บทที่ 304: ผู้สมรู้ร่วมคิด
โจวเจ๋อหานกุมท้องป่องๆ ของตัวเองแล้วก้าวลงจากรถ เขาเดินตามชายคนนั้นไปที่ข้างทางเพื่อปลดทุกข์ แถวนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า มีเพียงถนนสายเก่าๆ ที่พังทลายเท่านั้น
เด็กชายมองซ้ายมองขวา ก่อนจะบิดตัวเล็กน้อยแล้วนั่งยองลง พอเห็นชายคนนั้นทำท่าจะเดินตามมาใกล้ๆ เขาก็รีบร้องห้าม “คุณครู คุณอยู่ไกลๆ ผมหน่อยนะ ผมอึเหม็นมากจริงๆ”
พูดจบยังอุตส่าห์ปล่อยลมพิสูจน์ความจริงออกมาติดๆ กันอีกหลายครั้ง
ชายคนนั้นถึงกับชะงักฝีเท้าแล้วรีบหันหลังเดินหนีไปไกลๆ ทันควัน “เออ! ให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!”
โจวเจ๋อหานเหลือบมองตามหลังชายคนนั้น พอเห็นว่าเขาเดินไปไกลแล้ว ดวงตาคู่เล็กก็ฉายประกายบางอย่างขึ้นมา
...
ขณะเดียวกันที่ในตัวเมือง ตำรวจได้เริ่มปฏิบัติการค้นหาแล้ว
คดีลักพาตัวเด็กเกิดขึ้นมานาน แต่ก่อนหน้านี้เป็นแค่การหายตัวไปประปรายไม่กี่คน แต่ครั้งนี้มีเด็กหายไปพร้อมกันจำนวนมากขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนกรมตำรวจทั้งกรม
ทีมค้นหาที่นำโดยผู้กองหลี่เริ่มปฏิบัติการปูพรมค้นหาทันที แม้ในยุคนี้จะไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ถนนที่ใช้ออกจากเมืองก็มีอยู่เพียงเส้นทางเดียว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้คือ หากคนร้ายพาเด็กๆ ออกจากเขตเมืองไปได้แล้ว การติดตามหาตัวก็จะกลายเป็นเรื่องยากมหาศาล
การที่ไม่มีเทคโนโลยีกล้องวงจรปิด หมายความว่าทันทีที่รถของคนร้ายพ้นจากใจกลางเมืองไป โอกาสที่จะได้ตัวเด็กๆ กลับคืนมาก็แทบจะกลายเป็นศูนย์ ต่อให้พยายามค้นหาก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ขบวนการค้ามนุษย์เหิมเกริมอย่างหนักในยุคนี้
แม้ตำรวจจะประสานงานไปยังทุกเส้นทางเพื่อตั้งจุดสกัดและตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เวลาที่ผ่านไปทีละน้อยกลับไร้วี่แววหรือข่าวคราวใดๆ
บรรดาผู้ปกครองเริ่มส่งเสียงโวยวายระงม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองของนักเรียนห้อง 4 ที่พอได้ยินข่าวว่าลูกตัวเองหายไปก็แทบจะล้มทั้งยืน เพราะนอกจากเด็กๆ กลุ่มนั้นแล้ว ยังมีฉู่เซียงเอ๋อร์ หลานสาวแท้ๆ ของอาจารย์ใหญ่ และหลี่โหย่วไฉ หลานชายสุดที่รักของหัวหน้าแผนกหลี่ (หลี่เฟิ่งหัว) รวมอยู่ด้วย สถานการณ์ในโรงเรียนตอนนี้จึงโกลาหลวุ่นวายไปหมด
อาจารย์ใหญ่ดูทรุดโทรมราวกับแก่ลงไป 10 ปีภายในคืนเดียว ส่วนหัวหน้าแผนกหลี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอนั่งทรุดตัวลงกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจ
ทั้งบ้านเธอมีหลานชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่แค่คนเดียว ถ้าเขาถูกลักพาตัวไปขายต่อในถิ่นทุรกันดารจริงๆ แล้วเธอจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง!
อีกทั้งการหายตัวไปของเจี่ยงจิวและเสี่ยวหาน (โจวเจ๋อหาน) ก็ยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยแปลกๆ เพราะกลุ่มเด็กที่ตกเป็นเป้าหมายอย่างชัดเจนในครั้งนี้คือเด็กนักเรียนชั้น ป.4 แต่ทำไมเสี่ยวหานกับเจี่ยงจิวซึ่งอยู่คนละชั้นเรียน ถึงถูกพาตัวไปพร้อมกับกลุ่มนั้นด้วย?
