บทที่ 299: กระแสสังคม 1
ระหว่างทางกลับบ้าน ซือเนี่ยนพาลูกทั้งสองคนขึ้นรถบัสประจำทางกลับบ้านพัก โชคดีที่บนรถเที่ยวนี้ไม่ค่อยมีคน ที่นั่งเลยว่างอยู่หลายที่ พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการแย่งที่นั่งเหมือนปกติ
ซือเนี่ยนนั่งลงข้างลูกชายคนโต แล้วหันไปถามเขาด้วยรอยยิ้ม "เสี่ยวตง ลูกสอบได้ที่ 1 แล้ว ตอนนี้มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษไหม"
โจวเจ๋อตงนั่งอยู่ข้างๆ คุณแม่ เขากอดน้องสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด "คุณแม่ครับ ผม... ผมอยากนอนสักหน่อยครับ"
คำตอบนั้นทำให้ซือเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่แววตาของเธอจะอ่อนโยนลงทันควัน เธอรู้สึกลึกๆ ว่าลูกชายคงเหนื่อยมากจริงๆ เธอยื่นมือไปลูบหัวเขาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู แล้วยิ้มออกมา "ได้สิ งั้นลูกนอนพักเถอะ"
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เสี่ยวตงต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุดพัก ปริมาณเนื้อหาที่เรียนมันมหาศาลมากจริงๆ สำหรับเด็กตัวเล็กๆ แค่นี้ การต้องแบกรับความรู้มากมายที่อัดแน่นเกินกำลังขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้ว่าผลสอบที่ออกมาจะดูเหมือนว่าเขาสอบผ่านไปได้อย่างสบายๆ แต่ใครจะรู้ถึงความพยายามอย่างหนักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นบ้าง
พอความตื่นเต้นดีใจที่เพิ่งผ่านพ้นไปเริ่มจางหาย ความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานก็ถาโถมเข้ามาแทนที่ในทันที โจวเจ๋อตงขยับตัวพิงแขนคุณแม่ เขาหลับตาลงไม่นานก็จมเข้าสู่ห้วงนิทรา
ระหว่างที่รถวิ่งไป มีคนบนรถที่จำพวกเขาได้พยายามจะเข้ามาพูดคุยทักทายกับซือเนี่ยน ไม่ว่ายังไง การที่โจวเจ๋อตงทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้นก็ถือว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงที่โดดเด่นมากทีเดียว
ซือเนี่ยนรีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบเสียง "จุ๊ๆ" พลางพยักพเยิดไปทางโจวเจ๋อตงที่กำลังหลับสนิท เขาคงจะเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
***
หลายวันต่อมา เรื่องราวของโจวเจ๋อตงก็ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ และในเวลาเดียวกัน ชื่อของครูสวีก็ปรากฏอยู่ด้วยเช่นกัน
พฤติกรรมรุนแรงของครูสวี ทั้งเรื่องที่เธอดูถูกคนชนบทอย่างเปิดเผย และเจตนาพุ่งเป้าเล่นงานเด็กนักเรียนที่มาจากชนบท ถูกนักข่าวขุดคุ้ยมาเขียนแฉเป็นบทความขนาดยาวเหยียด ในที่สุดครูสวีก็ได้มีชื่อเสียงโด่งดังสมใจ เพียงแต่เธอคงไม่คาดคิดว่าจะเป็นการมีชื่อเสียงในลักษณะนี้
ทันทีที่ซือเนี่ยนเดินเข้ามาในห้องพักครูในเช้าวันนั้น เธอก็ได้ยินข่าวทันทีว่าครูสวีถูกสั่งพักงานแล้ว เรื่องอื้อฉาวนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมันกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ แม้แต่โรงเรียนของพวกเขาก็พลอยได้รับผลกระทบด้านชื่อเสียงไปด้วย
