บทที่ 326: หน้าเหมือน
คำพูดของลูกชายทำให้ซือเนี่ยนยิ้มออกมา มันก็จริงอย่างที่เขาว่า แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น จางชุ่ยเหมยไม่ใช่แค่คนอื่น แต่เป็นแม่บุญธรรมที่เคยเลี้ยงเธอมา สถานะ 'ผู้ใหญ่' ค้ำคอเธออยู่
ในยุคสมัยนี้ที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญู จางชุ่ยเหมยจะด่าว่าเธอเสียๆ หายๆ ยังไงก็ได้ แต่ถ้าเธออ้าปากด่ากลับเมื่อไหร่ เธอนั่นแหละที่จะกลายเป็นคนเนรคุณอกตัญญูในสายตาคนอื่นทันที
ซือเนี่ยนชอบวิธีจัดการศัตรูแบบที่ตัวเองไม่ต้องด่างพร้อยมากกว่า การปะทะกันตรงๆ ไม่ใช่วิธีของเธอ แต่ในมุมมองของเด็กน้อยอย่างโจวเจ๋อหาน การที่แม่ถูกด่าปาวๆ แต่กลับนิ่งเฉย มันคงเป็นอะไรที่น่าอึดอัดใจที่สุด
พอถึงห้องพัก เด็กชายก็ตรงเข้าไปฟ้องพ่อทันที เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ หวังเต็มที่ว่าพ่อของเขาจะลุกขึ้นไปจัดการจางชุ่ยเหมยให้หายแค้น
โจวเยว่เซินที่นอนอยู่บนเตียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้อยู่แล้วว่าครอบครัวซือไม่เคยจริงใจกับซือเนี่ยน แต่ไม่คิดเลยว่าจะทำตัวประหลาดได้ไม่เลิกราขนาดนี้ นี่ซือเนี่ยนแต่งงานกับเขามานานขนาดนี้แล้ว แต่จางชุ่ยเหมยก็ยังมโนไปว่าภรรยาของเขายังอาลัยอาวรณ์ฟู่หยางอยู่อีก เป็นเรื่องที่น่ารำคาญสิ้นดี
เขาหันไปมองซือเนี่ยนแล้วพูดด้วยเสียงเรียบๆ “อีกแค่สองวันเราก็จะกลับกันแล้ว อย่าไปใส่ใจคนพวกนั้นเลย”
…
ฟากฝั่งของตระกูลฟู่ ตอนที่ฟู่เชียนเชียนกับแม่ฟู่กลับมาถึงห้องพัก ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นหลิวตงตงยืนหัวลีบอยู่ในห้อง
“ตงตง! นั่นเธอเหรอ แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” ฟู่เชียนเชียนร้องทักก่อน
หลิวตงตงรีบอธิบายที่มาที่ไปให้ฟังทันที
พอแม่ฟู่ได้ยินว่าเป็นจางชุ่ยเหมยที่พามา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็นความกระอักกระอ่วนใจมากกว่า เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจางชุ่ยเหมยจะดั้นด้นตามมาถึงที่นี่ทำไมกัน
แม้ในใจจะไม่พอใจอย่างมาก แต่หลิวตงตงก็เป็นแค่เด็กสาวที่ถูกใช้มา เธอจึงไม่อาจไประเบิดอารมณ์ใส่ได้ ทำได้เพียงพูดเสียงแข็ง “ตงตง เธอกลับไปเถอะ แล้วฝากไปบอกจางชุ่ยเหมยด้วยนะ ว่าไม่ต้องมาหวังดีจอมปลอม เสี่ยวหยางลูกชายฉันไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเธอทั้งนั้น พวกเธอรีบๆ กลับไปได้แล้ว”
แม่ฟู่เหนื่อยหน่ายกับการถูกตอแยเต็มที เธอรู้สึกว่าครอบครัวซือไม่ต่างอะไรกับปลิงดูดเลือด ไม่ว่าตระกูลฟู่จะไปอยู่ที่ไหน พวกนั้นก็จะตามไปเกาะติดอยู่ที่นั่น
หลิวตงตงกัดริมฝีปาก ก้มหน้าซ่อนแววตา “คือ...ป้าจางบอกว่าตอนนี้ผู้พันฟู่บาดเจ็บ ร่างกายคงจะอ่อนแอมาก แล้วที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเงื่อนไขความเป็นอยู่ก็ลำบาก อาหารการกินก็คงเทียบกับที่บ้านเราไม่ได้ ป้าจางเลยเป็นห่วง ให้ฉันตามมาดูค่ะ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่าง...ซุปที่ฉันเคยทำ ผู้พันฟู่ค่อนข้างชอบ ป้าจางเลยคิดว่าน่าจะช่วยบำรุงร่างกายท่านได้บ้าง ถึงฉันจะรู้ว่าการมาแบบนี้มันเสียมารยาทมาก แต่ป้าจางก็แค่หวังดี อยากให้ผู้พันฟู่หายป่วยเร็วๆ จริงๆ นะคะ...”
