บทที่ 320: ฟู่หยางตื่นรู้
ซือเนี่ยนจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินออกมา เธอถามขึ้นอย่างงงๆ “คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ ขำอะไรกัน”
อวี๋ตงทำท่าจะอ้าปากเล่า แต่โจวเยว่เซินก็ขัดขึ้นมาก่อน “ไม่มีอะไรหรอก หิวแล้วใช่ไหม กินข้าวก่อนเถอะครับ”
ซือเนี่ยนตั้งใจว่าล้างหน้าล้างตาเสร็จจะออกมาช่วยเขา แต่ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะมือไวขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวก็เปลี่ยนผ้าพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝีมือการพันแผลก็ดูดีไม่ต่างจากที่พยาบาลในโรงพยาบาลทำเลย ท่าทางคงชินกับการทำแผลให้ตัวเองอยู่บ่อยๆ
เธอจึงเดินเข้าไป ดึงโต๊ะตัวเล็กมาใกล้ๆ แล้วแกะห่ออาหารที่อวี๋ตงซื้อมาวางเรียง ในห่อมีหมั่นโถวลูกใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นผู้ชาย 5-6 ลูก โจ๊กข้าวฟ่าง ผัดผักกาดขาวอีกนิดหน่อย แล้วก็ไข่ต้มอีก 2-3 ฟอง ถึงจะดูเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่ปริมาณที่ให้มาก็เยอะมาก อวี๋ตงไปห่อมาจากโรงอาหารของกองทัพ ซึ่งปกติคนที่นี่เขาก็กินอะไรกันประมาณนี้อยู่แล้ว
ซือเนี่ยนปอกไข่ฟองหนึ่งให้โจวซีเหยากินเล่นไปก่อน จากนั้นก็ปอกอีกฟองใส่ลงในชามของโจวเยว่เซิน เขากินแค่ 2 คำก็หมด แล้วก็คีบผัดผักกาดขาวในจานมาใส่ในชามให้เธอ
อาหารของโรงอาหารในเขตทหารจริงๆ ก็ไม่ได้แย่นัก สารอาหารก็ค่อนข้างครบถ้วน เพียงแต่รสชาติอาจจะจืดชืดไปหน่อยเพราะไม่มีรสเผ็ดเลย
โจวเจ๋อหานเห็นพ่อคีบผักให้แม่ ก็รีบยื่นชามของตัวเองเข้าไปบ้าง “พ่อครับ ผมเอาด้วยครับ”
โจวเยว่เซินเลยคีบให้เขาตะเกียบหนึ่ง แล้วก็ตักแบ่งให้โจวเจ๋อตงกับโจวซีเหยาด้วย
โจวเจ๋อหานเป็นเด็กกินข้าวไปคุยไป เขาเล่าเรื่องสนุกๆ ที่โรงเรียนให้ฟังไม่หยุดปาก ทำให้บรรยากาศในห้องพักผู้ป่วยเต็มไปด้วยความครึกครื้น
ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวข้างๆ พยาบาลก็นำอาหารเช้าเข้ามาส่งให้ ฟู่หยางซึ่งมีใบหน้าซีดเซียวยังคงเอนหลังพิงหัวเตียง เขาหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง สภาพของเขาดูไม่ดีเลย แถมยังผอมลงไปถนัดตา ไม่เหลือเค้าความหยิ่งทะนงและท่าทีเย็นชาเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึง
เสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ และความมีชีวิตชีวาจากห้องข้างๆ ยิ่งขับเน้นให้ห้องที่เขาอยู่ดูอ้างว้างและเงียบสงัดมากขึ้นไปอีก สภาพของเขาในตอนนี้ช่างดูน่าสงสารอยู่ไม่น้อย
พยาบาลนึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้เขาขอเปลี่ยนห้องกลางดึก ย้ายจากห้องพักรวมมาอยู่ห้องเดี่ยว ตอนแรกใครๆ ก็นึกว่าคุณชายลูกผู้ดีจากในเมืองคนนี้คงไม่อยากทนลำบากอยู่ร่วมห้องกับคนอื่น แต่พอมาเห็นบรรยากาศแบบนี้ เธอก็พอจะเข้าใจเหตุผลขึ้นมาบ้างแล้ว
เธอวางถาดอาหารลง “ผู้พันฟู่คะ อาหารเช้ามาส่งแล้วค่ะ”
ฟู่หยางยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่สายตาของเขากลับเลื่อนลอย ราวกับไม่ได้มองอะไรเป็นพิเศษ ความคิดของเขากำลังล่องลอยไปที่อื่น
พยาบาลต้องเรียกอยู่ 2-3 ครั้ง เขาถึงจะได้ยินและหันกลับมา เขารับคำแบบคนยังไม่ค่อยตื่นตัวนัก “วางไว้ตรงนั้นเถอะครับ”