ซือเนี่ยนพยายามสูดหายใจลึกๆ เพื่อรวบรวมสติที่กระจัดกระจายกลับคืนมา ก่อนจะเริ่มตั้งสติวิเคราะห์สถานการณ์ เธอบอกตัวเองว่าในเวลาแบบนี้ ยิ่งร้อนรนเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสมองข้ามเบาะแสสำคัญไปได้ง่ายๆ
แม้ว่าเสี่ยวหานจะดูซื่อๆ ไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กโง่ ซ้ำเธอยังสอนย้ำเขาเสมอว่าห้ามพูดคุยกับคนแปลกหน้า ห้ามกินของที่คนแปลกหน้ายื่นให้ และที่สำคัญที่สุดคือห้ามเดินตามคนแปลกหน้าไปไหนเด็ดขาด
การที่เด็กๆ ถูกพาตัวไปอย่างเงียบเชียบได้ขนาดนี้ เป็นไปได้สูงว่าคนร้ายจะต้องใช้วิธีวางยาสลบ
แต่จำนวนเด็กมีมากขนาดนี้ ในขณะที่พวกค้ามนุษย์มีรถตู้เพียงคันเดียว มันย่อมไม่เพียงพอที่จะขนเด็กทั้งหมดไปได้แน่ๆ ประกอบกับพฤติกรรมของขบวนการค้ามนุษย์ที่มักจะไม่เคลื่อนไหวกันเป็นกลุ่มใหญ่ เธอจึงคาดเดาว่าคนร้ายน่าจะมีกันแค่ 2-3 คน
แต่ต่อให้มี 2-3 คนจริงๆ การจะลอบวางยาสลบเด็กจำนวนมากพร้อมกันแล้วพาตัวไปโดยไม่มีใครรู้เห็นเลย ก็ยังเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น นิสัยของเจ้ารอง ลูกชายเธอ เขาเป็นประเภทที่จะเดินเข้าไปขอของกินจากคนอื่นดื้อๆ แต่ถ้าหากมีคนแปลกหน้าจงใจยื่นขนมหรือของกินมาให้ เขาจะไม่รับมันเด็ดขาด!
ดังนั้น มันต้องมีคนในช่วย! ต้องมีใครสักคนที่สามารถวางยาสลบเด็กๆ ทั้งกลุ่มได้ในคราวเดียว พวกมันถึงได้ลงมือและจากไปได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ นั่นหมายความว่า ในกลุ่มครูที่มาด้วยกันในวันนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะมี "ผู้สมรู้ร่วมคิด" แฝงตัวอยู่
และคนที่สามารถทำเรื่องเลวร้ายผิดมนุษย์มนาแบบนี้ได้ ในโรงเรียนนี้ก็มีอยู่เพียงคนเดียว... ครูสวี
ซือเนี่ยนหันไปมองครูสวีทันที ครูสวียืนอยู่ด้านหลังสุดของกลุ่มคนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ เธอก้มหน้ามองหัวหน้าแผนกหลี่และบรรดาผู้ปกครองที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย โดยที่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากันแน่น ราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างเอาไว้
ซือเนี่ยนกำหมัดแน่น ใช่แล้ว ต้องเป็นเธออย่างแน่นอน
เธอรีบเดินไปคว้าแขนหวังเสี่ยวลี่ที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ แล้วดึงออกมาคุยกันที่หน้าประตู
“มีอะไรเหรอคะครูซือ”
“คุณพอจะรู้บ้างไหมคะว่าช่วงนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับครูสวีบ้าง? ข้อมูลยิ่งละเอียดยิ่งดีค่ะ”
ซือเนี่ยนจำได้ว่าหวังเสี่ยวลี่เคยเล่าให้ฟังว่าเธอพักอยู่ตึกเดียวกับครูสวี และเวลาว่างๆ ก็มักจะมาบ่นเรื่องครูสวีให้เธอฟังเป็นประจำ เพราะทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมาที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันอยู่แล้ว
พอได้ยินคำถามนั้น หวังเสี่ยวลี่ก็พอจะดึงสติกลับมาได้บ้าง “คุณถามถึงเธอ... หรือว่าคุณสงสัยว่า...” แต่ยังไม่ทันพูดจบ หวังเสี่ยวลี่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตาของซือเนี่ยน
หวังเสี่ยวลี่ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่า “เอาจริงๆ ช่วงนี้ครูสวีก็ไม่ได้สบายนักหรอกนะคะ แม้ว่าพวกผู้ปกครอง ป.4 จะพากันเรียกร้องให้เธอกลับมาสอน จนตำแหน่งการงานมั่นคงแล้วก็จริง แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ก็ยังคงมีผู้ปกครองบางกลุ่มไปดักรอทวงเงินคืนจากเธอที่ใต้ตึกทุกวัน”
“คุณรู้เรื่องที่หัวหน้าแผนกหลี่เปิดโรงเรียนกวดวิชาใช่ไหมคะ?” ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ
หวังเสี่ยวลี่เล่าต่อ “เพราะเรื่องอื้อฉาวในโรงเรียนคราวก่อน ทำให้ตระกูลหลี่ต้องยอมหลบกระแสสังคมชั่วคราว ด้วยการสั่งปิดโรงเรียนกวดวิชานั่นไป ทีนี้พอโรงเรียนปิด พวกผู้ปกครองหลายคนก็เลยพากันไปโวยวายขอเงินคืน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไร ทางตระกูลหลี่ถึงไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้ พวกผู้ปกครองที่ครูสวีเคยเป็นคนแนะนำให้ไปเรียน ก็เลยแห่กันมาทวงเงินคืนจากครูสวีแทน แล้วคนอย่างครูสวีที่เป็นพวกขี้เหนียวเข้าไส้ มีเหรอคะจะยอมควักเงินตัวเองคืนให้ง่ายๆ ผลสุดท้ายเธอก็เลยโดนขู่เข้า”
“โดนขู่เหรอคะ” ซือเนี่ยนทวนคำ
“ใช่ค่ะ” หวังเสี่ยวลี่พยักหน้า “มีคนแอบเอาสีไปพ่นเขียนด่าทอไว้ที่ตึกเรา ให้เธอรีบคืนเงิน แถมยังขู่ด้วยว่าถ้าครูสวีไม่ยอมคืนเงิน พวกเขาจะจับตัวลูกชายของเธอไปใช้หนี้แทน! ได้ยินมาว่าพวกนั้นถึงขนาดไปจ้างนักเลงมาทวงหนี้เลยนะคะ น่ากลัวมากๆ ตอนนี้คนอื่นๆ ที่อยู่ตึกเดียวกับพวกเราเลยพากันตีตัวออกห่าง ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาครูสวีแนะนำเด็กให้ไปเรียนที่นั่นตั้งมากมาย ยอดเงินมันมหาศาลขนาดนั้น ตระกูลหลี่กลับไม่ยอมจ่ายคืน พอพวกเจ้าหนี้ไม่กล้าไปมีเรื่องกับตระกูลหลี่โดยตรง พวกเขาก็เลยหันมาเล่นงานเธอแทน ตอนนี้เธอก็ดูดีแค่เปลือกนอกเท่านั้นแหละค่ะ ล่าสุดนี่สามีของเธอก็กำลังจะฟ้องหย่ากับเธอแล้วด้วย...”
แม้หวังเสี่ยวลี่จะเล่าเรื่องซุบซิบพวกนี้ไปเรื่อยเปื่อย แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับมีประโยชน์กับซือเนี่ยนอย่างมาก
ในที่สุดซือเนี่ยนก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมหลี่โหย่วไฉ และฉู่เซียงเอ๋อร์ หลานสาวของอาจารย์ใหญ่ ถึงต้องถูกลักพาตัวไปด้วย
หากมองเพียงผิวเผิน เด็กทั้งสองคนนี้ดูเหมือนจะเป็นลูกศิษย์คนสำคัญที่ครูสวีรักและเอ็นดูที่สุด จึงไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะเป็นคนลงมือ
แต่หากย้อนคิดดูให้ดีๆ ในการแข่งขันครั้งก่อน หลี่โหย่วไฉก็เคยผลักเธอจนเกือบล้ม และพอเรื่องบานปลาย หัวหน้าแผนกหลี่ก็คงจะโยนความผิดทั้งหมดมาให้ครูสวีรับผิดชอบ ไหนจะอาจารย์ใหญ่ที่คอยเรียกเธอไปตำหนิอยู่เป็นระยะอีก
ด้วยพื้นฐานนิสัยที่เหี้ยมโหดและเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากครูสวีจะไม่เก็บเอาเรื่องทั้งหมดนี้มาผูกใจเจ็บ จนกลายร่างเป็นคนจิตใจมืดดำไปเลยสิ ถึงจะแปลก
การที่เจ้าใหญ่ย้ายออกจากห้อง 4 ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ
แต่ปัญหาก็คือ... แล้วทำไมเจ้ารองกับเจี่ยงจิวถึงต้องโดนลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย?
การหายตัวไปของเจี่ยงจิวทำให้บ้านตระกูลเจี่ยงโกลาหลไม่แพ้กัน! เดิมทีผู้การเจี่ยงก็กำลังเคร่งเครียดกับคดีที่ลูกน้องคนสนิทหายตัวไปก่อนหน้านี้อยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องที่พวกค้ามนุษย์ถึงกับเหิมเกริมกล้ามาลักพาตัวหลานชายของตัวเองอีก เขาก็โกรธจัดจนควันออกหู สั่งระดมกำลังทั้งหมดที่เขามี โดยประกาศกร้าวว่าจะต้องลากคอคนร้ายกลุ่มนี้มาลงโทษตามกฎหมายให้จงได้
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทั้งเมืองตกอยู่ในความตื่นตระหนก ข่าวการหายตัวไปของหลานชายผู้บังคับบัญชาระดับสูงพร้อมกับเด็กนักเรียนอีกหลายสิบคนแพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็วจนทุกคนรับรู้เรื่องนี้กันหมด
ซือเนี่ยนที่เพิ่งได้ข้อมูลสำคัญมาจากหวังเสี่ยวลี่ รีบตรงไปหาผู้กองหลี่และทีมงานที่กำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางทันที
“พี่สะใภ้ครับ พี่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อตามหาตัวเสี่ยวหานกลับมาให้ได้แน่นอนครับ!” ผู้กองหลี่มองหน้าเธอด้วยความรู้สึกผิดอย่างเต็มอก
[จบบท]