บทที่ 278: ดอกไม้แดงดอกแรก
โจวเจ๋อตงก้มหน้าลงต่ำ พยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกออกไป
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ร่างของเด็กชายในชุดนักเรียนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ชั้นล่างของบ้าน บนอกเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดยังคงมีเหรียญตราและดอกไม้สีแดงสดประดับอยู่อย่างโดดเด่น ชนิดที่ว่าใครเห็นก็ต้องสังเกต
โจวเจ๋อหานที่กำลังประคองชามข้าวใบเขื่องเดินออกมาจากในครัวก็ชะงักฝีเท้า สายตาจับจ้องไปที่ของสิ่งนั้นบนอกเสื้อของพี่ชายแทบไม่กะพริบ "พี่ครับ นั่นพี่ไปเอาดอกไม้สีแดงมาจากไหน"
โจวเจ๋อตงกระแอมเบาๆ สายตาเหลือบไปมองซือเนี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบน้องชาย "วันนี้ครูประจำชั้นให้มาน่ะ ท่านบอกว่าพี่เป็นเด็กดี"
คำตอบนั้นได้ผล ซือเนี่ยนที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดโต๊ะอาหารหันขวับมามองเขาทันที
เด็กชายรีบยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ สีสันสดใสของดอกไม้และเหรียญตราตัดกับสีขาวของเสื้อเชิ้ต ทำให้มันดูสวยงามและน่ามองเป็นพิเศษ
"นี่คือเหรียญกล้าหาญที่คุณตำรวจมอบให้ใช่ไหมลูก เจ้าใหญ่ของแม่เก่งที่สุดเลย" ซือเนี่ยนเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม "คืนนี้แม่จะเขียนจดหมายไปเล่าให้พ่อเขาฟัง ว่าลูกชายคนโตของเราทำความดี มีความกล้าหาญ พ่อของลูกต้องภูมิใจมากแน่ๆ"
คำชมนั้นยิ่งทำให้โจวเจ๋อตงยืดอกจนสุด แต่สำหรับโจวเจ๋อหานแล้วมันกลับต่างออกไป เขาก้มลงมองอกเสื้อที่ว่างเปล่าของตัวเองสลับกับของพี่ชาย ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็แล่นริ้วขึ้นมาในอก
"คุณแม่ครับ คือ… ถ้าผมยังอยู่ที่หมู่บ้าน ผมก็จะได้ดอกไม้สีแดงเหมือนกันนะครับ" เด็กชายพึมพำเสียงอ่อย เพราะครูประจำชั้นคนเก่าได้รับปากเขาไว้แล้วจริงๆ แต่โชคร้ายที่ต้องย้ายเข้ามาในเมืองเสียก่อนที่จะทันได้รับมันมาครอบครอง
เขาไม่เคยคิดเลยว่า ในขณะที่ดอกไม้แดงที่บ้านนอกยังเป็นเพียงแค่คำสัญญา พี่ชายของเขาก็คว้าดอกไม้แดงในเมืองมาประดับอกได้สำเร็จแล้ว จะให้ตามทันได้ยังไงกัน
ซือเนี่ยนได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ แต่เมื่อเห็นแววตาอิจฉาของลูกชายคนเล็กที่เอาแต่ชำเลืองมองพี่ชายไม่วางตา เหมือนอยากจะเอื้อมมือไปเด็ดดอกไม้ดอกนั้นมาติดบนอกตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด เธอก็พลันรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ
มือบางเอื้อมไปลูบศีรษะที่กลมป๊อกของเจ้าตัวเล็กอย่างเอ็นดู ไม่รู้ว่าช่วงนี้เสี่ยวหานโตเร็วจนเกินไปหรือเปล่า ใบหน้าถึงได้ดูกลมขึ้นเป็นกอง
"เอาอย่างนี้ดีไหม ต่อไปนี้ถ้าลูกสอบได้คะแนนมากกว่าครั้งที่แล้วสิบแต้ม แม่จะให้รางวัลเป็นดอกไม้แดงหนึ่งดอก หรือถ้าลูกทำความดี แม่ก็จะให้รางวัลเหมือนกัน พอสะสมครบสิบดอกเมื่อไหร่ ลูกจะขอพรอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง ตกลงไหม"
เธอเชื่อว่าการให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทั้งสองคน โดยเฉพาะกับโจวเจ๋อหาน หากเขาไม่เคยได้รับคำชมหรือรางวัลอะไรเลยเป็นเวลานานเข้า ก็อาจจะทำให้เขารู้สึกท้อแท้และสงสัยในความสามารถของตัวเองได้ ยิ่งเมื่อต้องมาอยู่ใต้เงาของพี่ชายที่แสนจะเพียบพร้อม การเปรียบเทียบย่อมเกิดขึ้น และคงเป็นเรื่องแปลกหากเขาจะไม่รู้สึกกดดันเลย
