บทที่ 27: หลงตัวเองเกินไปแล้ว
ฟู่หยางนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
“ตามที่ลุงว่ามา งั้นก็หมายความว่าเมื่อกี้เธอจงใจเมินฉันงั้นสิ คิดจะใช้มุกเรียกร้องความสนใจจากฉันหรือไง ผู้หญิงคนนี้นับวันยิ่งมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขึ้นทุกที แต่ก็น่าเสียดายนะ ไม่ว่าเธอจะไปซื้อใจใครต่อใครให้มาเป็นพวกได้อีกกี่คน ก็ไม่มีวันได้รับโอกาสจากฉันอีกแล้ว” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสมเพช
ลุงหลิวคนขับรถถึงกับสะดุ้งเฮือกกับความคิดของคุณชาย “คุณชายหมายความว่า... คุณซือเนี่ยนอุตส่าห์ไปสืบหาตารางงานของคุณชาย ถึงได้รู้ว่าจะต้องไปดักรอที่นั่นอย่างนั้นหรือครับ”
“ก็ใช่น่ะสิ” ฟู่หยางตอบกลับอย่างไม่ลังเล ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่ “ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้ได้ยังไงว่าวันนี้ฉันจะไปที่นั่น”
คำตอบที่แสนจะมั่นอกมั่นใจนั้นทำเอาลุงหลิวพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เขาไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายความคิดของคุณชายได้ “เอ่อ... บางทีเธออาจจะแค่จะไปขึ้นรถโดยสารกลับบ้านก็ได้นะครับ”
สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาของฟู่หยางก็หรี่ลงจนน่ากลัว “ลุงหลิว นี่ลุงจะบอกอะไรเป็นนัย คิดว่าฉันหลงตัวเองหรือไง หรือว่ายัยเด็กนั่นให้สินบนอะไรลุง ถึงได้มาออกตัวแก้ต่างให้เธอขนาดนี้”
ลุงหลิวอยากจะตอบว่าใช่ใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดความจริงออกไป พอได้ยินประโยคข่มขู่ในช่วงท้ายก็ยิ่งรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า ได้แต่รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “ผมก็แค่เดาสุ่มไปเท่านั้นเองครับคุณชาย อย่าเข้าใจผมผิดเลยครับ”
ฟู่หยางแค่นเสียงทางจมูกอย่างไม่พอใจ บรรยากาศดีๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความขุ่นมัวที่คุกรุ่นอยู่ในรถ
**
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ซือเนี่ยนก็แบกสัมภาระพะรุงพะรังกลับมาถึงหมู่บ้านซิ่งฝูจนได้
เวลานี้ใกล้จะ 6 โมงเย็น แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านต่างพากันเดินกลับบ้านหลังเสร็จสิ้นภารกิจในไร่นามาตลอดทั้งวัน กลิ่นดินและควันจากเตาฟืนลอยอวลอยู่ในอากาศ
และเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอเดินสวนกับพวกเขาพอดี
ภาพของหญิงสาวหน้าตาสะสวยในชุดชาวเมืองที่หอบหิ้วถุงข้าวของมากมาย กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในทันที บางสายตาก็เต็มไปด้วยความชื่นชม แต่หลายคู่ก็ฉายแววอิจฉาริษยาอย่างไม่ปิดบัง
ข่าวลือเรื่องคุณหนูจากในเมืองใหญ่ที่หอบผ้าหอบผ่อนมาแต่งงานกับโจวเยว่เซินที่ชนบทแห่งนี้ ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าแล้ว การปรากฏตัวของเธอพร้อมกับข้าวของมากมายจึงกลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านซึ่งใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรมาตลอดรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างยิ่ง
หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเดินปรี่เข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจ เผยให้เห็นฟันสีเหลืองเข้มที่คงไม่ได้ขัดสีมานานร่วม 20 ปี “นี่แม่หนูบ้านโจว เธอนี่มันใช้เงินมือเติบจริงๆ นะ เพิ่งจะย้ายมาอยู่ได้ไม่กี่วันก็ผลาญเงินซื้อของไปซะเยอะแยะเชียว สงสัยเพราะไม่ใช่เงินตัวเอง เลยไม่รู้สึกเสียดายล่ะสิ”