แม้จะยังไม่มีใครรู้ว่าบทลงโทษขั้นสุดท้ายของครูสวีจะเป็นอย่างไร แต่ในสถานการณ์ที่กำลังร้อนแรงขนาดนี้ อย่างน้อยเธอก็คงต้องเก็บตัวเงียบๆ ไปอีกสักพักใหญ่ ทางโรงเรียนเองก็ต้องรีบจ้างครูคนใหม่มาสอนแทนเป็นการชั่วคราวไปก่อน
เท่านั้นยังไม่พอ เรื่องที่เธอเคยแนะนำผู้ปกครองบางคนให้ส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาพิเศษแห่งหนึ่งก็ถูกขุดขึ้นมาร้องเรียนด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ผู้ปกครองหลายคนกำลังรวมตัวกันไปโวยวายเพื่อขอเงินคืน พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่เธอทำมันไร้จรรยาบรรณของความเป็นครูอย่างสิ้นเชิง
แต่ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ โรงเรียนกวดวิชาแห่งนั้นดันเป็นธุรกิจของคนในตระกูลหลี่ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ชื่อของหัวหน้าหลี่เปิดโดยตรง แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าเธอกับครูสวีร่วมมือกันทำเรื่องนี้ แน่นอนว่าต้องมีความผิดร่วมกัน
ทางโรงเรียนกวดวิชาก็หัวหมอ ไม่ยอมคืนเงินให้ง่ายๆ กลุ่มผู้ปกครองเลยต้องเปลี่ยนเป้าหมาย บุกมาที่โรงเรียนแทน พวกเขาขู่ว่าถ้าไม่ได้รับเงินคืน ก็จะสร้างความวุ่นวายไม่เลิกรา
อาจารย์ใหญ่โกรธจนควันออกหู เขารู้อยู่แก่ใจว่าโรงเรียนกวดวิชานั่นต้องเป็นของหัวหน้าหลี่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หัวหน้าหลี่ก็ไม่ใช่คนโง่ เธอระมัดระวังตัวโดยใช้ชื่อของคนในครอบครัวบังหน้ามาตลอด แถมตัวหัวหน้าหลี่เองก็ยังมีเส้นสายหนุนหลังอยู่ แม้แต่อาจารย์ใหญ่เองก็ไม่สามารถใช้อำนาจไล่เธอออกไปง่ายๆ ได้
ดังนั้น ในตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่ลงโทษสถานเบาด้วยการลดตำแหน่งเธอ และออกคำสั่งเด็ดขาดให้เธอต้องคืนเงินให้ผู้ปกครองเหล่านั้นให้ครบ
เธอมีทางเลือกแค่สองทาง คือ ปิดโรงเรียนกวดวิชานั่นซะ หรือไม่ก็ถูกไล่ออกจากงานที่โรงเรียน
แน่นอนว่าหัวหน้าหลี่ไม่มีทางยอมทิ้งงานประจำที่มั่นคงนี้ไป เธอจึงจำใจต้องยอมปิดโรงเรียนกวดวิชานั่นไปโดยปริยาย ส่วนเรื่องที่ต้องจ่ายเงินชดเชยจนขาดทุนไปไม่น้อย นั่นก็เป็นเรื่องที่เธอต้องไปจัดการด้วยตัวเอง
ในขณะที่ทุกคนในโรงเรียนต่างคิดว่าครูสวีน่าจะถูกไล่ออกอย่างแน่นอนแล้ว แต่ใครจะคาดคิดว่าจู่ๆ กลับมีกลุ่มผู้ปกครองของนักเรียนชั้น ป.4 จำนวนหนึ่ง ลุกขึ้นมาช่วยพูดปกป้องเธอ
พวกเขาอ้างว่าตอนนี้ผลการเรียนของลูกๆ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะใกล้จะถึงเวลาสอบเข้ามัธยมต้นแล้ว การที่โรงเรียนมาเปลี่ยนตัวครูสวีออกกะทันหันแบบนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเตรียมตัวสอบของลูกๆ พวกเขาอย่างแน่นอน
บางคนถึงกับพูดสนับสนุนครูสวีว่า โจวเจ๋อตงอาจจะเป็นเด็กเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ และพูดจาขยายความเกินจริงไปมากก็ได้ แม้ว่าครูสวีจะเข้มงวดไปบ้าง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับลูกๆ ของพวกเขาอย่างที่เป็นข่าวหรอก
พอโรงเรียนเปลี่ยนครูคนใหม่มาสอนแทน สถานะการเรียนของเด็กๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ดีเท่าเดิม ตอนนี้ผู้ปกครองกลุ่มนี้เลยรวมตัวกันกดดันโรงเรียนอย่างหนัก เรียกร้องไม่ให้โรงเรียนเปลี่ยนครูเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าลูกๆ ของพวกเขาสอบเข้าโรงเรียนมัธยมต้นดีๆ ไม่ได้ ทางโรงเรียนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