ตอนนี้พวกเขายังเด็ก อาจจะยังไม่ทันได้คิดอะไรซับซ้อน แต่ภาพในนิยายที่เธอเคยอ่านมันชัดเจนเหลือเกิน ภาพของโจวเจ๋อหานในวัยหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาเป็นคนละขั้วกับพี่ชาย ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องที่ควรจะแน่นแฟ้นกลับห่างเหิน อาจเป็นเพราะความรู้สึกต่ำต้อยที่กัดกินใจมาตลอด เมื่อพี่ชายกลายเป็นนักวิจัยอนาคตไกล แต่ตนเองกลับเป็นแค่นักเลงหัวไม้ที่ใครๆ ก็เบือนหน้าหนี
และมันก็ได้ผลอย่างที่คิด ทันทีที่ได้ยินข้อเสนอ ดวงตาของโจวเจ๋อหานก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
"จริงเหรอครับคุณแม่ แค่สอบให้ได้คะแนนเยอะขึ้นสิบแต้มก็ได้ดอกไม้แดงแล้วเหรอครับ"
ข้อเสนอนี้ฟังดูง่ายกว่าเงื่อนไขเดิมๆ ที่โรงเรียนเก่าลิบลับ ที่นั่นต้องสอบให้ติดหนึ่งในสามของชั้นเรียนเท่านั้นถึงจะได้รางวัล ซึ่งสำหรับเขาแล้วมันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่การตั้งเป้าหมายให้ก้าวหน้าขึ้นทีละนิดแบบนี้ มันดูมีความหวังและจับต้องได้มากกว่า แม้จะดูเป็นก้าวเล็กๆ แต่หากสะสมไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ของมันย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ความเศร้าหมองเมื่อครู่สลายหายไปสิ้น เด็กชายกอดชามข้าวที่ใหญ่กว่าใบหน้าของตัวเองแล้วลงมือกินอย่างกระตือรือร้น ซัดข้าวไปถึงสองชามเต็มๆ ถึงจะยอมวางช้อน
ในหัวของโจวเจ๋อหานตอนนี้มีแต่ความคิดที่จะทำความดีให้ได้ เขาอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ จะได้รีบออกไปปฏิบัติภารกิจตามหาคนต้องการความช่วยเหลือ
แต่แล้วความจริงก็ช่างน่าผิดหวัง ตลอดเส้นทางจากบ้านจนถึงโรงเรียนในเช้าวันต่อมา เขากลับไม่เจอใครที่ต้องการความช่วยเหลือเลยสักคนเดียว
เด็กชายรู้สึกเซ็งสุดๆ
ถึงแม้คุณแม่จะบอกว่าเรื่องเรียนก็ได้รางวัลเหมือนกัน แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าการสอบครั้งต่อไปจะมาถึงเมื่อไหร่ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เขาถึงจะมีดอกไม้แดงครบสิบดอกกัน พี่ใหญ่มีนำไปแล้วหนึ่งดอก เขาจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อแผนแรกไม่สำเร็จ แผนสองก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที นั่นคือการสร้างความประทับใจให้คุณครู เขาสังเกตมาสักพักแล้วว่าคุณครูมักจะชื่นชมเด็กที่กระตือรือร้นในการเรียน คนที่กล้ายกมือตอบคำถาม ถึงจะตอบผิดก็ยังได้รับคำชมอยู่ดี
ความคิดนี้จุดประกายให้เขาราวกับมีคนมาเปิดไฟในห้องมืด ดังนั้น ในคาบเรียนภาษาจีน เมื่อคุณครูถามขึ้นมาว่าใครสามารถท่องบทกวี "ราตรีสงัด" ได้บ้าง โจวเจ๋อหานผู้ไม่เคยยกมือกับใครเขาก็ตัดสินใจชูมือขึ้นสุดแขนทันที จะท่องได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที ขอแค่ได้ยกมือก่อนก็พอ
และมันก็ได้ผล คุณครูมองมาที่เขาด้วยความประหลาดใจ "อ้าว เสี่ยวหานยกมือด้วย ครั้งแรกเลยนะเนี่ย ทุกคนปรบมือให้เพื่อนหน่อยเร็ว"
เสียงปรบมือดังเกรียวกราว เพื่อนๆ ในห้องต่างก็ชอบโจวเจ๋อหาน เพราะเขาทั้งตลกและมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจไม่เหมือนใคร
เขาเคยโม้ให้เพื่อนฟังว่าที่บ้านเลี้ยงหมูไว้เป็นแสนตัว แถมตอนเด็กๆ ยังเคยขี่หมูไปโรงเรียนอีกต่างหาก ทำเอาเพื่อนๆ ตาลุกวาวและนัดแนะกันว่าจะไปเที่ยวบ้านเขาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนให้ได้
ไหนจะเรื่องที่พี่ชายของเขาเป็นฮีโร่ผู้กล้าหาญที่เคยขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีต่อหน้าคุณตำรวจและท่านอาจารย์ใหญ่อีก ในสายตาของเด็กๆ แล้ว โจวเจ๋อหานคือเพื่อนที่เจ๋งสุดๆ
เด็กชายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เอามือไพล่หลังไว้ ก่อนจะเริ่มส่ายหัวคลอนแคลนไปมาพร้อมกับเปล่งเสียงท่องบทกวีอย่างมั่นใจ "แสงจันทร์ส่องหน้าเตียง บนพื้นรองเท้าสองคู่"
"เงยหน้ามองพระจันทร์ ก้มหน้า ก้มหน้ามองเป้ากางเกง!"
