บทที่ 30: ขับไล่ป้าหลิว
ซือเนี่ยนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
เดือนละ 50 หยวน!
นี่มันบ้าไปแล้ว! เงินเดือนขนาดนี้แทบจะทาบตำแหน่งผู้ประกาศข่าวที่เธอเคยทำเลยนะ งานราชการที่ใครๆ ก็แย่งกันแทบตาย ผู้ชายคนนี้ใช้เงินเปลืองชะมัด!
มิน่าล่ะป้าหลิวถึงได้ดิ้นรนไม่อยากไป ถ้าเป็นเธอเองก็คงเกาะเสาบ้านไม่ยอมไปไหนเหมือนกัน
เสียงแหลมสูงของป้าหลิวบาดแก้วหูจนเหยาเหยาที่อยู่ในอ้อมกอดของพ่อสะดุ้งสุดตัวแล้วปล่อยโฮออกมา โจวเยว่เซินขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญ เสียงทุ้มของเขากดต่ำลง แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังต้องหยุดชะงัก “ป้าหลิว ผมบอกไปแล้วว่าตอนนี้ไม่ต้องการคนช่วยแล้ว ถ้ายังดึงดันอยู่อีก ก็อย่าหาว่าผมใจร้ายก็แล้วกัน”
ซือเนี่ยนรีบเดินเข้าไปอุ้มร่างเล็กที่สั่นเทาของเหยาเหยามาไว้ในอ้อมแขนตัวเอง เธอพาเด็กน้อยถอยห่างจากหญิงชราที่กำลังเกรี้ยวกราด คนประเภทนี้ยิ่งยุ่งด้วยยิ่งน่ากลัว
“โอ๋ๆ เหยาเหยาคนเก่งของน้า ไม่ต้องกลัวนะลูก” เธอลูบแผ่นหลังเล็กๆ เพื่อปลอบประโลม พอได้ไออุ่นจากคนที่คุ้นเคย หนูน้อยก็สงบลงทันที แขนป้อมๆ กอดรอบคอซือเนี่ยนแน่น ดวงตากลมโตที่ยังคลอด้วยหยาดน้ำตามองไปยังป้าหลิวอย่างหวาดหวั่น
โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานยืนทำหน้าเอือมระอาอยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นว่าพูดกับโจวเยว่เซินไม่เป็นผล ป้าหลิวจึงหันเป้าหมายไปยังเด็กชายทั้งสองทันที “เจ้าใหญ่ เจ้ารอง ช่วยพูดเข้าข้างย่าหน่อยสิลูก ที่ผ่านมาคุณย่าอุตส่าห์ดูแลพวกเธอมาตั้งนาน ถึงจะไม่มีความดีความชอบอะไร แต่ก็เหนื่อยนะ หรือพวกเธอไม่อยากกินเนื้ออร่อยๆ ทุกวันแล้วล่ะ”
โจวเยว่หานถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก พลางพูดตะกุกตะกัก “เอ่อ...คุณย่าหลิวครับ ไม่เป็นไรแล้วครับ ผมไม่รบกวนคุณย่าแล้ว...คือ...ผมไม่ได้หมายความว่าอาหารที่คุณย่าทำไม่อร่อยนะครับ”
ป้าหลิวหน้าเจื่อนสนิท ส่วนโจวเยว่ตงเอาแต่ยืนเงียบ ไม่ปริปากพูดอะไรเลย
“ป้าหลิว ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สาม” โจวเยว่เซินเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาฉายชัดว่าความอดทนของเขากำลังจะหมดลง “แค่สองวันที่ผ่านมา พอซือเนี่ยนมาถึงบ้าน ป้าก็รีบเผ่นกลับบ้านตัวเองไปโดยไม่คิดจะทักทายสักคำ ผมจ่ายเงินจ้างป้ามาทำงาน แต่ป้าทำตัวยังไงก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ ที่ผมไม่เอาเรื่องก็เพราะเห็นว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ถ้าจะให้สาวความกันจริงๆ ป้าควรจะต้องคืนเงินส่วนหนึ่งให้ผมด้วยซ้ำ ถ้าไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายจนน่าเกลียด ก็เชิญป้ากลับไปได้แล้ว”
คำขู่เรื่องเงินได้ผลชะงัด ป้าหลิวหน้าซีดเผือด จะให้เธอคายเงินที่ได้ไปแล้วออกมาน่ะเหรอ? สู้ฆ่าเธอให้ตายเสียยังดีกว่า!