เสียงสนับสนุนจากคนรอบข้างดังขึ้นทันที “ใช่แล้ว ถึงเสี่ยวโจวของเราจะหาเงินเก่ง แต่ก็ไม่ได้มีไว้ให้เธอมาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแบบนี้นะ ไม่ใช่ว่าป้าอยากจะว่า แต่เธอใช้ชีวิตไม่เป็นเลยจริงๆ”
“นิสัยฟุ้งเฟ้อจากในเมืองน่ะ อย่าติดเอามาใช้ที่นี่เลย”
ซือเนี่ยนยังคงแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาของเธอสงบนิ่ง “คุณป้าพูดถูกเผงเลยค่ะ เพียงแต่ว่า... เงินทั้งหมดนี่เป็นเงินของฉันเอง”
“โกหก!” หญิงคนเดิมสวนกลับเสียงแหลม “เป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปมีปัญญาหาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน อย่ามาขี้โม้หน่อยเลย”
“คุณป้าคะ ใครเป็นคนบอกว่าผู้หญิงจะหาเงินเองไม่ได้กันคะ” ซือเนี่ยนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แถมยังมีงานเป็นผู้ประกาศข่าวที่สถานีวิทยุในเมือง เงินเดือนที่ฉันได้รับในแต่ละเดือน ยังมากกว่ารายได้ของทั้งครอบครัวคุณป้ารวมกันเสียอีก แล้วทำไมฉันจะไม่มีเงินเป็นของตัวเองล่ะคะ”
คำตอบของซือเนี่ยนเปรียบเสมือนก้อนหินที่โยนลงไปในบ่อน้ำนิ่ง ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ผู้ประกาศข่าวงั้นเหรอ!
นั่นมันตำแหน่งงานชามเหล็กทองคำที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันถึงไม่ใช่หรือไง!
แม้พวกเขาจะไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดของงานนัก แต่แทบทุกบ้านในหมู่บ้านต่างก็มีวิทยุ และเคยได้ยินเสียงคนที่พูดอยู่ในนั้น ซึ่งก็คือผู้ประกาศข่าวนั่นเอง
สำหรับผู้หญิงในวัยเดียวกับซือเนี่ยนที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนออกเรือนไปหมดแล้ว วันๆ ก็มีหน้าที่ปรนนิบัติสามีและเลี้ยงดูลูกอยู่กับบ้าน น้อยคนนักที่จะมีรายได้เป็นของตัวเอง แต่ชีวิตในเมืองนั้นช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
เพียงชั่วพริบตาเดียว สายตาที่ทุกคนใช้มองซือเนี่ยนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หญิงวัยกลางคนคนนั้นรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง เธอเดินกระทืบเท้ากลับบ้านไปด้วยความหงุดหงิด และบังเอิญเจอกับป้าหลิวเข้าพอดี จึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม “นี่น้องหลิว เธอรู้เรื่องของนังเด็กซือเนี่ยนนั่นบ้างไหมว่ามันเป็นใครมาจากไหน”
ทั้งสองค่อนข้างสนิทสนมกัน มักจะจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่เสมอ และเธอก็รู้ดีว่าป้าหลิวเคยทำงานดูแลเด็กๆ ที่บ้านของโจวเยว่เซิน
ป้าหลิวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ซือเนี่ยนเหรอ มีอะไรหรือเปล่า”
หญิงคนนั้นไม่รอช้า รีบเล่าเรื่องที่เพิ่งประสบพบเจอมาให้ฟังทันที แต่ก็ไม่วายที่จะใส่สีตีไข่เข้าไปจนเกินจริง
ทันทีที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ความริษยาแล่นพล่านขึ้นมาในอกของป้าหลิวราวกับไฟป่า
เธอรู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่าโจวเยว่เซินนั้นใจกว้างและทุ่มเทเพื่อครอบครัวมากแค่ไหน
ส่วนซือเนี่ยน ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยเห็นว่าจะออกไปทำงานทำการที่ไหน แล้วจะมาอวดอ้างว่าเป็นผู้ประกาศข่าวได้อย่างไรกัน ถ้ามีงานดีๆ แบบนั้นทำ แล้วจะซมซานมาอยู่ชนบทแร้นแค้นแบบนี้ทำไม