สิ้นเสียงท่องของเขา เพื่อนๆ ยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ โดยเฉพาะเจี่ยงจิวที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับปรบมือเสียงดังลั่น
"อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง! ย่าผมยังบอกอยู่เลยว่าบนพื้นมีน้ำค้าง แต่ผมเถียงไปแล้วว่าเป็นรองเท้าสองคู่ต่างหาก ฤดูใบไม้ผลิแล้วจะมีน้ำค้างได้ยังไงกัน"
"แล้วทำไมต้องเป็นรองเท้าสองคู่ล่ะ ไม่ใช่สามคู่เหรอ" เพื่อนอีกคนสงสัย
"ก็เพราะว่าพวกเราโตกันแล้วไง เลยไม่ต้องนอนกับพ่อแม่แล้ว พอพ่อกับแม่นอนด้วยกันก็เลยมีรองเท้าแค่สองคู่" โจวเจ๋อหานอธิบายฉะฉาน
ครูสอนภาษาจีนถึงกับพูดไม่ออก เธอคงคิดผิดไปจริงๆ ที่คาดหวังว่าเด็กที่เรียนซ้ำชั้นมาหนึ่งปีจะท่องบทกวีง่ายๆ บทนี้ได้
"คุณครูครับ ผมท่องบทกวีจบแล้ว แบบนี้ผมจะได้ดอกไม้แดงหนึ่งดอกไหมครับ" เด็กชายเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
คุณครูสอนภาษาจีนรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ไม่สามารถปฏิเสธคำขอของเด็กๆ ได้อย่างเด็ดขาด "แล้วเสี่ยวหานจะเอาดอกไม้แดงไปทำอะไรจ๊ะ"
"คุณแม่บอกว่าถ้าผมเก็บครบสิบดอก จะขอพรได้หนึ่งข้อครับ" เขาตอบพร้อมกับทำตาเป็นประกาย
คำตอบนั้นทำให้เพื่อนคนอื่นๆ พลอยตื่นเต้นไปด้วย "คุณครูคะ หนูท่องได้เหมือนกันค่ะ หนูขอด้วย"
สถานการณ์เริ่มจะบานปลายจนคุณครูรู้สึกปวดหัวตุบๆ แต่แล้วเธอก็นึกถึงเรื่องการแข่งขันกีฬาที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าได้พอดี ประกอบกับคำพูดของครูพละที่เคยชมว่าโจวเจ๋อหานมีพรสวรรค์ด้านกีฬาเป็นเลิศ วิ่งสิบรอบยังไม่มีอาการเหนื่อยให้เห็น แผนการดีๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว
ถึงแม้โรงเรียนแห่งนี้จะมีชื่อเสียงด้านภาษาต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ทั้งการแข่งขันคณิตศาสตร์และกีฬาก็ได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่
เพราะเป้าหมายสูงสุดของท่านอาจารย์ใหญ่คือการค้นพบและสนับสนุนพรสวรรค์ของเด็กแต่ละคน ให้พวกเขาได้เติบโตไปในเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
"เสี่ยวหาน อยากได้ดอกไม้แดงใช่ไหม อีกไม่นานโรงเรียนเราจะมีการแข่งขันกีฬา ถ้าเธอเข้าร่วมแล้วได้รางวัลกลับมา ครูจะให้ดอกไม้แดงเป็นรางวัลเลย ตกลงไหม"
...
ขณะที่บรรยากาศในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะ ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลับปกคลุมไปด้วยความตึงเครียด
ทันทีที่โจวเจ๋อตงวางสมุดคัดลายมือทั้ง 10 เล่มลงบนโต๊ะเรียน สายตาทุกคู่ในห้องก็จับจ้องมาที่เขาราวกับเป็นสิ่งของประหลาด
ไหนครูเคยบอกว่าบ้านของเขายากจน ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อสมุดคัดลายมือไม่ใช่หรือ แล้วกองสมุดที่ตั้งอยู่ตรงหน้านั่นมันคืออะไรกัน
แต่แล้วความคิดอีกอย่างก็แวบเข้ามาในหัวของทุกคน สมุดมากมายขนาดนี้ ต้องใช้เวลาฝึกฝนนานแค่ไหนถึงจะหมดกันนะ
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากถามอะไร ครูสวีก็เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเสียก่อน
[จบบท]