บทที่ 331: น้องสาวเก่งจังเลย
"ใช่ๆ เด็กนั่นน่ะมาจากบ้านนอก ฉันว่ามันแปลกๆ นะ ก็แม่เลี้ยงเขาเป็นครูนี่นา ถ้าคิดจะช่วยให้โกงสอบ มันจะไปยากอะไร"
"นั่นน่ะสิ มาจากต่างจังหวัดแท้ๆ ยังพยายามยัดตัวเองเข้ามาเรียนโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศดีๆ แบบนี้ได้ ลูกเรายังได้เรียนแค่โรงเรียนประถมธรรมดาอยู่เลย"
ซือเนี่ยนเหลือบมองกลุ่มหญิงสาวที่กำลังสุมหัวซุบซิบกันอย่างออกรส เธอจำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือผู้หญิงวัยกลางคนที่เคยไปที่บ้านเพื่อขอยืมเจ้าต้าหวงหมาของเธอ
วันนั้นเธอปฏิเสธไป แม้จะพูดจาดีๆ แต่ก็คงทำให้อีกฝ่ายผูกใจเจ็บไปแล้ว
แต่เธอก็พอได้ยินจากแม่เฒ่าเจี่ยงมาบ้างว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพวกชอบจุกจิก เอาแต่ได้เล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้าก็เคยพยายามไปประจบประแจงแม่เฒ่าเจี่ยง แต่ท่านไม่สนใจ สุดท้ายเลยถอยไปเอง
พอเห็นครอบครัวเธอเพิ่งย้ายมาใหม่ ก็คงคิดจะเปลี่ยนเป้าหมายมาเกาะแกะทางนี้แทน แต่ก็ต้องหน้าหงายกลับไป
มาวันนี้ดูเหมือนเธอจะหาเพื่อนคุยคนใหม่ที่ยอมเล่นด้วยได้แล้ว ก็เลยเกาะติดอีกฝ่ายแจ หวังจะสานสัมพันธ์เต็มที่
นี่เป็นครั้งแรกที่ซือเนี่ยนได้เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นกับลูกชายของเธอชัดๆ
เด็กชายน่าจะอายุราว 6-7 ขวบ ตัวเล็กนิดเดียว แต่กลับแต่งตัวเต็มยศ สวมสูทเด็กกับรองเท้าหนังมันวับ หน้าตาจิ้มลิ้มแต่แววตากลับฉายความหยิ่งผยองออกมาจนปิดไม่มิด ดูท่าจะเป็นเด็กที่เข้าหาคนยาก
ส่วนคนเป็นแม่ก็ไม่ต่างกัน เธอสวมรองเท้าส้นสูงสีแดงแปร๊ด เสื้อเชิ้ตขาวสะอาดตากับกระโปรงหนังอวดรูปร่าง คลุมทับด้วยเสื้อโค้ทตัวยาว ผมดัดเป็นลอนละเอียด ใบหน้าแต่งแต้มสีสันจัดจ้าน
เธอดูน่าจะแก่กว่าซือเนี่ยนเล็กน้อย แต่งตัวได้ทันสมัยและดูเป็นผู้ใหญ่มาก
ท่าทางเย่อหยิ่งเชิดหน้านั้น ถอดแบบกันมาจากลูกชายไม่มีผิด
ปกติซือเนี่ยนไม่เคยเก็บเรื่องซุบซิบนินทามาใส่ใจ แต่พอได้ยินคนพวกนี้กำลังด้อยค่าความพยายามทั้งหมดของลูกชายเธอจนไม่เหลือดี เธอก็หมดความอดทน
"ใช่ค่ะ ลูกชายฉันคงสู้ลูกชายอัจฉริยะ 7 ขวบเรียน ป.4 ของใครเขาไม่ได้หรอกค่ะ" ซือเนี่ยนจงใจพูดให้ได้ยินกันทั่ว "แต่อย่างน้อย... ก็ยังดีกว่าเด็กบางคนที่โตจน 10 ขวบแล้ว ยังย่ำอยู่ที่ชั้น ป.1 นะคะ"
"ขนาดเราเพิ่งย้ายมาจากบ้านนอกแท้ๆ ลูกชายบ้านนั้นยังสู้เด็กบ้านนอกอย่างเราไม่ได้เลย... โถ น่าสงสารจัง"
"มิน่าล่ะ ถึงได้เรียนแค่โรงเรียนประถมธรรมดา ก็นะ... ถ้าต้นทุนจากพ่อแม่มันไม่ดี จะไปว่าเด็กก็ไม่ได้หรอกค่ะ จริงไหม? คุณป้าหวังคะ แทนที่จะมัวแต่มองคนอื่นในแง่ลบ ฉันว่าป้าเอาเวลาไปติวลูกตัวเองก่อนดีกว่าไหม"
