บทที่ 292: ต้าจ้วงจอมเกเร
เป็นไปตามคาด หลังจากสามพี่น้องพากันจูงต้าหวงออกไปเดินเล่นสูดอากาศได้ไม่นาน พวกเขาก็ไปเจอกลุ่มเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนงานจนได้
ถึงแม้ว่าโจวเจ๋อหานจะชอบวิ่งไปเล่นแถวๆ นั้นกับเจี่ยงจิวอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเล่นกับเด็กทุกคนแถวนั้น ที่จริงแล้ว พวกเขาสองคนก็แค่ชอบไปรวมกลุ่มเล่นลูกแก้วกันที่นั่นก็เท่านั้นเอง
ที่บ้านพักคนงานมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อต้าจ้วง นิสัยน่ารำคาญสุดๆ แค่พวกเขาไม่ยอมเล่นลูกแก้วด้วย เจ้าเด็กนั่นก็เที่ยวไปด่าว่าพวกเขา แถมยังพยายามกีดกันไม่ให้โจวเจ๋อหานไปแถวบ้านพักคนงานอีกด้วย แต่แน่นอนว่าเพื่อนคนอื่นๆ ของเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำนั้น
พอต้าจ้วงเห็นว่าไม่มีใครฟังตัวเอง เขาก็เลยแอบฉวยโอกาสตอนที่พวกโจวเจ๋อหานไม่อยู่บ้าน แอบย่องเอาหินมาขว้างใส่ต้าหวง
“อ้าว ไอ้เด็กบ้านนอก โผล่หน้ามาอีกแล้วเหรอ คราวนี้ยังจูงไอ้หมาพันธุ์ทางของแกมาเดินเล่นด้วยสินะ!”
เด็กคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนงานต่างก็ชอบเล่นกับโจวเจ๋อหานและเจี่ยงจิว สองเพื่อนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่
เรื่องนี้คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับต้าจ้วงแล้ว เขารู้ดีแก่ใจ
เพราะเมื่อก่อน ตอนที่เจี่ยงจิววิ่งไปเล่นแถวนั้น พวกเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมเล่นกับเจี่ยงจิว โดยให้เหตุผลว่าเขาหน้าตาเหมือนเด็กผู้หญิง แถมยังดูกระตุ้งกระติ้งเหมือนไม่ใช่ผู้ชาย พวกนั้นไม่เพียงแต่ไม่เล่นด้วย แต่ยังคอยบอกไม่ให้ทุกคนเล่นกับเจี่ยงจิวอีกต่างหาก
เจี่ยงจิวก็เลยทำได้เพียงแอบมองพวกเขาเล่นลูกแก้วอยู่ห่างๆ พอถูกแกล้งจนร้องไห้ เขาก็ไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปฟ้องใคร ได้แต่เก็บไว้คนเดียว
พวกนั้นยังคิดไปอีกว่าการที่ได้อยู่บ้านหลังใหญ่มันวิเศษวิโสมาจากไหนกันเชียว
แถมยังมีข่าวลือให้ได้ยินมาอีกว่า พ่อแม่ของเจี่ยงจิวไม่ต้องการเขาแล้ว ก็เลยทิ้งเขาให้อยู่กับปู่กับย่าสองคน
สถานการณ์ที่น่าอึดอัดแบบนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะถูกทำลายลงโดยครอบครัวโจวที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่
วันนั้นเอง ต้าจ้วงบังเอิญได้ยินแม่ของตัวเองบ่นให้ฟังว่า ครอบครัวที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ทำตัวไม่เป็นเอาซะเลย พอแม่เขาจะเข้าไปช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ก็ไม่ยอม แถมยังใช้ให้แม่ของเขาไปซื้อเนื้อมาให้หมาเฝ้าบ้านกินอีก