พยาบาลมองเขาอีกครั้ง ต้องยอมรับว่าผู้พันฟู่คนนี้หน้าตาดีและมีบุคลิกที่โดดเด่นจริงๆ ตอนที่เขาย้ายมาที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือใหม่ๆ นี่ถือเป็นข่าวใหญ่เลย มีคนไม่น้อยอยากจะมาเห็นหน้าตาอันหล่อเหลาของเขาสักครั้ง ตอนนั้นใครๆ ก็รู้สึกว่าเขาดูแตกต่างจากผู้พันคนอื่นๆ แถวนี้ที่มักจะตัวใหญ่ล่ำสันและดูหยาบกระด้างไปหน่อย แต่ผู้พันคนนี้กลับเหมือนนายทหารชั้นสูงจริงๆ บุคลิกท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนมาจากตระกูลใหญ่และสูงส่งเกินเอื้อม
แต่ว่านี่เพิ่งผ่านไปแค่เดือนกว่าๆ ลูกรักของสวรรค์อย่างเขากลับดูเหมือนคนที่เพิ่งเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ผิวคล้ำลงไปมาก สีหน้าก็ดูย่ำแย่ซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังดูหมดอาลัยตายอยากไปหมด
หรืออาจเป็นเพราะภารกิจที่เขตไร้มนุษย์ครั้งนี้ไม่สำเร็จแถมยังบาดเจ็บกลับมาเลยทำให้เขาทรุดขนาดนี้ก็ได้ ก็แว่วๆ มาว่าตอนที่หน่วยกู้ภัยไปเจอเขาก็เกือบจะไม่รอดแล้ว ถ้าผู้พันโจวไปช้ากว่านั้นอีกนิดเดียว ผู้พันฟู่ก็อาจจะไม่ได้กลับมาแล้วก็ได้ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ในกองทัพก็มีข่าวลือว่าผู้พันฟู่กับผู้พันโจวไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ การที่ต้องมาเป็นหนี้ชีวิตผู้พันโจวแบบนี้ ในใจคงรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย พอมาเห็นสภาพแบบนี้ก็เลยพอจะเข้าใจได้
ตลอด 2-3 วันต่อมา ห้องพักของโจวเยว่เซินก็ยังคงคึกคักอยู่เสมอ ในห้องมีทั้งเสียงหัวเราะของเด็กๆ และกลิ่นอาหารหอมฉุย ซือเนี่ยนคิดว่าไหนๆ ที่ห้องพักของโจวเยว่เซินก็พอจะทำอาหารง่ายๆ ได้ เธอก็เลยออกไปซื้อวัตถุดิบดีๆ มาทำของบำรุงร่างกายให้เขา แผลจะได้หายเร็วยิ่งขึ้น จะได้ไม่ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลนานๆ
ซือเนี่ยนเป็นคนปรุงรสอาหารได้กลมกล่อม ทุกวันที่เธอหิ้วปิ่นโตเข้ามาในโรงพยาบาล กลิ่นหอมก็ฟุ้งไปทั่ว โดยเฉพาะฟู่หยางที่อยู่ห้องข้างๆ ตอนนี้พอเขาก้มลงมองผัดผักกาดขาวกับโจ๊กขาวในชามของตัวเอง ก็รู้สึกว่ามันช่างจืดชืดเหลือเกิน สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูเคร่งขรึมมากขึ้น
ของที่เมื่อก่อนมีคนส่งมาให้ถึงที่แต่เขากลับไม่เคยชายตามอง มาถึงตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีวันได้มาอีกแล้ว สภาวะจิตใจของฟู่หยางในตอนนี้สับสนวุ่นวายอย่างมาก แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนใจจะขาด
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองจะรู้สึกแบบนี้เพราะผู้หญิงคนหนึ่งได้ แม้แต่ตอนที่ซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินแสดงความรักต่อกันอยู่ตรงหน้า เขาก็แค่รู้สึกขัดตานิดหน่อยเท่านั้น เขาไม่คิดว่าที่ตัวเองรู้สึกขัดตานั้นเป็นเพราะเขาชอบซือเนี่ยน เขาแค่คิดว่าการที่ผู้หญิงที่เคยเป็นคู่หมั้นของตัวเองไปสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าต่อตามันทำให้เขาหงุดหงิดก็เท่านั้น
แต่ในคืนนั้นที่เขาเพิ่งได้สติกลับมา พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เขาก็รู้ได้เลยว่าเป็นเธอ เขารู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่คิดว่าซือเนี่ยนมาเยี่ยมเขา แต่แล้วก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ห่างไกลขนาดนี้ จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงของโจวเยว่เซิน เขาถึงได้รู้ว่าเธอเดินทางมาไกลหลายพันลี้ แต่ไม่ใช่เพื่อเขา
แม้ว่าความรู้สึกที่ซือเนี่ยนมีต่อเขาจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ฟู่หยางก็ยังรู้สึกว่าเธอยังคงเหมือนเดิมในแง่หนึ่ง คือเวลาที่เธอดีกับใคร เธอก็จะทุ่มเทให้ทั้งใจ ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนคนนั้น เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนี้ เพียงแต่คนที่เธอทุ่มเทให้ไม่ใช่เขาอีกต่อไปแล้ว
