บทที่ 324: อิทธิฤทธิ์ของจางชุ่ยเหมย
ยามหนุ่มที่เฝ้าประตูถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วครู่ เขาทำงานที่นี่มานานพอสมควร แต่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน
ที่ฐานทัพแห่งนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างอัตคัด ทุกคนต่างก็ลำบากเหมือนกันหมด แม้แต่เหล่าภรรยาทหารที่อาศัยอยู่ในบ้านพักก็ล้วนแต่ใช้ชีวิตสมถะ พูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยมีใครมาทำท่าทางอวดดีวางโตเหมือนจางชุ่ยเหมยแม้แต่คนเดียว
พอตั้งสติได้ สีหน้าของยามหนุ่มก็เข้มขึ้นทันที “ผมไม่สนหรอกว่าคุณจะเป็นแม่ยายของผู้พันฟู่หรือแม่ยายของใครหน้าไหน ภรรยาของผู้พันของเราต้องการจะเข้าพื้นที่ นี่มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่คุณจะต้องมาตัดสินใจ”
“หา ว่าไงนะ” จางชุ่ยเหมยประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง คิดว่าตัวเองคงหูฝาดไปแน่ๆ เธอยกมือขึ้นมาแคะหูตัวเองด้วยท่าทางไม่อยากเชื่อสายตา “แกรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอยู่กับใคร แล้วอีกอย่างนะ ยัยซือเนี่ยนนั่นน่ะเหรอจะเป็นภรรยาผู้พันได้ อย่ามาพูดจาเหลวไหลหน่อยเลย ยัยนั่นมันก็แค่พวกขี้โม้โอ้อวด เธอแต่งงานมีผัวไปตั้งนานแล้ว”
จางชุ่ยเหมยยิ่งพูดยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง เธอกอดอกเชิดหน้าขึ้น “แถมยังแต่งกับไอ้หนุ่มบ้านนอกที่ทำงานฆ่าหมูในโรงฆ่าสัตว์ ยอมลดตัวไปเป็นแม่เลี้ยงให้เด็กกำพร้าตั้งสามคน มันจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับผู้พันฟู่ได้ ยังไงก็ไม่มีทาง ยัยเด็กสารเลวไร้ยางอาย ลูกสาวของฉันต่างหากที่เป็นภรรยาของผู้พันตัวจริง”
เธอมั่นใจอย่างยิ่งว่าซือเนี่ยนต้องแอบอ้างว่าตัวเองเป็นภรรยาของฟู่หยางเพื่อเข้ามาในนี้แน่ๆ พอคิดได้แบบนั้น ความโกรธก็พุ่งพล่านจนต้องด่าทอออกมาเสียงดังลั่น สร้างความสนใจให้กับคนรอบข้าง
จังหวะนั้นเป็นช่วงที่มีคนเดินเข้าออกบริเวณป้อมยามค่อนข้างพลุกพล่าน หลายคนจึงพากันหยุดเดินแล้วหันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน
ใบหน้าของยามดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม เขาถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดัง “เพ้ย” ทีหนึ่ง “ผู้หญิงสติไม่ดีมาจากไหนกัน กล้าดียังไงมายืนด่าภรรยาของผู้พันของเราอยู่ได้ แกไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
คราวนี้ยามหนุ่มไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไป เขาเป็นทหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี จึงเดินเข้าไปคว้าแขนของจางชุ่ยเหมยอย่างแรง แล้วลากเธอออกไปโยนทิ้งนอกเขตป้อมยามเหมือนโยนกระสอบข้าวสาร
จางชุ่ยเหมยไม่ทันตั้งตัวแม้แต่น้อย ร่างกายเลยเซถลาล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นแข็งๆ เธอนิ่วหน้ากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและอับอาย
ภรรยาทหารคนหนึ่งซึ่งเพิ่งกลับมาจากการจ่ายตลาดเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงเอ่ยถามเพื่อนบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความอยากรู้ “อ้าว นั่นมันเรื่องอะไรกันน่ะ ทำไมถึงมีคนมาโวยวายอยู่หน้าป้อมยาม”
ยามหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเป็นคนบ้าที่ไหนโผล่มา จู่ๆ ก็มาหาเรื่องภรรยาของผู้พันโจวของเราไม่หยุดเลย นี่แถมยังจะมาห้ามไม่ให้พี่สะใภ้ของเราเข้าบ้านพักอีก สงสัยจะสติไม่ดีจริงๆ ครับ”
แค่ประโยคเดียวก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปทันที ใครๆ ในกองทัพนี้ต่างก็รู้ดีว่าผู้พันโจวคือวีรบุรุษคนสำคัญของกองทัพ และเป็นที่เคารพยำเกรงของทุกคน การที่ผู้หญิงคนนี้มารังแกซือเนี่ยน ก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศตัวเป็นศัตรูกับคนทั้งกองทัพ
“ว่าไงนะ กล้าหาเรื่องภรรยาผู้พันโจวเลยเหรอ ใจกล้าเกินไปแล้ว ได้ยินมาว่าผู้พันโจวน่ะรักภรรยามาก ถ้าท่านผู้พันรู้เรื่องนี้เข้า มีหวังไม่โกรธจนควันออกหูเลยรึไง”
“ดูท่าทางอวดดีนั่นสิ ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็หันไปจ้องมองจางชุ่ยเหมยเป็นตาเดียว ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะมีคนกล้าทำอะไรแบบนี้
คนอื่นอาจจะไม่รู้สถานะที่แท้จริงของโจวเยว่เซิน แต่สำหรับพวกเธอที่อยู่ในบ้านพักทหารมานานย่อมรู้ดีกว่าใคร
นั่นเพราะสามีและลูกชายของพวกเธอจำนวนไม่น้อย เคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของโจวเยว่เซินมาก่อนสมัยที่เขายังอยู่ที่นี่
หลายคนเคยถูกเขาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ถูกเคี่ยวเข็ญจนกลายเป็นทหารที่แข็งแกร่งที่สุด
ทุกวันนี้แค่ได้ยินชื่อของเขา ก็พากันตัวสั่นงันงกด้วยความเกรงกลัวแล้ว
ถ้าเขาไม่ใช่คนที่เก่งกาจและน่าเกรงขามขนาดนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงคงไม่ดึงดันเรียกตัวเขากลับมาจากการฝึกพิเศษครั้งนี้ ทั้งที่อยู่ไกลแสนไกลหรอก นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน ถึงยังมีคนกล้ามาท้าทายอำนาจของผู้พันโจวถึงหน้าประตูบ้านพัก
“แก... พวกแก...” จางชุ่ยเหมยกำลังจะอ้าปากด่าต่อ แต่จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอชะงักไป ดวงตาของเธอเบิกกว้างแทบจะถลนออกมาจากเบ้า “เดี๋ยวนะ เมื่อกี้พวกแกพูดว่าผู้พันโจวอะไร ฉันพูดถึงผู้พันฟู่ชัดๆ เลยนะ พวกแกหูเพี้ยนไปกันหมดแล้วรึไง”
ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างพากันส่ายหน้า มองเธอด้วยสายตาเหมือนกำลังมองคนปัญญาอ่อน
“นี่คุณป้า มาจากที่ไหนกันเนี่ย ขนาดผู้พันโจวของเรายังไม่รู้จักอีกเหรอ ผู้พันโจวของเราน่ะ เป็นถึงหนึ่งในสามวีรบุรุษแห่งซีเป่ยเลยนะ เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเราในตอนนี้”
ภรรยาทหารคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดพูดเสริมขึ้นมา “ส่วนผู้พันฟู่ที่ป้าพูดถึงน่ะ เขาคือคนที่มาจากกองทัพภาคหัวหนานใช่รึเปล่า ถ้าฉันจำไม่ผิด ฉันได้ยินมาแว่วๆ ว่าเป็นผู้พันโจวของเรานี่แหละ ที่บุกเข้าไปช่วยเขากลับมาได้น่ะ ป้าเป็นใครกันแน่ ถึงได้มาทำยโสโอหังอะไรอยู่ตรงนี้”
“ผู้... ผู้พันโจว” จางชุ่ยเหมยหน้าเผือดสีไปทันที เธอพูดจาตะกุกตะกัก ความคิดหนึ่งที่เธอไม่อยากจะเชื่อที่สุดผุดขึ้นมาในสมอง ทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน
ไม่ ไม่จริง มันจะเป็นไปได้ยังไง โจวเยว่เซินปลดประจำการออกไปทำไร่ทำนาแล้วไม่ใช่เหรอ
อีกอย่าง ด้วยพื้นเพยากจนข้นแค้นแบบนั้น เขาจะเป็นผู้พันได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
แต่เสียงซุบซิบที่ดังขึ้นรอบข้างก็ตอกย้ำความจริงอันน่าสะพรึงกลัว…
“นั่นสิ กล้ามารังแกภรรยาของเยว่เซินถึงที่นี่ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึไง ปากกล้าขาสั่นล่ะไม่ว่า”
“ฉันได้ยินแว่วๆ ว่าเป็นแม่ยายของผู้พันฟู่ล่ะ เพิ่งจะมาถึงแท้ๆ ก็เริ่มวางอำนาจบาตรใหญ่ซะแล้ว คิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองรึไง”
“ฉันว่าตัวผู้พันฟู่เองก็ดูเป็นคนดีใช้ได้เลยนะ แต่ทำไมถึงโชคร้ายมีแม่ยายแบบนี้ได้ก็ไม่รู้ เธอคิดว่ากองทัพนี้เป็นสมบัติของบ้านเธอรึไง ถึงได้มาอาละวาดแบบนี้”
“นี่ เสี่ยวหวัง ทำไมถึงปล่อยให้คนแบบนี้เข้ามาได้ตั้งแต่แรกล่ะ วันนี้พวกเราพี่สะใภ้ขอพูดไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าหลังจากนี้ใครยังกล้าปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เหยียบเข้ามาในนี้อีก ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับพวกเราทุกคน ฉันล่ะอยากจะเห็นนักว่าผู้พันฟู่ที่เธออ้างน่ะจะยิ่งใหญ่คับฟ้ามาจากไหน ถึงกล้าปล่อยให้แม่ยายมาอาละวาดที่นี่อีก”
คนที่พูดเหล่านี้ล้วนเป็นภรรยาทหารที่อาศัยอยู่ในบ้านพักแห่งนี้ ในภารกิจครั้งล่าสุด ทั้งสามีและลูกชายของพวกเธอต่างก็เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย ถ้าไม่ได้โจวเยว่เซินนำทีมเข้าไปช่วย ป่านนี้พวกเขาก็อาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาแล้ว
พวกเธอทุกคนต่างเคารพยำเกรงโจวเยว่เซินจากใจจริง แม้ว่าจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับซือเนี่ยน ภรรยาของเขาสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อเป็นคนของตระกูลโจว ก็ถือเป็นพวกเดียวกัน พวกเขาไม่มีทางยอมให้คนนอกหน้าไหนมารังแกได้แน่
เสี่ยวหวังที่ยืนฟังอยู่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินแบบนั้น เขาตอบรับอย่างแข็งขัน “พี่สะใภ้ทุกคนวางใจได้เลยครับ ผมจะจับตาดูผู้หญิงสติไม่ดีคนนี้ไว้ให้ดีที่สุด ถ้าเธอยังกล้าพูดจาดูถูกภรรยาผู้พันอีกแม้แต่คำเดียว ผมจะจับกุมเธอในฐานะผู้บุกรุกที่ผิดกฎหมายทันที”
จางชุ่ยเหมยยืนตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางกระหม่อม
[จบบท]