แค่ฟังเท่านี้ เขาก็รู้ได้เลยว่าเป็นบ้านของโจวเจ๋อหานแน่ๆ
หลังจากที่โจวเจ๋อหานย้ายเข้ามา ข่าวลือที่ว่าบ้านของเขามีหมาตัวใหญ่ที่ทั้งตัวใหญ่และดูสง่างาม ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งย่านบ้านพักคนงานอย่างรวดเร็ว
ทำให้เด็กทุกคนต่างก็อยากไปยลโฉมมันสักครั้ง
โจวเจ๋อหานเองก็ขยันวิ่งไปเล่นที่นั่นบ่อยๆ แถมยังชอบคุยโวโอ้อวดอีกต่างหาก
เขาเล่าว่าที่บ้านตัวเองมีทั้งหมา มีทั้งกระต่าย แล้วก็มีปลาด้วย
คำพูดของเขาดึงดูดความสนใจจากเด็กๆ ที่บ้านพักคนงานได้เป็นอย่างดี
จนตอนนี้ไม่มีใครอยากเล่นกับต้าจ้วงอีกแล้ว
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ โจวเจ๋อหานยังพาเจี่ยงจิวมาเล่นด้วยกันอีก
ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองเคยประกาศกร้าวเอาไว้แล้วว่า ถ้าใครไปเล่นกับเจี่ยงจิวไอ้เด็กตุ้งติ้งคนนั้น ก็เท่ากับว่าไม่เห็นหัวเขาอยู่ในสายตา
แต่เขาไม่คิดเลยว่าโจวเจ๋อหานจะไม่เพียงแต่กล้าทำ แต่ยังพาเจี่ยงจิววิ่งเล่นไปทั่วอีกต่างหาก
เด็กนั่นเอาแต่โม้ไม่หยุด ทั้งวันก็มีแต่เรื่องว่าแม่ของตัวเองสวยแค่ไหน หรือไม่ก็อวดว่าน้องสาวของตัวเองน่ารักแค่ไหน
ไม่หมดแค่นั้น ยังชอบทำตัวอวดฉลาด สอนเพลงภาษาอังกฤษอะไรก็ไม่รู้ให้เด็กคนอื่นๆ ฟัง
ทำเอาพวกเด็กผู้หญิงที่บ้านพักคนงานพากันหลงใหลในตัวเขาจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว
เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ต้าจ้วงโกรธจนแทบบ้า
เขาโกรธมาก ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ย้ายเข้ามาใหม่ แต่กลับชอบทำตัววางท่าอวดดี
แม่ของเขาก็บอกแล้วว่า อย่างดีก็คงเป็นแค่พวกคนบ้านนอกที่มาเช่าบ้านเขาอยู่เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรน่าทึ่งหรือวิเศษตรงไหนเลย
แม่ยังบอกอีกด้วยว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่แท้ๆ ของพวกเขาหรอก แต่เป็นแม่เลี้ยงต่างหาก
พอได้ยินแบบนั้น ต้าจ้วงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว และในตอนที่เขากำลังเดินกลับบ้าน เมื่อผ่านหน้าบ้านตระกูลโจว เขาก็เหลือบไปเห็นหมาตัวใหญ่นอนหลับอยู่
เขาคิดว่าในเมื่อมันถูกล่ามไว้ ยังไงมันก็ออกมาไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็เลยคิดแผนแกล้งมันขึ้นมาได้ว่า ตัวเองน่าจะลองเอาหินปาใส่มันดูหน่อย!
