บทที่ 31: จุดเริ่มต้นของความรู้สึก
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ซือเนี่ยนได้พินิจพิเคราะห์ผู้ชายตรงหน้าอย่างจริงจัง โจวเยว่เซินมีทั้งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัว และใบหน้าที่หล่อเหลาเย็นชาอย่างหาที่ติไม่ได้ มันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวจนน่าประหลาดใจ
“โอ๊ย!” เพียงเสี้ยววินาทีที่ใจลอยไปกับความคิดของตัวเอง ซือเนี่ยนก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว เธอก้มลงมองและพบว่าคมมีดได้ฝากรอยแผลเล็กๆ ไว้เสียแล้ว
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ทำอะไร ร่างสูงใหญ่ของโจวเยว่เซินก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวในชั่วพริบตา เขาคว้ามือของเธอไปกุมไว้อย่างรวดเร็ว น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นมาว่า “ขอดูหน่อย”
ความร้อนวาบแล่นผ่านจากมือขึ้นมาสู่หัวใจ ฝ่ามือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักกำลังโอบล้อมมือน้อยๆ ที่ขาวนุ่มของเธอเอาไว้ ความแตกต่างที่ชัดเจนนั้นทำให้ใบหน้าของซือเนี่ยนร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ไม่ว่าอะไรใช่ไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกระซิบ
“คะ อะไรเหรอคะ” ซือเนี่ยนยังคงงุนงงกับสถานการณ์ ไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากทักท้วงอะไร เขาก็จับปลายนิ้วของเธอใส่เข้าไปในปากของเขาแล้ว
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะ สมองของซือเนี่ยนพลันขาวโพลนไปหมด ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป
“อื้อ…” ความรู้สึกอุ่นชื้นที่ปลายนี้วทำให้เธอเผลอส่งเสียงครางแผ่วเบาออกมา ใบหน้าของเธอแดงก่ำลามไปจนถึงลำคอและใบหู
นี่มันอะไรกัน! ผู้ชายคนนี้กำลังทำอะไรของเขา!
เสียงครางหวานใสที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอทำให้แววตาของโจวเยว่เซินวูบไหว ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขารีบปล่อยมือของเธอแล้วก้าวถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมกับตลับยาและผ้าพันแผลในมือ
ท่าทีที่ดูเยือกเย็นและจริงจังของเขากลับทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดปกติไปเสียเอง
บางทีเธออาจจะคิดมากไปเองก็ได้ การกระทำของเขาอาจจะเป็นเพียงปฏิกิริยาที่ทำไปโดยสัญชาตญาณ ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรเลย
เธอแอบลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เพื่อระบายความร้อนที่อัดแน่นอยู่ในอก
โจวเยว่เซินดูชำนาญในการจัดการกับบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มาก เขาทำแผลให้เธออย่างคล่องแคล่วและเบามือ จนเธอแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย
ซือเนี่ยนมองนิ้วชี้ที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาดแล้วลองขยับเบาๆ อย่างไม่คุ้นชิน
“ออกไปนั่งพักข้างนอกเถอะ ที่เหลือฉันจัดการเอง” โจวเยว่เซินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วบอกกับเธอ
“คุณทำอาหารเป็นด้วยเหรอ” ซือเนี่ยนละสายตาจากนิ้วของตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับสั้นๆ “เป็น”
ซือเนี่ยนนึกว่าคนอย่างเขาที่ดูยุ่งอยู่กับงานตลอดเวลา จะไม่เคยย่างกรายเข้าครัวเสียอีก
แต่เมื่อคิดดูอีกที ผู้ชายที่ทำอาหารเป็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เธอจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ก็ได้ค่ะ งั้นรบกวนคุณช่วยหั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นๆ แล้วใส่ลงไปในหม้อตุ๋นซี่โครงหมูด้วยนะคะ ส่วนผักพวกนี้แค่ล้างให้สะอาดก็พอ”
“เดี๋ยวเราจะกินกันแบบหม้อไฟ น้ำซุปอาจจะจืดไปนิด เดี๋ยวฉันจะทำน้ำจิ้มพริกเพิ่มให้”
โจวเยว่เซินลงมือทำตามที่เธอบอกอย่างรวดเร็ว ซือเนี่ยนหันไปเปิดตู้กับข้าวเพื่อหาถ้วยเล็กๆ มาใส่เครื่องปรุง แต่กลับพบว่าเกลือหมดพอดี เธอเหลือบไปเห็นถุงเกลือถุงใหม่ที่วางอยู่บนชั้นบนสุด จึงเขย่งปลายเท้าพยายามจะเอื้อมหยิบ แต่แล้วเงาร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาจากด้านหลัง แขนแข็งแรงของเขาเอื้อมข้ามศีรษะเธอไปหยิบถุงเกลือลงมาให้ได้อย่างง่ายดาย
ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนแผ่นหลังของเธอแทบจะสัมผัสกับแผงอกกว้างของเขา ไออุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านมาจนเธอรู้สึกได้ ซือเนี่ยนรู้สึกว่าใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง แก้มของเธอคงจะแดงยิ่งกว่าสีของท้องฟ้ายามเย็นเป็นแน่
บรรยากาศในห้องครัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงหั่นผักและเสียงไฟในเตาที่ดังเป็นระยะๆ ทั้งสองคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไปอย่างเงียบๆ
ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เธอจึงก้มหน้าก้มตาเตรียมเครื่องปรุงพร้อมกับพยายามหาเรื่องคุยเพื่อทำลายความเงียบนี้
“ช่วงนี้คุณยุ่งมากไหมคะ”
มือของโจวเยว่เซินที่กำลังจะหยิบฟืนใส่เตาหยุดชะงักไปชั่วครู่ เขาหันมามองเธอ ใบหน้าด้านข้างที่คมคายนั้นช่างสมบูรณ์แบบจนผู้หญิงคนไหนได้เห็นก็ต้องใจเต้นแรง “ไม่ค่อยเท่าไหร่ มีอะไรรึเปล่า”
“คือ… คุณรู้จักบ้านตระกูลหลินใช่ไหมคะ ฉันมาอยู่ที่นี่ก็สักพักแล้ว พ่อแม่จริงๆ ของฉันอาจจะยังไม่รู้ข่าวคราวอะไรเลย ฉันเลยอยากจะกลับไปเยี่ยมพวกท่านสักหน่อย”
โจวเยว่เซินนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ก็ควรจะกลับไปเยี่ยมพวกท่านสักครั้งนะ บ้านตระกูลหลินอยู่ในหมู่บ้านหลินเจียที่อยู่ถัดไปจากเรานี่เอง ไม่ไกลหรอก”
“พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าไปสั่งงานที่ฟาร์มหมูสักหน่อย เดี๋ยวตอนเที่ยงเราค่อยไปกัน”
อันที่จริงแล้ว ซือเนี่ยนไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับคนในตระกูลหลินเลย แต่ในเนื้อเรื่องของนิยายได้กล่าวถึงครอบครัวนี้เอาไว้ว่า หลังจากที่พวกเขารู้ความจริงว่าเธอคือลูกสาวแท้ๆ ก็พยายามมาเยี่ยมเธออยู่หลายครั้ง แต่กลับถูกเจ้าของร่างเดิมปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ในนิยาย หลังจากที่เธอถูกบังคับให้แต่งงานมาอยู่ที่นี่ เธอก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะหลินซือซือและพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องตกต่ำลง เธอจึงทั้งเกลียดทั้งโกรธพวกเขา ถึงขนาดที่พ่อแม่มาหาที่หน้าประตู เธอก็ยังไม่ยอมออกไปพบ
การกระทำเช่นนั้นได้ผลักไสพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอออกไป จนในที่สุดพวกเขาก็หมดหวังและเลิกราไปเอง
ในทางกลับกัน หลินซือซือกลับเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ไม่เพียงแต่จะได้รับความรักความเอ็นดูจากครอบครัวหลิน เธอยังได้รับผลประโยชน์มากมายจากพ่อแม่บุญธรรมของซือเนี่ยนอีกด้วย
แต่เนื่องจากในนิยายไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัวนี้มากนัก ซือเนี่ยนจึงไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเท่าไหร่นัก
เหตุผลที่เธออยากจะกลับไป ไม่ใช่แค่เพียงอยากจะรู้ว่าคนในตระกูลหลินเป็นคนแบบไหน แต่เธอยังอยากจะถามให้แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องสินสอดจำนวนสามพันหยวนนั่นด้วย
การที่พวกเขาพยายามจะมาพบเจ้าของร่างเดิมอยู่หลายครั้ง ก็น่าจะหมายความว่าพวกเขายังมีความเป็นห่วงเป็นใยเธออยู่บ้าง
แต่ถ้าเป็นห่วงจริง แล้วทำไมถึงไม่ยอมคืนเงินสินสอดนั่นมาล่ะ
แถมยังปล่อยให้เธอต้องมาแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รักอีก
ซือเนี่ยนรู้สึกมาตลอดว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่แน่ๆ
เธอพยักหน้ารับคำของเขา “ตกลงค่ะ”
เมื่อทั้งสองคนช่วยกันยกหม้อตุ๋นมันฝรั่งกับซี่โครงหมูออกมาที่โต๊ะอาหาร เด็กๆ ทั้งสามก็ยังคงนั่งรออยู่ที่เดิมอย่างเรียบร้อย
ซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วที่วางอยู่บนโต๊ะยังคงอยู่เต็มจาน ไม่ได้พร่องลงไปเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมยังไม่กินกันล่ะลูก” ซือเนี่ยนถามด้วยความสงสัย
โจวเยว่หานแอบกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ก่อนจะตอบเสียงเบา “รอคุณพ่อกับน้าเนี่ยนมากินพร้อมกันครับ”