ซือเนี่ยนยิ้มบางๆ แต่สายตาไม่ยิ้มด้วยเลย
"เพราะขนาดบ้านเราที่ป้าดูถูกว่ามาจากบ้านนอกยังเอาชนะไม่ได้ แล้วไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าไปว่าคนอื่นเขาเหรอคะ? ใจต้องกล้า หน้าต้องด้านขนาดไหนกัน"
ถึงซือเนี่ยนจะไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับใครในละแวกนี้ แต่ย้ายมาอยู่สักพักก็ต้องมีเดินสวนกันบ้าง
ถ้าใครยิ้มให้ เธอก็ยิ้มทักทายกลับไปตามมารยาท
ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้คิดจะสร้างศัตรูกับใคร
แต่คนที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่เป็นมิตร ก็เห็นจะมีแค่ป้าหวังคนนี้นี่แหละ
แม้ป้าหวังจะไม่ชอบขี้หน้าครอบครัวโจว แต่เธอก็ไม่กล้าหืออืออะไรตรงๆ เพราะใครก็รู้ว่าบ้านนี้สนิทกับบ้านผู้การเจี่ยงแค่ไหน ที่ทำได้ก็แค่แอบคันปากนินทาลับหลังเท่านั้น
พอดีวันนี้ฟางฮุ่ยเป็นคนชวนคุยก่อน เธอเลยได้ทีระบายความอัดอั้นออกมา
แต่ซวยตรงที่ซือเนี่ยนดันมาได้ยินเข้าพอดี!
พอโดนจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ใบหน้าของป้าหวังก็เห่อร้อน สลับกับซีดเผือดด้วยความอับอายสุดขีด
ฟางฮุ่ยหันมามองซือเนี่ยนอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
ครอบครัวโจวเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน ถึงบ้านจะอยู่ติดกันแค่นี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอได้เจอกันจังๆ
ตามมารยาทแล้ว เธอเพิ่งย้ายมาใหม่ ควรจะต้องไปเยี่ยมเยียนทักทายเพื่อนบ้านก่อนเพื่อสร้างสัมพันธ์
บ้านแม่เฒ่าเจี่ยงน่ะ เธอไปมาแล้ว
แต่บ้านของครอบครัวโจว เธอยังไม่ได้ไป
อาจเพราะเรื่องที่นักข่าวแห่กันมาสัมภาษณ์คราวนั้น มันทำให้เธอรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ
ก็นะ... ต่างคนต่างก็มีลูกชาย แถมวัยก็ไล่เลี่ยกัน มันเลยอดไม่ได้ที่จะเกิดการเปรียบเทียบในใจ
ลูกชายเธอเก่งกาจขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับถูกอีกฝ่ายแย่งความสนใจไปหมด เธอเลยรู้สึกไม่ถูกชะตากับบ้านนี้ขึ้นมาดื้อๆ
แถมยังรู้สึกเหมือนมีจิตวิญญาณนักสู้ อยากจะแข่งขันเอาชนะขึ้นมาอีกต่างหาก
พอมาเห็นตัวจริงวันนี้ ก็ยิ่งหงุดหงิดที่ซือเนี่ยนดันดูเด็กกว่า แถมยังสวยกว่าเธออีก
ฟางฮุ่ยเม้มปากเล็กน้อย
ก่อนจะตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มทักทาย "สวัสดีค่ะ ฉันฟางฮุ่ยนะคะ เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"
