บทที่ 277: แผนธุรกิจของพี่ใหญ่
พี่เฉินและพรรคพวกของเขามารวมตัวกันรออยู่ก่อนแล้ว
หัวหน้ากลุ่มเด็กวัยรุ่นอย่างพี่เฉิน ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงเอาไว้ ถึงแม้อายุจะเพิ่งสิบสี่สิบห้า แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นดูมอมแมมไม่น้อย ผิวก็คล้ำแดด แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากเด็กคนอื่นคือพละกำลังที่มหาศาล และความบ้าบิ่นที่พร้อมจะลงไม้ลงมือกับคนอื่นได้ทุกเมื่อ
ลูกน้องคนสนิทของเขามีสองคนคือเฟยเปียวกับเสียงจื่อ ทั้งคู่อายุอ่อนกว่าหนึ่งปี เพิ่งจะเข้าวัยสิบสามปีบริบูรณ์ รูปร่างก็ไม่ได้สูงใหญ่อะไร คนหนึ่งมีใบหน้ายาว ส่วนอีกคนที่มีใบหน้ากลมคือเฟยเปียว
นอกเหนือจากพี่เฉินที่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งแล้ว ทั้งเฟยเปียวและเสียงจื่อต่างก็อดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้ ความรู้สึกที่ต้องมาเชื่อฟังเด็กคนหนึ่งซึ่งอายุน้อยกว่าพวกเขาหลายปี มันเป็นอะไรที่น่ากระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย
พวกเขาไม่เข้าใจความคิดของพี่เฉินเลยสักนิด ทั้งที่เมื่อวานนี้เขายังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อต้านและแสดงความไม่ไว้วางใจเด็กคนนี้อย่างชัดเจน แต่มาวันนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะขอติดตามและทำงานร่วมกับเด็กคนนั้น ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่ได้มีหัวคิดอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว จึงต้องเลยตามเลยมาด้วยกัน
พี่เฉินคาบบุหรี่ที่ยับยู่ยี่ไว้ครึ่งมวน ท่าทางของเขาดูไม่เอาไหนขณะมองไปยังโจวเจ๋อตง “นี่ พวกเราช่วยนายแล้วนะ เรื่องที่นายบอกว่าจะทำธุรกิจเมื่อวานน่ะ มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
ดูเหมือนว่าโจวเจ๋อตงจะไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขายังคงตอบกลับไปอย่างใจเย็น “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง”
ความคิดที่จะหาเงินด้วยตัวเองมันผุดขึ้นมาในหัวของเขา ตั้งแต่วันที่ครูสวีถามเขาต่อหน้าเพื่อนๆ ทั้งห้อง “เธอรู้ไหมว่าสมุดคัดลายมือเล่มนี้ราคาเท่าไหร่”
เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เหมือนกับชนบทที่เขาจากมา หลังจากใช้เวลาสำรวจและสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ เขาก็พบว่าทุกตารางนิ้วล้วนเต็มไปด้วยช่องทางในการทำมาหากิน เพียงแต่ตัวเขายังมีภาระหน้าที่ที่ต้องไปโรงเรียน จึงไม่สามารถปลีกตัวไปทำธุรกิจเพื่อหาเงินได้อย่างเต็มที่
“หน้าโรงเรียนของเรามีแผงลอยขายของกินเล่นอยู่เยอะแยะเลย แถมยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอีกด้วย”
นั่นคือสิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็น มันเริ่มต้นจากเสียงรบเร้าของน้องชายที่มักจะอ้อนวอนให้เขาซื้อขนมเหล่านั้นให้กิน จนทำให้โจวเจ๋อตงได้ตระหนักว่าโรงเรียนประถมในเมืองนั้นแตกต่างจากที่เขาเคยเรียนมาอย่างสิ้นเชิง
บริเวณหน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยแผงลอยที่ขายของกินเล่นนานาชนิด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ขายมักจะเป็นคนสูงวัย
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กนักเรียนที่นี่แทบทุกคนล้วนมีเงินค่าขนมเป็นของตัวเอง ทุกครั้งหลังเลิกเรียน แผงลอยเหล่านั้นจะถูกห้อมล้อมไปด้วยเด็กๆ จนแน่นขนัด
ในช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด เพียงแค่สิบนาทีก็สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งหยวน ในขณะที่พี่เฉินและพวกพ้องต้องทำงานเก็บขยะอย่างเหนื่อยยากตลอดทั้งวัน แต่กลับหาเงินได้ไม่ถึงหนึ่งหยวนด้วยซ้ำ
“นี่นายไม่ได้กำลังคิดจะให้พวกเราไปขายของกินเล่นหรอกนะ” พี่เฉินถึงกับนิ่งไป “พวกเราทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง”
“ฉันทำเป็น”
ทุกวันนี้เขาได้เรียนรู้การทำอาหารจากคุณแม่ ทำให้เขาสามารถรังสรรค์เมนูต่างๆ ได้มากมาย โดยเฉพาะเครปไข่ที่น้องชายของเขาสามารถกินได้ถึงสามชิ้นในตอนเช้า แถมวิธีทำก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย
ในตอนแรก โจวเจ๋อตงเคยเชื่อว่าที่คุณแม่ของเขามีฝีมือในการทำอาหารนั้นเป็นเพราะได้เรียนรู้มาจากในเมือง แต่หลังจากที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้ว เขาก็ได้ค้นพบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ถึงแม้จะมีคนขายเครปไข่อยู่บ้าง แต่รสชาติกลับเทียบไม่ได้กับฝีมือของคุณแม่เลยแม้แต่น้อย แถมราคายังแพงลิบลิ่ว ชิ้นหนึ่งตั้งหนึ่งเหมากับอีกห้าเฟิน
หากพวกเขาไปตั้งแผงขายที่หน้าโรงเรียนแล้วขายในราคาที่ถูกลงหน่อย แค่ชิ้นละหนึ่งเหมา เพียงสิบชิ้นก็สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งหยวนแล้ว
“ฉันจะสอนพวกนายทำเอง แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ ห้ามให้คนที่บ้านฉันรู้เด็ดขาด” โจวเจ๋อตงบอก “ฉันมีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงจะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ก็น่าจะเพียงพอ”
แม้ว่าเขาจะอธิบายอย่างเรียบง่าย แต่ทั้งสามคนก็ยังคงมีสีหน้างุนงง เพราะพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อนเลยสักครั้ง แต่ในเมื่อได้ตอบตกลงไปแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหลังชนฝา อีกทั้งเงินลงทุนก็ไม่ได้มาจากกระเป๋าของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ได้ครุ่นคิดอะไรให้มากความ
โจวเจ๋อตงไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ต้องลงมือทำถึงจะรู้ผล การพูดมากเกินไปก็ไร้ประโยชน์
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว คาบเรียนในช่วงบ่ายของเธอมีไม่มากนัก จึงทำให้เธอสามารถกลับบ้านได้เร็วกว่าปกติ และทันเตรียมอาหารเย็นได้พอดิบพอดี
น้องสาวตัวน้อยของเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา กำลังขะมักเขม้นกับการวาดภาพอย่างตั้งอกตั้งใจ ดูเหมือนว่าพักหลังมานี้น้องสาวจะหลงใหลในศิลปะการวาดภาพเป็นพิเศษ พอมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เป็นต้องหยิบพู่กันขึ้นมาระบายสีเล่นอยู่เสมอ คุณแม่เคยบอกว่านี่เป็นการช่วยส่งเสริมพรสวรรค์ด้านการวาดภาพของน้อง
เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วหยิบลูกอมนมยี่ห้อต้าไป๋ทู่ออกมาจากกระเป๋านักเรียน ก่อนจะค่อยๆ แกะเปลือกแล้วส่งเข้าปากเล็กๆ ของน้องสาว
“พี่ชาย~” เหยาเหยาเคี้ยวลูกอมในปากจนแก้มตุ่ย เมื่อเห็นพี่ชาย เธอก็รีบชูภาพวาดในมือให้เขาดูทันที
โจวเจ๋อตงก้มลงมองภาพวาดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เป็นภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ฟันหน้าหลอไปซี่หนึ่ง…อืม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็นน้องชายฟันหลอของเขาอย่างแน่นอน
“พี่รอง~ ลมเข้า~”
เหยาเหยาใช้นิ้วเล็กๆ ชี้ไปที่ช่องโหว่ตรงฟันซี่ใหญ่ที่เคยอยู่ของโจวเจ๋อหาน จากนั้นจึงก้มหน้าลงเติมฟันซี่ใหม่ลงไปในภาพวาด “พี่รอง ลมไม่เข้าแล้ว~”
โจวเจ๋อตงอดที่จะเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะของน้องสาวเบาๆ หากเจ้าตัวแสบมาเห็นภาพนี้เข้า มีหวังคงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ
เขาวางกระเป๋านักเรียนลงบนโซฟา และกำลังจะหยิบการบ้านออกมาทำ แต่สายตาก็พลันไปสะดุดกับสมุดคัดลายมือเล่มใหม่เอี่ยมหลายเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะ
โจวเจ๋อตงถึงกับยืนนิ่งไปชั่วครู่
ซือเนี่ยนยกจานกับข้าวออกมาจากห้องครัวพอดี เมื่อเห็นว่าเขากลับมาแล้วจึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวตงกลับมาแล้วเหรอลูก”
“ครับคุณแม่ ของพวกนี้…” โจวเจ๋อตงชี้ไปยังสมุดคัดลายมือด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ซือเนี่ยนเหลือบมองสมุดคัดลายมือเล่มใหม่ ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเผยรอยยิ้มออกมา “ก็ครูสวีของลูกดูถูกพวกเราว่าไม่มีปัญญาซื้อสมุดคัดลายมือไม่ใช่เหรอ แม่ก็เลยซื้อมาให้สิบเล่มรวดเลย พรุ่งนี้ลูกเอาไปโรงเรียนด้วยนะ ไปวางไว้บนโต๊ะ ให้ครูสวีได้เห็นกับตาไปเลยว่าบ้านเรามีปัญญาซื้อหรือไม่”
อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้เธอได้ยินมาจากอู๋เหรินอ้าย หลังจากที่เธอเอ่ยปากถามเรื่องของครูสวีไปในครั้งก่อน อู๋เหรินอ้ายคงจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงได้ไปสอบถามเรื่องราวจากเพื่อนนักเรียนในชั้นเรียน จนมีเด็กคนหนึ่งยอมเล่าความจริงให้ฟัง ซือเนี่ยนจึงได้รู้ว่าเบื้องหลังสมุดคัดลายมือที่เปรอะเปื้อนนั้นมีเรื่องราวซ่อนอยู่
แม้ว่าตอนนี้ครูสวีจะได้รับบทเรียนไปแล้ว และทางโรงเรียนก็ได้จ่ายเงินชดเชยให้กับเธอเป็นค่าทำขวัญที่ลูกชายคนรองถูกตี ถึงแม้จะเป็นเพียงรอยถลอกเล็กน้อย แต่ทางโรงเรียนก็เกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายจึงเลือกที่จะยุติปัญหาด้วยเงิน
อย่างไรก็ตาม การไล่ครูสวีออกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกรณีครูตีนักเรียนนั้นเกิดขึ้นเป็นปกติจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว คงไม่มีใครไล่ครูออกเพียงเพราะเรื่องแค่นี้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่างก็จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอีกเพียงปีเดียวลูกๆ ของพวกเขาก็จะต้องเลื่อนชั้นขึ้นมัธยมต้นแล้ว ช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากมีการเปลี่ยนครูผู้สอน นักเรียนก็จะต้องใช้เวลาปรับตัวกับการเรียนการสอนแบบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนได้
เพื่อให้นักเรียนสามารถจบการศึกษาได้ตามกำหนดและรักษาอัตราการสอบเข้าเรียนต่อของโรงเรียนไว้ โรงเรียนจึงไม่สามารถที่จะปลดครูสวีออกจากตำแหน่งได้
ช่วยไม่ได้จริงๆ ก็ใครใช้ให้วิชาคณิตศาสตร์ที่เธอสอนนั้นมีผลงานดีเด่นติดอันดับหนึ่งในสามของโรงเรียนมาโดยตลอดล่ะ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ครูสวีกล้าที่จะทำตัวหยิ่งผยองเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะการร้องเรียนจากผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้ ประกอบกับเหตุการณ์ที่ครูสวีถูกทำร้ายร่างกายจนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงขั้นตำรวจต้องเข้ามาสืบสวน บางทีเธออาจจะไม่ยอมกล่าวคำขอโทษง่ายๆ แบบนี้ก็ได้
“คุณแม่…” โจวเจ๋อตงเบิกตากว้างขึ้นทีละน้อย “คุณแม่รู้เรื่องหมดแล้วเหรอครับ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “แน่นอนสิ ลูกเป็นลูกของแม่นะ ถ้าลูกถูกคนอื่นรังแกแล้วแม่ยังไม่รู้อีก แม่จะยังเป็นแม่ที่เหมาะสมอยู่ได้ยังไงกัน”
ในโลกอนาคต มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในโรงเรียน หรือถูกคุณครูหมายหัว แต่กลับไม่กล้าที่จะปริปากบอกผู้ปกครอง ในขณะที่ผู้ปกครองบางคน แม้จะสังเกตเห็นความผิดปกติของลูก แต่กลับเลือกที่จะเพิกเฉย หรือมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
สำหรับเด็กแล้ว นั่นคือความรู้สึกที่โดดเดี่ยวและสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด พวกเขาไม่กล้าที่จะพูดออกไป เพราะกลัวว่าจะทำให้คุณครูไม่พอใจ และกลัวว่าจะสร้างภาระให้กับครอบครัว
แต่ในสายตาของผู้ปกครอง การกระทำเหล่านั้นกลับถูกมองว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ
ในยุคสมัยนี้ คำว่า "โรคซึมเศร้า" อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก ผู้คนมักจะมองว่าเด็กที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเด็กแปลก โดยไม่ได้ตระหนักว่านั่นคือสัญญาณของอาการป่วยทางจิตใจ
ซือเนี่ยนคาดเดาว่าเหตุผลที่ลูกชายคนโตเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเอง อาจเป็นเพราะเหตุการณ์บาดหมางกับหยวนหยวนเพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นาน และครั้งนี้ก็มาเกิดเรื่องขึ้นอีก เขาคงจะกลัวว่าเธอจะโกรธ และไม่ต้องการที่จะสร้างปัญหาให้กับเธออีก จึงเลือกที่จะแบกรับความทุกข์ใจไว้เพียงลำพัง
แต่เธออยากจะแสดงให้เขาเห็นผ่านการกระทำว่าเขาไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็พร้อมที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างและเป็นเกราะคุ้มกันให้เขาเสมอ
ความอบอุ่นแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของโจวเจ๋อตง ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
[จบบท]