ป้าหลิวปักใจเชื่อในทันทีว่าซือเนี่ยนกำลังโกหกคำโต และเงินที่เธอใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้นก็ต้องเป็นเงินของโจวเยว่เซินอย่างไม่ต้องสงสัย
ตลอดสองวันที่ผ่านมา ป้าหลิวเฝ้ารอให้โจวเยว่เซินมางอนง้อขอให้เธอกลับไปทำงานที่บ้าน ด้วยหวังว่าจะใช้โอกาสนี้ต่อรองขอขึ้นเงินเดือน แต่เขากลับหายเงียบไป มิหนำซ้ำเธอยังต้องมาได้ยินข่าวร้ายว่าซือเนี่ยนกำลังผลาญเงินของเขาอย่างสนุกมืออีก
ความอดทนของเธอสิ้นสุดลง ป้าหลิวลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ ตั้งใจจะบุกไปที่บ้านของโจวเยว่เซินให้รู้แล้วรู้รอด แต่แล้วความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว เธอจึงเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน มุ่งหน้าไปยังฟาร์มหมูแทน
**
คฤหาสน์ตระกูลฟู่
วันนี้ฟู่เชียนเชียนฮัมเพลงกลับบ้านมาด้วยอารมณ์ดี แต่แล้วความร่าเริงทั้งหมดก็ต้องมลายหายไป เมื่อเธอเดินเข้ามาเจอกับพี่ชายที่นั่งหน้าทะมึนทึงรออยู่ก่อนแล้ว
เธอตกใจจนตัวแข็งทื่อ “พี่ใหญ่... พี่จ้องฉันแบบนี้ทำไมคะ”
ฟู่หยางหรี่ตามองน้องสาวด้วยสายตาจับผิด “ฟู่เชียนเชียน วันนี้เธอไปพูดอะไรกับซือเนี่ยนมา”
ฟู่เชียนเชียนนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่านี่คะ ไม่ได้พูดอะไรเลย”
“ไม่ได้พูดอะไร?!” ฟู่หยางขึ้นเสียงสูง “เธอบอกหล่อนใช่ไหมว่าวันนี้พี่จะไปที่สถานีรถไฟ” เขาคำรามอย่างเกรี้ยวกราด “พี่เตือนเธอกี่ครั้งแล้วว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องส่วนตัวของพี่ให้ใครรู้ โดยเฉพาะคนจากตระกูลซือ นี่เธอไม่เคยฟังที่พี่พูดเลยใช่ไหม!”
“พี่ใหญ่กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่คะ ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย ฉันไปบอกเรื่องของพี่ให้คนอื่นฟังตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
เมื่อถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ฟู่เชียนเชียนก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง
สายตาของฟู่หยางเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ “วันนี้ทั้งวันมีแค่เธอที่ได้เจอซือเนี่ยน ถ้าไม่ใช่เธอ แล้วจะเป็นใครไปได้ที่บอกเรื่องนี้กับหล่อน”
คำพูดนั้นทำเอาฟู่เชียนเชียนอ้าปากค้าง เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเองกับความหลงตัวเองของพี่ชาย “พี่ใหญ่! นี่พี่คงไม่ได้กำลังคิดว่าซือเนี่ยนไปที่สถานีรถไฟเพื่อดักรอพี่หรอกนะ”
ฟู่หยางหรี่ตาลงยิ่งกว่าเดิม “แล้วเธอคิดว่าเป็นเรื่องอะไรล่ะ”
ฟู่เชียนเชียนถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “โอ๊ย พี่ใหญ่ พี่นี่หลงตัวเองได้โล่จริงๆ เลยนะ ฮ่าๆๆๆ เขาไปสถานีรถไฟก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปดักรอพี่สักหน่อย ซือเนี่ยนก็แค่จะรีบกลับบ้าน แล้วในเมืองนี้มันก็มีสถานีรถไฟให้กลับบ้านอยู่แค่ที่เดียวนี่นา ไม่ใช่ว่ามีไว้ให้พี่ใช้แค่คนเดียวนะ พี่ใหญ่... สมองพี่ยังดีอยู่หรือเปล่าคะ”
ว่าแล้วเธอก็เอื้อมมือไปอังหน้าผากของพี่ชาย “ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา ทำไมพูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้ล่ะ”
ใบหน้าของฟู่หยางเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำในบัดดล
เมื่อเห็นว่าพี่ชายเริ่มจะอารมณ์เสียจริงจัง ฟู่เชียนเชียนจึงเก็บรอยยิ้มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่ใหญ่วางใจได้เลยค่ะ ฉันไม่ได้พูดอะไรจริงๆ แล้วอีกอย่าง ฉันจะไปรู้ล่วงหน้าได้ยังไงว่าวันนี้พี่จะไปสถานีรถไฟ ในเมื่อพี่ไม่เคยบอกฉันเลยสักคำ เขาไปที่นั่นก็คงเพราะจะกลับบ้านจริงๆ นั่นแหละ... หรือว่า... เธอไปดักเจอพี่ที่สถานีจริงๆ เหรอคะ”
ฟู่เชียนเชียนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ถ้าเรื่องราวมันไม่เป็นแบบนั้น พี่ชายของเธอคงไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้
ฟู่หยางชะงักงันไปชั่วครู่ เมื่อนึกย้อนกลับไป สีหน้าของเขาก็ดูพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก
อันที่จริง... ซือเนี่ยนไม่ได้พยายามจะเข้ามาดักรอหรือทักทายเขาเลยแม้แต่น้อย เธอก็แค่... ไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่นเท่านั้น
เมื่อคิดทบทวนดูอีกที มันก็มีบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลจริงๆ
ถ้าเธอตั้งใจจะไปดักรอเขาจริงๆ คงไม่มีกะจิตกะใจมานั่งกินข้าวอย่างสบายอารมณ์แบบนั้นหรอก
เมื่อตระหนักว่าตัวเองอาจจะเข้าใจผิดไปถนัดใจ สีหน้าของฟู่หยางก็บูดเบี้ยวราวกับเพิ่งกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งเป็น
**
ในที่สุดซือเนี่ยนก็เดินทางกลับมาถึงบ้านตอนที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า
บริเวณนอกชานบ้าน โจวเยว่ตงกำลังนั่งขะมักเขม้นซักเสื้อผ้ากองเล็กๆ อยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ
ส่วนเจ้าต้าหวง สุนัขตัวใหญ่ก็นอนหมอบอย่างเกียจคร้านอยู่ใกล้ๆ
ทันทีที่ซือเนี่ยนก้าวเข้ามาในเขตรั้ว เจ้าต้าหวงก็ดีดตัวลุกขึ้นเป็นตัวแรก มันวิ่งเข้ามาคลอเคลียพร้อมกับกระดิกหางไปมาอย่างตื่นเต้น ราวกับจะฟ้องว่ามันหิวมากแล้ว
โจวเยว่ตงเงยหน้าขึ้นมาเห็นเธอก็มีท่าทีตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนแล้วเช็ดมือที่เปียกชื้นกับเสื้อผ้าของตัวเอง
เมื่อโจวเหยาเหยาที่เพิ่งกลับมาจากการไปเที่ยวเล่นทั้งวันเห็นพี่ชาย เธอก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก รีบปล่อยมือจากซือเนี่ยนแล้ววิ่งเตาะแตะเข้าไปหาพี่ชายทันที
โจวเยว่ตงรีบอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของน้องสาวเอาไว้
“อ๊ะ! อ๊ะ!” หนูน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ พร้อมกับยื่นถังหูลู่ในมือไปจ่อที่ปากของพี่ชาย แม้จะยังพูดเป็นคำไม่ได้ แต่แววตาและท่าทางของเธอก็บ่งบอกชัดเจนว่ามันอร่อยมาก ให้พี่ชายรีบชิมเร็วๆ
โจวเยว่ตงรีบเบือนหน้าหนีแล้วดันมือเล็กๆ นั้นกลับไป “เหยาเหยากินเถอะ พี่ชายไม่กินหรอก”
หนูน้อยจึงเลียน้ำตาลที่เคลือบผลไม้เข้าไปอีกหนึ่งคำใหญ่ แม้ว่าน้ำตาลจะเริ่มละลายเหนียวเหนอะหนะแล้วก็ตาม แต่เธอก็กินมันอย่างมีความสุข ดวงตาคู่สวยหยีลงจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
ซือเนี่ยนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน
ข้างในบ้าน โจวเยว่หานกำลังก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ
เมื่อรู้สึกถึงการมาของเธอ เขาก็สะดุ้งแล้วรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงในทันที
แต่เมื่อกวาดตามองแล้วไม่เห็นน้องสาวคนเล็ก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
[จบบท]