัน คงไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จสิ้นได้โดยง่าย บางทีที่เขาพูดแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่อยากให้เธอเป็นกังวล
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งเดียวที่ซือเนี่ยนปรารถนาในตอนนี้ก็คือขอให้เขากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเธอไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะถึงแม้โจวเยว่เซินจะอยู่บ้าน เขาก็มักจะวุ่นอยู่กับงานที่โรงงานจนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัวอยู่แล้ว การที่เขาไม่อยู่จึงไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้กับชีวิตประจำวันของเธอมากนัก เผลอๆ การได้พักจากการกินเนื้อสัตว์ทุกวันแล้วหันมากินอาหารจืดๆ บ้างก็อาจจะเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ
เด็กๆ เองก็ดูจะคุ้นชินกับการที่พ่อของพวกเขาต้องเดินทางบ่อยๆ การที่โจวเจ๋อหานเอ่ยปากถามถึงพ่อ ถือเป็นการแสดงความเคารพและความคิดถึงที่พวกเขามีต่อผู้เป็นพ่อแล้ว
"ดื่มซุปกระดูกกันเยอะๆ นะ จะได้โตเร็วๆ ตัวสูงๆ" เธอตักซุปใส่ถ้วยให้ลูกชายทั้งสอง
โจวเจ๋อหานไม่เคยปฏิเสธของอร่อยอยู่แล้ว เขายกถ้วยซุปขึ้นซดเสียงดังจนหมดในรวดเดียว "คุณแม่ครับ ถ้าผมดื่มซุปเยอะๆ ผมจะตัวสูงเท่าคุณพ่อเลยไหมครับ"
ซือเนี่ยนมองลูกชายคนเล็กแล้วก็ยิ้มออกมา ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขาเติบโตขึ้นมากจริงๆ ความสูงของเขาตอนนี้แทบจะไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันแล้ว ด้วยยีนที่โดดเด่นของโจวเยว่เซิน ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือพี่สาวของเขาต่างก็มีรูปร่างที่สูงโปร่งกันทั้งนั้น และถึงแม้ว่าในอดีตโจวเจ๋อหานจะเคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ตามบทประพันธ์เดิมแล้ว เขาก็ยังสามารถเติบโตจนมีความสูงถึง 185 เซนติเมตรได้ ตอนนี้เมื่อเขาได้รับการดูแลเอาใจใส่และได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่แล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสูงกว่าที่บทประพันธ์กำหนดไว้ หรืออาจจะสูงทันพ่อของเขาก็เป็นได้
เธอมองใบหน้าทะเล้นของเจ้าตัวเล็กตรงหน้า แล้วจินตนาการไปถึงภาพของเขาในอนาคตที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ ก็อดที่จะรู้สึกขบขันไม่ได้
"แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ เสี่ยวหานจะต้องตัวสูงเท่าคุณพ่อแน่นอน"
"ว้าว จริงเหรอครับ พี่ใหญ่ได้ยินไหม ผมจะตัวสูงแล้วก็แข็งแรงเหมือนคุณพ่อเลยนะ" โจวเจ๋อหานพูดพลางกางแขนออกกว้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาจะตัวใหญ่แค่ไหน
โจวเจ๋อตงซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยชอบดื่มซุปเท่าไหร่นัก เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่กับน้องชาย เขาก็เหลือบไปมองน้องชายที่ดูจะสูงขึ้นทุกวัน พลันความคิดก็ย้อนกลับไปตอนที่เขาอายุเท่านี้ เขายังตัวเล็กกว่าน้องชายในตอนนี้มาก แถมยังเป็นเด็กที่ตัวเตี้ยที่สุดในห้องอีกด้วย พอได้ย้ายเข้ามาเรียนในเมือง เพื่อนๆ ในห้องต่างก็ตัวสูงกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะสูงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มเด็กตัวเล็กของห้องอยู่ดี
ความคิดนั้นทำให้โจวเจ๋อตงเม้มปากแน่น เขาก้มหน้าก้มตาดื่มซุปในถ้วยของตัวเองจนหมดเกลี้ยง แล้วยังแอบรินเพิ่มอีกถ้วยตอนที่คุณแม่เผลอ เขาก็อยากจะตัวสูงและแข็งแรงเหมือนคุณพ่อเหมือนกัน จะได้ไม่มีใครกล้ามารังแกพวกเขาได้อีก
ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม โจวเจ๋อตงจึงล้มตัวลงนอนในคืนนั้นอย่างมีความสุข พร้อมกับท้องที่อิ่มแปล้
แต่แล้วกลางดึก เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่ในแอ่งน้ำอุ่นๆ ทั้งตัวของเขาเปียกชุ่มไปหมด
เขารีบดึงผ้าห่มออกแล้วก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น ใต้ร่างของเขากับน้องชายมีรอยเปียกเป็นวงกว้าง
ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นี่เขา ฉี่รดที่นอนอย่างนั้นเหรอ
ความตกใจระคนกับความอับอายทำให้เขากระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที เขาไม่ได้ฉี่รดที่นอนมาตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบแล้วนะ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น
แล้วเขาก็นึกถึงซุปกระดูกที่คุณแม่ต้มให้เมื่อตอนเย็น หลังจากที่เขาแอบดื่มเพิ่มไปสองถ้วยแล้ว ตอนที่เข้าไปล้างจานในครัว เขาก็ยังอดใจไม่ไหวแอบซดไปอีกหลายอึก
เมื่อตระหนักถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมด ใบหน้าของโจวเจ๋อตงก็ซีดเผือด
ในขณะนั้นเอง น้องชายที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ขยับตัวแล้วส่งเสียงละเมอออกมา "พี่"
โจวเจ๋อตงใจหายวาบ "มีอะไรเหรอ"
โจวเจ๋อหาน "อร่อยจังเลย อร่อยที่สุดเลย ง่ำๆ คร่อกฟี้"
แววตาของโจวเจ๋อตงไหวระริกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
[จบบท]