อาจารย์ใหญ่ถูกสถานการณ์บีบคั้นจนหมดหนทาง และในที่สุด ครูสวีก็ได้กลับมาสอนตามเดิม
แม้ว่าครูสวีจะแสดงท่าทีสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อหน้าทุกคน และรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะปรับปรุงวิธีการสอนของตัวเอง พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะไม่ลงโทษเด็กๆ ด้วยวิธีรุนแรงอีก แต่ใครจะไปรู้ได้ว่า นั่นไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูเพื่อให้เธอได้กลับมาสอนอีกครั้งเท่านั้น
โรงเรียนเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันอย่างหนัก ถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างกระแสสังคมกับความต้องการของผู้ปกครอง จนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไปต่อก็ไม่ได้ จะถอยก็ลำบาก
ซือเนี่ยนรู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายไปซะทีเดียว เพราะตลอดหลายปีที่ครูสวีรับหน้าที่สอนชั้น ป.4 มา เธอก็ไม่เคยปล่อยให้เกิดเรื่องอะไรบานปลาย แล้วจะมาถูกไล่ออกเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ง่ายๆ ได้ยังไง
สำหรับผู้ปกครองกลุ่มนั้น เมื่อต้องเลือกระหว่างเรื่องที่ลูกอาจจะถูกครูตั้งแง่หรือถูกกลั่นแกล้ง กับเรื่องผลการเรียนที่จับต้องได้ แน่นอนว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับผลการเรียนมากกว่าอยู่แล้ว
จริงอยู่ที่ตอนนี้ครูสวีมีชื่อเสียงในทางที่แย่มาก แถมยังถูกประจานลงหนังสือพิมพ์จนเป็นเรื่องน่าละอาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนในชั้นที่เธอสอนนั้น กลับติดอันดับท็อป 3 ของโรงเรียนมาโดยตลอด
นี่คือผลการเรียนในฝันที่ผู้ปกครองมากมายต่างก็ใฝ่ฝันถึง แล้วจะให้พวกเขายอมเปลี่ยนครูที่สอนดี (แม้จะนิสัยไม่ดี) ออกไปง่ายๆ ได้ยังไง
อีกอย่าง เด็กที่ถูกครูสวีตั้งแง่กลั่นแกล้งก็ไม่ใช่ลูกของพวกเขา พวกเขาเลยไม่จำเป็นต้องใส่ใจอยู่แล้ว และยิ่งไม่มีทางยอมให้ลูกของตัวเองต้องมาเสียอนาคตเพียงเพราะโจวเจ๋อตงถูกรังแกแค่คนเดียว พวกเขาไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมเสียเปรียบในเรื่องนี้
ในสังคมนี้ คนที่ชอบดูถูกคนบ้านนอกมีให้เห็นอยู่ถมไป มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย ครูสวีก็แค่ทำผิดในสิ่งที่หลายๆ คนก็คิดเหมือนกันเท่านั้นเอง ตราบใดที่ลูกๆ ของพวกเขา ซึ่งไม่ได้มาจากชนบท ไม่ได้โดนรังแกไปด้วย ทุกอย่างก็ยังถือว่ารับได้
ครูสวีกลับเข้ามาในห้องพักครูด้วยท่าทางหยิ่งผยองตามแบบฉบับของเธอ ตอนที่เดินผ่านโต๊ะทำงานของซือเนี่ยน เธอยังจงใจปรายตามองมาด้วยสายตาที่แสดงความเหนือกว่าอย่างชัดเจน
ซือเนี่ยนแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่สนใจท่าทีเหล่านั้น
แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับเริ่มกังวลขึ้นมา ขนาดเรื่องฉาวโฉ่ขนาดนี้ยังโค่นครูสวีไม่ลง ถ้าโรงเรียนคิดจะไล่เธอออกจริงๆ ผู้ปกครองพวกนั้นคงได้พากันมาสู้ตายกับโรงเรียนแน่ๆ