แต่ซือเนี่ยนกลับยืนนิ่ง ไม่ได้ยื่นมือไปจับทักทาย เธอยังไม่ใช่นางเอกในละครที่จะยิ้มรับผูกมิตรกับคนที่เพิ่งนินทาลูกตัวเองหมาดๆ ได้
เธอตอบกลับเรียบๆ "เรื่องฝากตัวคงไม่ต้องหรอกค่ะ พอดีฉันไม่ค่อยว่าง ขอตัวนะคะ"
รอยยิ้มของฟางฮุ่ยค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า มือที่ยื่นออกไปเก้ๆ กังๆ จะดึงกลับก็เสียฟอร์ม จะค้างไว้ก็อายเขา
ซือเนี่ยนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง เธอแค่พยักหน้าให้เล็กน้อยพอเป็นพิธี แล้วก็เดินเลี่ยงผ่านกลุ่มคนพวกนั้นไป
พอซือเนี่ยนลับตาไป คนที่เหลือก็รีบรุมปลอบฟางฮุ่ยกันยกใหญ่ "ยัยนั่นก็แบบนี้แหละค่ะ ทำเป็นหยิ่ง คิดว่าบ้านทำฟาร์มหมูแล้วรวย เป็นครูแล้ววิเศษนักหนา คุณฟางอย่าไปถือสาเลยค่ะ"
ฟางฮุ่ยฝืนยิ้มอ่อนหวาน "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เขาคงไม่พอใจเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้น่ะ ขอบคุณพวกคุณมากนะคะที่อุตส่าห์แนะนำฉัน ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกคุณเดือดร้อนไปด้วยเลย"
คำพูดถ่อมตัวของเธอทำให้กลุ่มป้าๆ ยิ่งรู้สึกเอ็นดู
ซือเนี่ยนย้ายมาตั้งนาน ไม่เคยแม้แต่จะหยุดคุยกับพวกเธอดีๆ สักครั้ง
ทำตัวเชิดๆ หยิ่งๆ ไม่รู้คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูสูงศักดิ์มาจากไหน
เทียบกับคุณฟางไม่ได้เลยสักนิด นี่ขนาดมาจากปักกิ่ง ทำงานสำนักพิมพ์ ดูดีมีชาติตระกูลขนาดนี้ ยังอุตส่าห์ถ่อมตัวคุยกับชาวบ้านอย่างพวกเธอ
คะแนนความนิยมของฟางฮุ่ยในใจกลุ่มแม่บ้านพุ่งสูงปรี๊ดในทันที
***
พอกลับถึงบ้าน โจวเจ๋อหานกับเจี่ยงจิวก็รีบจูงมือน้องสาวออกไปเล่นข้างนอกทันที
แต่เพราะคุณแม่สั่งห้ามไปเล่นไกลๆ ทั้งคู่เลยได้แต่เดินเล่นอวดน้องอยู่แถวๆ นั้น
โจวเจ๋อตงเห็นท่าไม่ดี เลยหยิบหนังสือติดมือ แล้วเดินตามไปคุมน้องๆ ห่างๆ
วันนี้ซือเนี่ยนเพิ่งได้รับจดหมายยืนยันจากโรงเรียน ถ้าเธออยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยรอบนี้ เธอต้องไปสอบวัดระดับจำลองในวันพุธหน้า และต้องทำคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ด้วย
ก็แน่ล่ะ โรงเรียนมัธยมปลายดีๆ เขาก็ต้องมีมาตรฐานของตัวเอง ไม่มีใครอยากรับนักเรียนที่ผลการเรียนแย่ๆ เข้าไปฉุดค่าเฉลี่ยของโรงเรียนหรอก
โรงเรียนเก่าที่เจ้าของร่างเดิมเคยเรียนเป็นโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมือง
แต่เขาไม่รับเธอกลับเข้าไป ซือเนี่ยนเลยต้องลองยื่นเรื่องไปที่โรงเรียนอันดับสองกับอันดับสามแทน
สุดท้าย โรงเรียนอันดับสองก็ตอบรับกลับมา
เวลาเตรียมตัวมีไม่มาก แต่เธอก็ซื้อหนังสือมาตุนไว้อ่านเพียบแล้ว