ก่อนที่จะมาที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เขาเป็นคนหยิ่งทะนงในตัวเองและไม่เคยสนใจใคร เขาใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด และไม่เคยใส่ใจเรื่องความรักหนุ่มสาว แต่ตอนนี้เมื่อได้มาเห็นภาพครอบครัวคนอื่นกับตา เขาถึงได้ตระหนักว่าจริงๆ แล้วตัวเองโดดเดี่ยวมากแค่ไหน
ราวกับว่าทุกสิ่งรอบตัวเขาทั้งมืดมิดและหนาวเหน็บ มีเพียงครอบครัวนั้นครอบครัวเดียวที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความอบอุ่นและความสุข
เขาเห็นซือเนี่ยนหิ้วของเดินผ่านหน้าห้องพักเขาไปโดยไม่หันมามอง เขาได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของเธอแว่วมาเป็นครั้งคราว หรือบางครั้งก็ได้ยินเสียงเธอพูดคุยหวานชื่นกับผู้ชายคนนั้น ความสุขที่ฉายอยู่บนใบหน้าของเธอไม่ใช่เรื่องโกหก
มีเพียงเขาเองที่ถูกความหยิ่งทะนงของตัวเองบดบังตามาตลอด เขาคิดไปเองจริงๆ ว่าจะมีคนยอมอุทิศทั้งชีวิตนี้ให้เขาเพียงคนเดียว
การตระหนักรู้ความจริงอย่างแจ่มแจ้งนี่เองที่เจ็บปวดที่สุด
เขาไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาแพ้ให้โจวเยว่เซินไปแล้ว ทั้งในแง่ของความสามารถและในเรื่องความรัก มันเป็นความจริงที่ทุกคนต่างก็รู้ดี มีเพียงเขาคนเดียวที่พยายามหลอกตัวเองมาตลอด ในใจของซือเนี่ยนไม่มีเขาอยู่อีกต่อไปแล้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฟู่หยางคงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพอถึงวันที่ซือเนี่ยนไม่รักเขาแล้วจริงๆ เขาถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้ มันเหมือนกับว่ามีของสำคัญมากๆ บางอย่างได้หายไปจากโลกของเขาอย่างถาวร
แม่ของฟู่หยางกับฟู่เชียนเชียนเดินทางมาถึงโรงพยาบาลทหารในตอนเที่ยง
พอเห็นลูกชายนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยเก่าๆ เพียงลำพัง แถมยังมีใบหน้าที่ผ่ายผอม เธอก็รู้สึกสงสารจับใจจนน้ำตาไหลพราก
“เสี่ยวหยาง ลูกเป็นยังไงบ้าง แม่มาแล้วนะ แม่มาเยี่ยมลูกแล้ว ฮือๆ...” เธอรีบวิ่งเข้าไปกุมมือลูกชายไว้แล้วร้องไห้
มือของฟู่หยางที่เคยเรียวยาวและขาวสะอาด ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น เห็นแล้วยิ่งทำให้เธอใจสลาย ถึงแม้ลูกชายของเธอจะเติบโตมาในค่ายทหาร แต่เขาก็ไม่ค่อยได้รับบาดเจ็บ น้อยครั้งมากที่จะเจอเรื่องหนักหนา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาพที่ต้องนอนติดเตียง ลุกไปไหนไม่ได้ แถมยังมีแผลเป็นเต็มตัวแบบนี้
แม่ของฟู่หยางรู้ดีว่าสภาพความเป็นอยู่ของทหารในพื้นที่ชายขอบห่างไกลนั้นลำบากและโหดร้ายที่สุด แต่พอต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง เธอก็ยังยากที่จะทำใจยอมรับได้
ฟู่เชียนเชียนที่ปกติมักจะโผงผางและปากร้าย ตอนนี้กลับเงียบลง เธอเรียกเขาเบาๆ “พี่คะ”
ฟู่หยางดึงความคิดของตัวเองกลับมา เขามองคนทั้งสอง การมาถึงของแม่และน้องสาวได้นำพาความอบอุ่นและความมีชีวิตชีวามาสู่ห้องพักที่เงียบเหงาอับเฉาห้องนี้ ฟู่หยางพยายามยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
คนที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งถึงจะเข้าใจได้ว่า คนที่ห่วงใยเราและอยู่ข้างๆ เรานั้นสำคัญมากแค่ไหน เมื่อก่อนเขามักจะรู้สึกรำคาญ แต่ในตอนนี้ เขากลับรู้สึกอบอุ่นในใจและรู้สึกว่ามันล้ำค่าเหลือเกิน
[จบบท]