คำพูดประโยคหลังๆ ของหลิวตงตงมันจี้ใจดำแม่ฟู่เข้าอย่างจัง
เมื่อกี้นี้เธอกับลูกสาวเพิ่งไปโรงอาหารของฐานทัพมา ในถาดมีแต่ผัดผักกาดขาวกับเนื้อติดมันเยิ้มๆ รสชาติก็จืดชืดไม่ถูกปากพวกเขาเลยสักนิด
ฟู่หยางลูกชายของเธอยิ่งเป็นคนกินยากเลือกกินอยู่ด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแค่เดือนกว่าๆ เขาถึงได้ผอมซูบไปขนาดนี้ ดูจากสีหน้าซีดเซียวก็รู้ว่าแย่มากแล้ว
แม่ฟู่รู้สึกปวดใจ แต่ปัญหาก็คือทั้งตัวเธอและฟู่เชียนเชียนลูกสาว ต่างก็ทำอาหารไม่เป็นเลยสักคน
การปรากฏตัวของหลิวตงตงในจังหวะนี้จึงเหมือนสวรรค์ส่งมาโปรด
แม้จะยังรำคาญจางชุ่ยเหมยไม่หาย แต่ความกังวลเรื่องลูกชายก็มีมากกว่า เธออยากให้ฟู่หยางฟื้นตัวเร็วๆ แล้วรีบย้ายกลับไปรักษาตัวที่ปักกิ่ง มาตรฐานการแพทย์ที่นี่ดูไม่น่าไว้วางใจเลย เธอกลัวเหลือเกินว่าถ้าทิ้งไว้นานลูกชายอาจจะมีอาการแทรกซ้อนอะไรตามมาทีหลัง ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะไม่คุ้มกันเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ของที่หลิวตงตงเคยฝากคนส่งมาให้ฟู่หยางก่อนหน้านี้ เขาก็กินมันจริงๆ ไม่ได้ปฏิเสธ
เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว แม่ฟู่จึงตัดสินใจให้หลิวตงตงอยู่ต่อ แต่สำหรับเรื่องของจางชุ่ยเหมย เธอทำเป็นหูทวนลม ไม่ได้ยินไปเสียอย่างนั้น
หลิวตงตงรีบยกมือไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณค่ะคุณป้า หนูจะดูแลผู้พันฟู่ให้ดีที่สุดเลยค่ะ” แน่นอนว่าเธอไม่ได้พูดถึงชะตากรรมของจางชุ่ยเหมยที่ยังถูกกั้นอยู่หน้าประตูแม้แต่คำเดียว
ฟู่เชียนเชียนที่ยืนคาบไม้จิ้มฟันอยู่ หรี่ตามองหลิวตงตงอย่างพิจารณา
หลิวตงตงดีใจจนเนื้อเต้น เธอเดินออกมาจากห้องพักของฟู่หยาง แต่ยังไม่ทันจะไปไหนไกล ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นซือเนี่ยนจูงมือเด็กชายคนหนึ่งเดินเข้าห้องพักผู้ป่วยที่อยู่ติดกันไป เธอเบิกตากว้าง ที่แท้โจวเยว่เซินก็บาดเจ็บเหมือนกัน!