แม้ว่าตอนนี้เสี่ยวตงจะได้ย้ายไปอยู่ชั้นเรียนหัวกะทิแล้ว แต่ดูจากท่าทางของครูสวี เธอคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่ ต่อให้เธอไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง แต่การหาเรื่องยุ่งยากมาให้ลับหลังก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ
ซือเนี่ยนครุ่นคิด... หรือเธอควรจะถือโอกาสนี้คุยกับอาจารย์ใหญ่ เพื่อขอย้ายห้องให้เสี่ยวตงไปอยู่ห้องอื่นเลยดีไหม เธอไม่อยากให้เสี่ยวตงต้องเรียนหนังสือภายใต้สายตาของคนแบบนี้อีกต่อไปเลย ถ้าเกิดเสี่ยวตงต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ จนเขากลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก เธอจะทำยังไง
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ซือเนี่ยนก็ลุกขึ้นมุ่งหน้าไปหาอาจารย์ใหญ่ทันที
อาจารย์ใหญ่เองก็ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ช่วงนี้โรงเรียนต้องรับมือกับเรื่องวุ่นวายสารพัด เขาก็ปวดหัวมากเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงมีท่าทีที่เป็นมิตรกับซือเนี่ยนเสมอ เมื่อได้ฟังคำขอของเธอ เขาก็แสดงสีหน้าหนักใจและรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
"คุณครูซือครับ เรื่องลูกของคุณในคราวนี้ มันเป็นความผิดของโรงเรียนเราจริงๆ ผมเองก็คาดไม่ถึงว่าครูสวีจะมีความคิดดูถูกเด็กที่มาจากชนบทได้ขนาดนี้ แต่ตอนนี้กลุ่มผู้ปกครองก็ประท้วงกันหนักมาก ผมเลยไม่สามารถไล่เธอออกตามอำเภอใจได้จริงๆ การที่คุณยอมถอยให้ก้าวหนึ่งแบบนี้ ผมก็รู้สึกซาบซึ้งใจมากครับ"
ถ้าครูสวีเป็นคนที่มีเหตุผลได้อย่างซือเนี่ยนบ้าง เขาคงจะปวดหัวน้อยลงไปอีกหลายส่วน อาจารย์ใหญ่ถอนหายใจยาว เขารับปากว่าจะชดเชยให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น และจัดการย้ายโจวเจ๋อตงไปอยู่ห้อง 1 ซึ่งถือเป็นห้องเรียนที่ดีที่สุดรองจากห้อง 4 ให้ทันที
ความจริงแล้ว เมื่อก่อนห้อง 1 ก็เป็นห้องที่เก่งมาก เพียงแต่หลังจากที่ห้อง 4 มีอู๋เหรินอ้ายย้ายเข้ามา ความโดดเด่นทั้งหมดเลยถูกกลบรัศมีไปหมด ไม่อย่างนั้น ตอนแรกสุดเขาคงไม่จัดให้โจวเจ๋อตงไปอยู่ห้อง 4 ตั้งแต่แรกหรอก
พอข่าวที่ว่าโจวเจ๋อตงต้องขอย้ายห้องแพร่ออกไป บรรดาครูคนอื่นๆ ก็ยิ่งระแวงและรักษาระยะห่างจากครูสวีมากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็รู้สึกสงสารซือเนี่ยนจับใจ ลูกชายถูกรังแกจนถึงขั้นนี้ แต่ตัวต้นเรื่องกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย สุดท้ายเธอก็ทำได้แค่ต้องพาลูกย้ายห้องหนี มันช่างน่าสงสารจริงๆ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้แน่ เพราะพฤติกรรมของครูสวีย่อมต้องถูกสังคมประณามต่อไป ซือเนี่ยนเองก็ไม่ได้ใส่ใจสายตาของคนรอบข้างที่มองมาเท่าไหร่นัก ในเมื่อครูสวีสามารถใช้กลุ่มผู้ปกครองมาเป็นเกราะกำบังให้ตัวเองได้ เธอก็มีวิธีของเธอเช่นกันที่จะจัดการเรื่องนี้
และก็เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ ตอนแรกทุกคนคิดว่าครูสวีถูกไล่ออกไปแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวตามมาว่าเธอได้ 'สำนึกผิด' และกลับมาสอนหนังสือที่โรงเรียนตามเดิมแล้ว
[จบบท]