หญิงชราร้อนใจขึ้นมาทันควัน กลัวว่าถ้ายังดื้อดึงอยู่ต่อไป เรื่องที่เคยแอบยักยอกเงินในอดีตอาจจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจริงๆ เธอจึงได้แต่ล่าถอยกลับไปอย่างหัวเสีย
ในที่สุด ความสงบสุขก็กลับมาสู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง
โจวเยว่เซินหันมามองซือเนี่ยน เมื่อสบตากับเธอที่มองอยู่ก่อนแล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้น “ผมขอโทษนะ ที่ไม่ได้รั้งป้าหลิวไว้ ไม่ได้หมายความว่าจะผลักภาระทั้งหมดให้คุณ ต่อไปนี้ผมจะพยายามช่วยงานบ้านเท่าที่ทำได้ ถ้าคุณรู้สึกว่ามันลำบากเกินไป ไม่ต้องเอาข้าวมาส่งให้ผมก็ได้ แค่ช่วยดูแลเหยาเหยาก็พอแล้ว”
เขาอดกังวลไม่ได้ว่าเธอจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาไล่ป้าหลิวออกเพียงเพื่อจะให้เธอมาทำหน้าที่แม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็กเต็มตัว แม้ใจจริงเขาจะปรารถนาให้มีคนดูแลลูกๆ อย่างใส่ใจ แต่ก็ไม่อยากจะเอาเปรียบหรือสร้างความลำบากใจให้เธอ
“จากนี้ไป ผมจะให้เงินค่าใช้จ่ายเดือนละ 200 หยวน คุณก็เอาไปบริหารจัดการค่าอาหารของเด็กๆ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ใช้ส่วนตัวได้เลย ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมก็ค่อยบอกผมอีกที”
ซือเนี่ยนตาโตเท่าไข่ห่าน
สอง...สองร้อยหยวน!
ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้วหรือยังไง!
เงิน 200 หยวนในยุคนี้มีค่ามหาศาล เทียบได้กับเงินหลายพันหยวนในอนาคตเลยทีเดียว ต่อให้เป็นยุคสมัยใหม่ ก็หาผู้ชายที่ยอมควักเงินให้ผู้หญิงใช้เป็นค่าขนมเดือนละหลายพันได้ยากเต็มที
นี่เขาไปทำมาหากินอะไรมา ถึงได้รวยขนาดนี้!
ซือเนี่ยนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกรางวัลที่หนึ่ง
“เอ่อ...มันจะเยอะไปหน่อยมั้ยคะ...แต่ถ้าคุณยืนยัน...ฉันก็ไม่เกรงใจแล้วนะคะ”
โจวเยว่เซินเห็นท่าทีเกรงใจแต่ในแววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้าของเธอก็อดที่จะยกยิ้มที่มุมปากไม่ได้
“ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีเงินเก็บสะสมไว้มากพอให้พวกคุณใช้จ่ายอย่างสบายๆ ขอแค่คุณมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นี่ก็พอ”
เขาเป็นลูกกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก ชีวิตนี้มีแต่ตัวคนเดียว เมื่ออายุยังน้อยก็สมัครไปเป็นทหาร ประจำการอยู่ชายแดนนานถึง 8 ปี จนได้ปลดประจำการในตำแหน่งนายทหาร หากไม่เพราะอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องลาออกเสียก่อน ป่านนี้เขาคงได้เป็นถึงผู้บังคับการกรมไปแล้ว เงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญที่สะสมมาตลอดหลายปีแทบไม่เคยได้แตะต้อง พอกลับมาถึงบ้านเกิด เขาก็นำเงินก้อนนั้นมาลงทุนซื้อฟาร์มต่อจากคนอื่นในราคาถูก
ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนผ่าน ขอเพียงแค่มีความกล้าและไม่ทำผิดกฎหมาย ก็สามารถสร้างตัวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพียงแต่ตอนนี้ยังขยับขยายกิจการให้ใหญ่โตไม่ได้ โจวเยว่เซินจึงทำธุรกิจอยู่แค่ในระดับหมู่บ้าน แต่ถึงอย่างนั้น ชื่อเสียงของฟาร์มเขาก็กระจายไปไกลจนผูกขาดตลาดค้าเนื้อสดในพื้นที่ส่วนใหญ่ไปแล้ว ทำให้มีรายรับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็คือรอเวลาที่ประเทศจะเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบเท่านั้น
น่าเสียดายที่ถึงแม้จะหาเงินมาได้มากมาย แต่เขากลับไม่มีเวลาใช้มันเลยแม้แต่น้อย ลูกๆ ทั้งสามคนก็เลี้ยงดูได้ไม่ดีเท่าที่ควร
บางครั้งเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันมีความหมายอะไร
แต่ในวันนี้...ตอนที่เขาเห็นโจวเยว่หานสะพายกระเป๋าใบใหม่อย่างตื่นเต้นดีใจ แล้ววิ่งมาอวดของต่างๆ ที่ซือเนี่ยนซื้อให้เขาฟังอย่างกระตือรือร้น ในที่สุดเขาก็ได้ค้นพบความหมายของการหาเงิน
ที่แท้เงินของเขาไม่ได้ไร้ความหมาย แค่ที่ผ่านมา...มันถูกใช้ผิดที่ผิดทางไปหน่อยเท่านั้นเอง