แต่นั่นหมายความว่าซือเนี่ยนเข้ามาในนี้ได้แล้ว... เมื่อกี้ตอนที่เธอเข้ามา เธอยังเห็นจางชุ่ยเหมยยืนหัวเสียโวยวายอยู่หน้าป้อมยามอยู่เลย ซือเนี่ยนต้องเดินผ่านจุดนั้นมาเหมือนกัน แสดงว่าซือเนี่ยนก็เห็น
หลิวตงตงคิดในใจ ‘เธอนี่มันใจดำจริงๆ’ แม้จางชุ่ยเหมยจะเป็นคนไม่ดี ปากเสียสารพัด แต่อย่างไรก็เลี้ยงดูเธอมาตั้ง 18 ปี นี่ตัวเองเดินผ่านเข้ามาได้สบายๆ แต่กลับปล่อยให้แม่บุญธรรมยืนตากแดดตากลมอยู่ข้างนอก ไม่คิดจะช่วยพูดสักคำ พฤติกรรมแบบนี้ในสายตาของหลิวตงตง มันคือการอกตัญญู เนรคุณคนชัดๆ
เธอรีบเดินกลับไปที่ประตูทางเข้า พอชะโงกหน้าออกไปก็เห็นจางชุ่ยเหมยยืนทำหน้าอิดโรยหมดแรงอยู่จริงๆ แต่หลิวตงตงก็ไม่ได้ก้าวออกไป เธอยืนหลบอยู่หลังประตู ทำเหมือนว่ามีธุระด่วนต้องคุย
“ป้าจางคะ แย่แล้วค่ะ”
จางชุ่ยเหมยรีบถลาเข้ามา “มีอะไรเหรอ ตงตง เขาให้เข้าไปรึยัง”
“ฉันลองไปคุยกับคนตระกูลฟู่ให้แล้วค่ะ” หลิวตงตงปั้นหน้าเศร้า “แต่พวกเขาไม่อยากมีเรื่องกับโจวเยว่เซินน่ะค่ะ พวกเขาเลยไม่กล้าให้ป้าเข้ามา”
“อะไรนะ!”
“ฉันก็เลยลองไปขอความเมตตาจากซือเนี่ยนดู เผื่อเธอจะช่วยพูดให้...” หลิวตงตงใส่ไฟเพิ่ม “แต่ซือเนี่ยนด่าฉันกลับมาค่ะ เธอบอกว่าป้าสมควรโดนแบบนี้แล้ว!”