ซือเนี่ยนได้ฟังแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “เด็กโง่เอ๊ย ไปตักข้าวมาได้แล้วลูก”
โจวเยว่หานหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย เขารีบยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเองแก้เขิน แล้วทำหน้าขรึมวิ่งเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว
เด็กๆ ต่างตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชามของตัวเอง โจวเยว่หานตักข้าวอัดแน่นจนพูนชาม ก่อนจะรีบส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วที่เปื่อยนุ่มละลายในปาก หอมอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไป เขากินข้าวสลับกับเนื้ออย่างมีความสุข ข้าวสวยที่ราดน้ำซอสรสชาติกลมกล่อม ยิ่งทำให้อาหารมื้อนี้อร่อยขึ้นเป็นทวีคูณ
ไม่เลี่ยนเลยสักนิดเดียว
แค่เห็นท่าทางที่เด็กๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย ก็สามารถบอกได้แล้วว่าฝีมือการทำอาหารของซือเนี่ยนนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด
กลิ่นหอมของอาหารลอยไปไกลจนถึงบ้านข้างๆ สือโถวที่กำลังจะกินข้าวถึงกับน้ำลายสอ เขา สูด กลิ่นหอมฟุดฟิดอยู่หลายครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับย่าของเขาว่า “ย่าครับ ผมจะไปเล่นกับเหยาเหยา”
ป้าจางหันมามองหลานชายตาเขียวปั๊ด “มืดค่ำป่านนี้จะไปบ้านคนอื่นทำไม กลัวเขาไม่รู้หรือไงว่าแกจะไปขอเขากินข้าวน่ะ รีบๆ กินข้าวแล้วไปนอนได้แล้ว”
พูดจบก็คีบกากหมูแห้งๆ ชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของเขา
ถึงปากจะว่าอย่างนั้น แต่ในใจของป้าจางก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ บ้านของโจวเยว่เซินทำอาหารหอมฟุ้งไปทั่วทุกวัน ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ เลย ขนาดเธอเองยังรู้สึกอยากกินไปด้วย
สือโถวมองกากหมูในชามของตัวเองอย่างเบื่อหน่าย รู้สึกว่ามันช่างจืดชืดสิ้นดี
นับตั้งแต่ที่เขาได้ลิ้มรสอาหารฝีมือของน้าซือเนี่ยน กับข้าวที่ย่าทำก็ดูเหมือนจะไม่อร่อยอีกต่อไปแล้ว
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กินอาหารอร่อยๆ แบบนั้นอีกครั้ง
“เฮ้อ…” สือโถวเท้าคางถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่ร้อยของวัน
**
เช้าวันรุ่งขึ้น ซือเนี่ยนตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพราะมีนัดจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน
เธอจับเหยาเหยามาอาบน้ำแต่งตัว เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมาให้ แล้วบรรจงมัดผมเป็นจุกเล็กๆ หลายจุก ประดับด้วยกิ๊บรูปดอกไม้หลากสีสัน จากนั้นก็เทอาหารที่เหลือจากเมื่อคืนลงในชามของเจ้าต้าหวงเหมือนเช่นทุกวัน แล้วก็นั่งรอให้โจวเยว่เซินกลับมา
วันนี้โจวเยว่เซินออกจากบ้านไปตั้งแต่ตีสี่ ตอนนี้ก็เป็นเวลาแปดโมงเช้าแล้ว
เห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือ ซือเนี่ยนจึงไปชงนมผงให้เหยาเหยาดื่มเล่นๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำแล้ว ยังเป็นการเสริมสารอาหารไปในตัวอีกด้วย
เด็กเล็กๆ นี่โตเร็วจริงๆ เพียงแค่ไม่กี่วันก็ดูอวบอั๋นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พอได้สวมชุดกระโปรงตัวใหม่ที่เธอเลือกให้ ก็ยิ่งดูน่ารักน่าชังเหมือนตุ๊กตาฝรั่งยิ่งกว่าเด็กที่มาจากในเมืองเสียอีก
ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังนั่งกอดขวดนมอยู่บนเตียงนั้น ช่างน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน
เมื่อโจวเยว่เซินเดินเข้ามาในบ้าน ภาพแรกที่เขาเห็นก็คือภาพนี้ เหยาเหยานั่งดูดนมจากขวดอยู่บนเตียงอย่างสบายอารมณ์ ส่วนซือเนี่ยนกำลังยืนอยู่หน้ากระจกตู้เสื้อผ้าเพื่อติดต่างหู เธอสวมเสื้อเชิ้ตลำลองกับกางเกงยีนส์รัดรูปที่ดูเรียบง่าย แต่กลับขับเน้นให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าของร่างกายได้อย่างชัดเจน เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นเอวที่คอดกิ่วและช่วงขาที่เรียวยาว ผมหยักศกเล็กน้อยของเธอถูกรวบขึ้นไปมัดไว้สูง เผยให้เห็นลำคอระหง ปอยผมเล็กน้อยที่ปล่อยลงมาเคลียข้างแก้มยิ่งช่วยขับให้ใบหน้าของเธอดูงดงามยิ่งขึ้น
[จบบท]