เวลาเด็กๆ ไม่อยู่ เธอก็จะอุ้มเจ้าตัวเล็กโจวซีเหยามานั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อน ถึงลูกสาวจะยอมนั่งนิ่งๆ ด้วย แต่ให้เด็กตัวแค่นี้มานั่งดูแม่ท่องตำราก็น่าสงสารเกินไป
วันนี้เธอเลยยอมปล่อยให้พี่ๆ พาออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เธอจะได้มีสมาธิลุยโจทย์แบบฝึกหัดได้เต็มที่
เจี่ยงจิวกับโจวเจ๋อหานจูงมือน้องสาวคนละข้าง ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะพาไปอวดเพื่อนๆ ที่ที่พักคนงาน
แถวนั้นมีเด็กวัยเดียวกันเยอะแยะ โจวเจ๋อหานเคยไปคุยโม้ไว้หนักหนาว่าน้องสาวเขาน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้แหละ เขาจะพาน้องไปโชว์ตัวให้ทุกคนเห็นกับตา
เขาถึงกับลงทุนเลือกกิ๊บติดผมอันที่คิ้วท์ที่สุดมาติดให้น้องด้วย
โจวซีเหยาโตขึ้นเยอะ เดินคล่องปร๋อแล้ว
หนูน้อยผมเริ่มยาว นุ่มสลวยน่าจับ ถูกมัดจุกเล็กๆ ไว้ด้านหลัง ติดกิ๊บผีเสื้อสีชมพูหวานแหวว ผมหน้าม้าเต่อๆ ขับให้ดวงตากลมโตเหมือนลูกแก้วยิ่งดูโดดเด่น แก้มยุ้ยๆ แต่ก็ยังพอมองเห็นคางมนๆ คุณแม่บอกว่านี่เรียกว่า "ใบหน้ารูปไข่ห่าน"
แค่ช่วงนี้อวบไปหน่อยเลยยังไม่ชัด แต่โจวเจ๋อหานน่ะชอบน้องสาวอ้วนๆ แบบนี้ที่สุดแล้ว กอดแล้วนุ่มนิ่มเต็มไม้เต็มมือดี
เขาพกลูกแก้วมาด้วย กะว่าจะสอนน้องสาวเล่น
แต่พอไปถึง ลานประจำของพวกเขากลับถูกแก๊งของต้าจ้วงยึดไปแล้ว
พวกเขาเลยคิดจะไปชวนเด็กคนอื่นเล่นแทน แต่กลับไม่มีใครสนใจพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว
เด็กทุกคนกำลังไปรุมล้อมเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวดี๊ดี ดูเป็นลูกคนรวย อายุก็พอๆ กับเขา
โจวเจ๋อหานจำได้ทันที นี่มันลูกชายของเพื่อนบ้านใหม่คนนั้นนี่นา
ต้าจ้วงเห็นพวกเขาเข้าพอดี ก็รีบตะโกนเยาะเย้ยเสียงดัง "อ้าว โจวเจ๋อหาน! ว่าไง จะมาโชว์พูดอังกฤษสองสามคำง่อยๆ ของนายอีกเหรอ? บอกไว้ก่อนนะ ตอนนี้พวกเรามีป๋อเหวินแล้ว เขาพูดได้ตั้งหลายภาษา แถมยังเป็นอัจฉริยะด้วย! แม่ฉันบอกว่าเขา 7 ขวบก็เรียน ป.4 แล้วเว้ย พวกนายอย่ามาทำเปิ่นแถวนี้เลย ไปไกลๆ ไป!"
แม่ของต้าจ้วงย้ำนักย้ำหนาว่าบ้านของฟางป๋อเหวินมาจากเมืองใหญ่ รวยมาก ให้เขาตีสนิทเข้าไว้
ตอนนี้ต้าจ้วงเลยสถาปนาตัวเองเป็นลูกน้องมือขวาของฟางป๋อเหวินไปเรียบร้อย
"นายพูดอังกฤษได้ด้วยเหรอ?" ฟางป๋อเหวินเดินแหวกวงล้อมออกมาเผชิญหน้ากับโจวเจ๋อหานที่ตัวสูงกว่าเขานิดหน่อย
ไหนแม่บอกว่าพวกนี้มาจากบ้านนอกไม่ใช่รึ? ได้ยินว่าโรงเรียนบ้านนอกเดี๋ยวนี้ยังไม่สอนภาษาอังกฤษเลย ไม่เหมือนโรงเรียนในเมืองสักหน่อย
[จบบท]