คำโกหกนี้ได้ผลชะงัด จางชุ่ยเหมยโกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลืองแทบจะเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น
เมื่อเห็นว่าจางชุ่ยเหมยเกลียดซือเนี่ยนเข้ากระดูกดำแล้ว หลิวตงตงก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ป้าจางคะ ป้าไปหาโรงแรมนอนพักก่อนเถอะค่ะ ยืนอยู่ตรงนี้นานๆ จะไม่สบายเอา”
“แล้วเธอล่ะ”
“ฉันก็อยากออกไปกับป้านะคะ แต่ถ้าฉันออกไปตอนนี้ ฉันจะกลับเข้ามาไม่ได้อีกเลย ที่สำคัญ...เมื่อกี้คุณแม่ฟู่เธอบอกว่าอยากให้มีคนช่วยทำอาหารบำรุงให้ผู้พันฟู่หน่อย นี่เป็นโอกาสดีมากเลยนะคะป้า ที่เราจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตระกูลฟู่น่ะค่ะ”
จางชุ่ยเหมยที่กำลังโมโหจนหน้ามืดตามัว ถูกหลอกอย่างง่ายดาย เธอไม่ได้คิดสงสัยอะไรเลยสักนิด แถมยังกำชับกลับมา “งั้นตงตงห้ามออกมาเด็ดขาดเลยนะ ดีนะเนี่ยที่ป้าพาเธอมาด้วย ไม่งั้นป้าไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ”
ก่อนจะไป จางชุ่ยเหมยก็ไม่วายสั่ง “ฝากเธอช่วยดูผู้พันฟู่ด้วยนะ อย่าให้ผู้หญิงแพศยาหน้าไหนมายุ่งกับเขาได้เด็ดขาด” พูดจบเธอก็เดินจากไปหาที่พัก
…
ช่วงบ่าย ซือเนี่ยนไปที่ครัวส่วนกลางเพื่อเตรียมอาหารเย็น เธอก็เหลือบไปเห็นหลิวตงตงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมของในครัวเหมือนกัน
เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อเช้าเธอเพิ่งได้ยินยามคุยกันว่าจางชุ่ยเหมยโวยวายจนเหนื่อยแล้วก็กลับไปแล้ว แต่ทำไมหลิวตงตงถึงยังอยู่ที่นี่ได้ หรือว่าจางชุ่ยเหมยจงใจทิ้งเด็กคนนี้ไว้เพื่อดูแลฟู่หยางโดยเฉพาะ?
ฝ่ายหลิวตงตงพอหันมาเห็นซือเนี่ยนก็สะดุ้งตกใจ ไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอรู้สึกกลัวสายตาของซือเนี่ยนอย่างบอกไม่ถูก พอเห็นว่าซือเนี่ยนกำลังจ้องมองเธอเหมือนกำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่าง หลิวตงตงก็รีบก้มหน้างุด คว้าชามซุปไก่แล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากครัวไปอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนมองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ
ทางด้านฟู่เชียนเชียน หลังจากที่เธอแกล้งทำเป็นปลอบใจพี่ชายไปสองสามประโยคพอเป็นพิธี เธอก็รู้สึกเบื่อและตัดสินใจออกไปเดินเล่นสำรวจรอบๆ ฐานทัพ
แต่ผลลัพธ์คือเธอหลงทางจนได้ ที่นี่มันกว้างและคล้ายกันไปหมด เธอเดินวนไปวนมาจนจำทางกลับห้องพักไม่ได้ ขณะที่กำลังมองซ้ายมองขวาเตรียมจะหาคนถามทาง จมูกของเธอก็ได้กลิ่นหอมฉุนที่แสนคุ้นเคยลอยลมมา กลิ่นมันเข้มข้นและโดดเด่นจนกลบกลิ่นอื่นๆ ไปหมด
เธอตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบสูดจมูกฟุดฟิดแล้วเดินตามทิศทางที่กลิ่นนั้นลอยมาทันที
กลิ่นนั้นพาเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าครัวส่วนกลาง และเธอก็ได้พบกับคนที่กำลังทำอาหารอยู่ข้างใน
“แม่ร่วง! ซือเนี่ยน!” ฟู่เชียนเชียนตกใจจนเผลอทำหน้าเหวอ
ซือเนี่ยนที่กำลังผัดอาหารในกระทะ หันขวับมามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจกระทะต่อ แล้วถามด้วยเสียงเรียบๆ “มีธุระอะไร?”
ฟู่เชียนเชียนกะพริบตาปริบๆ เธอมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองยังอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ได้ทะลุมิติกลับปักกิ่งไปแล้ว “เธอ...เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย?”
ซือเนี่ยนกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นฟู่เชียนเชียนตบหน้าตัวเองเบาๆ แล้วส่ายหัวไปมา พึมพำกับตัวเองว่า: “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ซือเนี่ยนตัวจริงจะมาอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้ยังไงกัน นี่ต้องเป็นคนที่หน้าเหมือนกันเป๊ะๆ แน่นอน”
ซือเนี่ยน: “...”
[จบบท]