ถ้าจะโทษใคร ก็คงต้องโทษโจวเจ๋อหานนั่นแหละที่ดันมาทำให้เขาอารมณ์ไม่ดีเอง
ฮึ่ม ก็แค่หมาเหม็นๆ ตัวเดียว จะมีอะไรน่าทึ่งกันนักหนา
อีกอย่าง มันก็ถูกล่ามโซ่ไว้ทุกวันอยู่แล้ว ยังไงก็คงไม่กัดคนหรอก
ต้าจ้วงไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว
โจวเจ๋อหานเองก็เกลียดต้าจ้วงอยู่ไม่น้อย พอได้ยินอีกฝ่ายเรียกต้าหวงว่าเป็นหมาบ้านนอก เขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ก่อนจะจ้องหน้าต้าจ้วงกลับไป “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วยไม่ทราบ”
“พี่ครับ ต้าหวง พวกเราไปกันเถอะ คุณแม่บอกแล้วว่าไม่ให้เล่นกับเด็กคนอื่น” พอพูดจบ โจวเจ๋อหานก็ทำท่าจะแบกโซ่เหล็กเส้นใหญ่เดินออกไปจากตรงนั้น
ทว่าโจวเจ๋อหานเพิ่งจะก้าวเท้าเดินไปได้แค่สองก้าวเท่านั้น ก้อนหินก้อนหนึ่งก็ลอยละลิ่วมาตกอยู่ข้างๆ เท้าของต้าหวงพอดิบพอดี
เขาถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ รีบกระตุกโซ่เหล็กในมือทันที
แต่ปัญหาคือโซ่เหล็กมันหนักเกินไป ทำให้เขาดึงตัวต้าหวงให้ขยับตามมาไม่ได้
โจวเจ๋อตงที่เห็นเหตุการณ์จึงหันขวับกลับไปมองทางต้นตอทันที
ต้าจ้วงที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าตัวเองเป็นคนทำ ก็รีบชักมือกลับ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่วายทำหน้าทะเล้นแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ ทั้งยังทำท่าทางยียวนกวนประสาทอย่างที่สุด
การกระทำนั้นทำเอาโจวเจ๋อหานโกรธจนแทบคลั่ง
โจวเจ๋อตงขมวดคิ้วมุ่น เขามองไปยังอีกฝ่ายที่ยังคงทำท่าเหมือนอยากจะปาหินมาอีก เขาจึงตัดสินใจหันไปพูดกับน้องชาย “เสี่ยวหาน นายเอาโซ่มาให้ฉัน”
โจวเจ๋อหานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พี่ พี่พูดว่าอะไรนะ ก็คุณแม่บอกแล้วไงว่าไม่ให้ต้าหวงไปยุ่งกับคนอื่น”
แม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังโกรธมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังกลัวว่าต้าหวงจะไปกัดคนอื่นเข้า
ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ย่าหลิวก็เคยจะโดนต้าหวงกัดจนขาหักมาแล้ว
มันน่ากลัวมากๆ เลยนะ
คนในหมู่บ้านต่างก็กลัวต้าหวงกันทั้งนั้น ไม่มีใครหน้าไหนกล้าไปยั่วยุมันเลยสักคน
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าต้าจ้วงนี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา
ถึงได้กล้ามาปาหินใส่ต้าหวงแบบนี้ มันน่าโมโหชะมัด!
“เอามาให้ฉัน” โจวเจ๋อตงย้ำด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น
โจวเจ๋อหานจึงรีบส่งโซ่ในมือให้พี่ชายทันที
โจวเจ๋อตงรับโซ่มาถือไว้ ก่อนจะจูงต้าหวงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาต้าจ้วง
แม้ว่าในยามปกติ ต้าหวงจะไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้างเท่าไหร่นัก แต่มันกลับรับรู้ถึงเจตนาร้ายที่ส่งมาได้อย่างชัดเจนมาก
ราวกับว่ามันเข้าใจท่าทีของโจวเจ๋อตงเป็นอย่างดี มันจึงก้มหัวลงต่ำ ก่อนจะแยกเขี้ยวแหลมคมของมันใส่ต้าจ้วง
ในลำคอของมันมีเสียงขู่คำรามดังออกมาเบาๆ ราวกับว่าอีกแค่วินาทีเดียวมันก็จะกระโจนพรวดเข้าไปขย้ำคออีกฝ่าย
ไม่ว่าจะยังไง มันก็คือสุนัขพันธุ์ดุร้าย เขี้ยวที่แหลมคมนั่นดูน่ากลัวจนขนลุก
ต้าจ้วงเห็นแบบนั้นก็ตกใจหน้าถอดสีในทันที
เขาคิดว่าสองพี่น้องตระกูลโจวจะต้องจูงหมาหนีหางจุกตูดเพราะถูกเขาข่มขู่ซะอีก
แต่เขาไม่คิดเลยว่าพวกนั้นจะกล้าหันกลับมาขู่เขาแทน
ไอ้หมาตัวนั้น ตอนที่มองอยู่ไกลๆ มันก็ดูไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่
แต่พอได้มาเห็นในระยะใกล้แบบนี้ มันกลับตัวสูงเกือบจะเท่าตัวเขาอยู่แล้ว
ต้าจ้วงถึงกับขาแข้งสั่น ก้อนหินในมือก็ถือไว้ไม่อยู่ เขาหันหลังกลับแล้วโกยอ้าววิ่งหนีไปเลย
โจวเจ๋อหานเกลียดนิสัยขี้ขลาดแบบนี้ของเขาที่สุด
ปกติแล้ว เวลาที่พวกเขาไม่ยอมเล่นด้วย ต้าจ้วงก็จะชอบมาก่อกวนป่วนประสาท ไม่จงใจเอาลูกแก้วของพวกเขาไปทิ้ง ก็แย่งที่เล่นของพวกเขาไป
พอโดนด่าเข้าหน่อย เขาก็จะหัวเราะร่าแล้ววิ่งหนีไป แถมยังวิ่งไปหัวเราะเยาะพวกเขาลับหลังไปด้วย
มันน่าโมโหจริงๆ นะ!