“วางใจได้เลยค่ะ! ในยุคนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่เงินแก้ไม่ได้หรอก!” ซือเนี่ยนยิ้มตาหยีอย่างอารมณ์ดี
จริงอย่างที่เธอว่า ปัญหาร้อยละ 80 ในชีวิตคนเราล้วนมีต้นตอมาจากเรื่องเงินๆ ทองๆ ทั้งสิ้น ถ้าแก้ปมนี้ได้ เรื่องอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เมื่อจัดการปัญหาของป้าหลิวไปได้ ซือเนี่ยนก็รู้สึกโล่งใจ เธอรู้สึกมาตลอดว่าหญิงชราคนนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะสร้างปัญหาได้ทุกเมื่อ พอไปได้ก็ดีแล้ว
เธอเดินเข้าครัวไปดูซุปซี่โครงหมูที่ตั้งไฟอ่อนๆ อยู่บนเตา คงต้องเคี่ยวต่ออีกสักครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เนื้อนุ่มเปื่อยได้ที่ เด็กๆ จะได้เคี้ยวง่ายๆ
หลังจากเติมฟืนในเตาเสร็จ ซือเนี่ยนก็หันมาล้างผักที่ซื้อมาเตรียมไว้ทำกับข้าว ในบ้านแทบไม่มีวัตถุดิบอะไรเลย มีเพียงมันฝรั่ง มะเขือเทศ และผักกวางตุ้งที่เธอเพิ่งซื้อมาเท่านั้น
ขณะที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมอาหาร เธอก็สัมผัสได้ถึงเงาของใครบางคนที่ทาบทับลงมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นโจวเยว่เซิน
ห้องครัวหลังนี้ค่อนข้างกว้าง แต่การปรากฏตัวของชายร่างสูงใหญ่กลับทำให้บรรยากาศดูอึดอัดคับแคบลงไปถนัดตา เขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวกับภูผาที่บดบังทุกสิ่ง
“ให้ผมช่วยอะไรไหม?”
สายตาของเขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังบางที่กำลังง่วนอยู่กับการทำครัว เธอไม่เหมือนหญิงชาวบ้านคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย ท่วงท่าการทำอาหารของเธอดูสง่างามและเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีความทุลักทุเลให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
แสงสุดท้ายของวันสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบร่างของเธอ เกิดเป็นลำแสงสีทองอ่อนๆ ขับเน้นให้เห็นเอวที่คอดกิ่วจนน่าใจหาย ราวกับว่าหากใช้แรงเพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้ร่างนั้นแหลกสลายไปได้
ผู้หญิงอย่างเธอ...สมควรที่จะเกิดมาเพื่อรับความสุขสบายอย่างแท้จริง
“ดีเลยค่ะ งั้นช่วยกวาดพื้นครัวให้หน่อยได้ไหมคะ เมื่อกี้ตอนล้างซี่โครงหมู ฉันทำน้ำหกเลอะเทอะไปหน่อย พื้นมันเลยลื่นๆ” ซือเนี่ยนตอบรับอย่างไม่คิดจะเกรงใจ แม้จะชอบทำอาหาร แต่สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือการต้องมาเก็บกวาดความวุ่นวายหลังทำเสร็จ
แต่ถ้ามีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ เรื่องมันก็ต่างออกไป
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับคำ แล้วหยิบไม้กวาดมาจัดการทำความสะอาดพื้นอย่างเงียบๆ
ไอร้อนกรุ่นๆ และกลิ่นหอมของซุปซี่โครงหมูลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว เติมเต็มบ้านที่เคยอ้างว้างให้อบอวลไปด้วยไออุ่นของคำว่า "ครอบครัว"
บ้านหลังนี้สร้างมาได้สองสามปีแล้ว แต่มันกลับดูว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวามาโดยตลอด โจวเยว่เซินรู้สึกเสมอว่ามันยังขาดอะไรบางอย่างไป...เพียงแต่ไม่เคยรู้ว่าคืออะไร
แต่ในตอนนี้ เขารู้แล้ว
ซือเนี่ยนที่กำลังเพลิดเพลินกับการหั่นผักเริ่มรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาที่เธอไม่วางตา
ความรู้สึกประหม่าก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ...ผู้ชายคนนี้จะจ้องอะไรเธอนักหนา!
แม้จะมั่นใจในความสวยของตัวเอง แต่การถูกจ้องมองอย่างไม่ละสายตาแบบนี้ ต่อให้เธอจะใจกล้าหน้าด้านแค่ไหนก็อดที่จะแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาไม่ได้
ในยุคนี้ ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กำยำอย่างโจวเยว่เซินอาจจะไม่ใช่พิมพ์นิยมของผู้คน แต่หากเป็นในยุคที่เธอจากมาล่ะก็ ผู้ชายที่ทั้งหล่อล่ำและดูพึ่งพาได้แบบนี้ถือเป็นของหายากเลยทีเดียว
ภาพจำของเธอเกี่ยวกับคนขายเนื้อคือคุณลุงร่างท้วมพุงพลุ้ยที่คีบบุหรี่ไว้ที่มุมปากตลอดเวลา ไม่ใช่ชายหนุ่มรูปงามที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แบบนี้เลยสักนิด