โจวเจ๋อตงจูงหมาเดินกลับมายังที่เดิม
พวกผู้ใหญ่ที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างก็พากันเดินเลี่ยงไปให้ห่างจากพวกเขา
แต่ในทางกลับกัน กลับมีเด็กคนหนึ่งชี้ไปที่เหยาเหยา “แม่คะ หนูอยากขี่แบบนั้นบ้าง”
ผู้เป็นแม่พอเห็นแบบนั้นก็รู้สึกว่ามันช่างแปลกใหม่ดี
เธอจึงจูงมือลูกสาวเดินเข้ามา แล้วกำลังจะยื่นมือออกไปลูบหัวสุนัข
“โอ้โห หมาตัวนี้หล่อจังเลยนะ พันธุ์อะไรเนี่ย?”
เด็กน้อยพอเห็นว่าแม่ของตัวเองกำลังจะลูบ เธอก็เลยยื่นมือเล็กๆ ของตัวเองออกมาด้วย
โจวเจ๋อตงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบห้ามไว้ทันที “คุณป้าครับ ต้าหวงที่บ้านผมห้ามลูบครับ”
อีกฝ่ายถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง พอได้สติกลับมาเธอก็รู้สึกเหมือนโดนหักหน้า จึงพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ “ทำไมจะลูบไม่ได้ล่ะ หมามันก็ไม่กัดคนนี่นา”
“ใช่ครับ ต้าหวงไม่กัดคนหรอกครับ” โจวเจ๋อตงตอบกลับไป “ที่ผมห้ามก็เพราะว่าแม่ของผมบอกว่ามันกินคนครับ”
หญิงคนนั้นถึงกับพูดไม่ออก “...”
โจวเจ๋อหานรีบพยักหน้าผสมโรงอย่างจริงจัง “ใช่เลยครับ แม่บอกว่าห้ามให้เด็กเล็กๆ มาจับ โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ เพราะว่าต้าหวงชอบกินเด็กเป็นพิเศษ”
แม้แต่เหยาเหยาที่เกาะอยู่บนหลังของต้าหวงก็ยังอุตส่าห์ส่งเสียงสนับสนุนพี่ชาย “อื้อ กิงเด็ก~”
เพียงเท่านั้น หญิงคนนั้นก็หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม เธอดึงแขนลูกสาวแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวจากไปทันที
ท่าทางของเธอดูราวกับอยากจะทำเป็นว่า ไม่เคยเดินเข้ามาทักทายพวกเขาตรงนี้เลย
...
ตัดภาพมายังอีกด้านหนึ่ง ที่กองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
โจวเยว่เซินและหวังเจี้ยนกั๋วถูกเรียกตัวให้เข้าไปยังห้องทำงานของผู้บังคับบัญชา
ภายในห้องทำงานเวลานี้มีเพียงบรรยากาศที่ตึงเครียดและหนักอึ้งอบอวลอยู่
“นี่เรายังติดต่อคนของฝั่งนั้นไม่ได้อีกเหรอ?” ผู้บังคับบัญชาระดับสูงหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ครับผม! ท่านครับ หน่วยกู้ภัยของเราตรวจพบแค่รถออฟโรดที่จอดเสียอยู่เพียงคันเดียวเท่านั้นครับ ตอนนี้ทางเราจึงมีความประสงค์ขออนุญาตส่งทีมกู้ภัยฉุกเฉินเข้าไปค้นหาครับ”
[จบบท]