บทที่ 34 ชะตาที่พลิกผันของบ้านสกุลหลิน
ทันทีที่หลินซือซือได้สัมผัสชีวิตที่มั่งคั่ง ทั้งการกินการอยู่และการแต่งตัวของเธอก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เธอก็ไม่เหลือเค้าเดิมของสาวน้อยในหมู่บ้านอีกต่อไป
ภาพของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเบาะหลังของรถเก๋งคันหรู ดึงดูดทุกสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาให้จับจ้องเป็นตาเดียว แม้ทุกคนจะพอรู้มาบ้างว่าครอบครัวที่แท้จริงของหลินซือซือฐานะดี แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะร่ำรวยถึงขั้นมีรถยนต์ส่วนตัวขับ
สำหรับชาวบ้านในยุคนี้ แค่บ้านไหนมีจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์สักคัน ก็ถูกมองว่าเป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านแล้ว
เสียงพูดคุยและเสียงถอนหายใจดังขึ้นรอบทิศทาง แววตาของทุกคนที่มองไปยังรถคันนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาและชื่นชมระคนกันไป
หลินซือซือรับรู้ได้ถึงทุกสายตาที่จับจ้องมาที่เธอ เธอจึงแสร้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เธอตั้งใจที่จะเปิดหน้าต่างรถให้กว้างที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพความสำเร็จของเธออย่างชัดเจน และในที่สุด ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นที่ยอมรับก็เติมเต็มหัวใจของเธอจนพองโต
ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน ซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินก็ได้เดินทางมาถึงหน้าบ้านของตระกูลหลิน
สภาพบ้านที่เห็นตรงหน้าทรุดโทรมยิ่งกว่าที่เธอจินตนาการไว้มากนัก ตัวบ้านก่อขึ้นจากดินเหลือง หลังคามุงด้วยกระเบื้องที่เก่าจนเปลี่ยนเป็นสีซีดจาง ผนังบ้านมีรอยแตกร้าวปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป บนหลังคามีร่องรอยความเสียหายเป็นรูโหว่อยู่หลายจุด แต่แทนที่จะได้รับการซ่อมแซม กลับถูกปะไว้ด้วยถุงพลาสติกเก่าๆ ที่มีก้อนหินทับไว้กันปลิว ภาพที่เห็นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดสนของครอบครัวนี้ได้อย่างชัดเจน
บ้านเรือนในชนบทสมัยนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเสื้อผ้า เมื่อชำรุดก็ต้องปะแล้วปะอีกเพื่อใช้งานต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประตูหน้าบ้านทำจากไม้เก่าๆ ไม่มีแม้แต่กลอนประตู มีเพียงไม้ท่อนหนึ่งที่ใช้ค้ำยันจากด้านในเท่านั้น
นับตั้งแต่ที่ซือเนี่ยนได้ไปเห็นบ้านหลังใหญ่ของโจวเยว่เซิน ประกอบกับชีวิตก่อนหน้าของเจ้าของร่างเดิมที่ค่อนข้างสุขสบาย ทำให้เธอไม่เคยได้สัมผัสกับความยากลำบากของยุคสมัยนี้อย่างแท้จริงเลยสักครั้ง
จนกระทั่งวินาทีที่ได้มายืนอยู่หน้าบ้านตระกูลหลินนี่เอง ที่ทำให้เธอได้เห็นความจริงอันโหดร้ายของชีวิตผู้คนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ แม้ในความทรงจำจากโลกก่อน เธอจะเคยใช้ชีวิตในชนบท แต่ก็ไม่เคยพบเจอกับความแร้นแค้นถึงเพียงนี้
โจวเยว่เซินที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าที่เรียบสงบ เขาเพียงยกมือขึ้นแล้วเคาะไปที่ประตูไม้เบาๆ
เพียงครู่เดียว ก็มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากในบ้าน ตามมาด้วยเสียงของผู้หญิงที่ถามออกมาว่า “ใครมาน่ะ”
ประตูไม้ค่อยๆ ถูกแง้มเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายปะชุนที่ยืนอยู่หลังประตู เธอดูมอมแมมเล็กน้อย เมื่อเห็นคนแปลกหน้าสองคนยืนอยู่หน้าบ้านก็มีท่าทีตกใจ แต่พอสายตาของเธอจับจ้องไปที่โจวเยว่เซิน ใบหน้าของเธอก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่เคยสงสัยเปลี่ยนเป็นติดอ่างทันที “สหาย...สหายโจว”
โจวเยว่เซินเพียงแค่พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มเรียบ “คุณลุงคุณป้าหลินอยู่บ้านไหมครับ”
หญิงสาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “พ่อกับแม่สามีออกไปทำไร่แล้วค่ะ เดี๋ยว...เดี๋ยวฉันจะรีบไปตามพวกท่านกลับมาให้”
“เชิญข้างในก่อนค่ะ เชิญเลย” เธอพูดพร้อมกับรีบเบี่ยงตัวหลบ เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองคนเดินเข้ามาในบ้าน
หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่เหลือบมองซือเนี่ยนด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าที่จะจ้องมองนานเกินไป เธอรีบหันไปตะโกนเรียกเด็กๆ ในบ้าน “เสี่ยวเฟิง เสี่ยวอวี่! รีบวิ่งไปที่นา ไปตามปู่กับย่ากลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย”
จากท่าทางที่ดูลนลานและทำอะไรไม่ถูกของเธอ ทำให้ซือเนี่ยนพอจะเดาได้ว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นโจวซุ่ยซุ่ย ภรรยาของหลินเซียว พี่ชายของเธอ ถึงแม้จะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แต่เธอก็รู้ข้อมูลคร่าวๆ ของคนในครอบครัวนี้จากเนื้อเรื่องในนิยาย
ครอบครัวหลินมีลูกทั้งหมดสี่คน ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับยุคสมัยที่ยังไม่มีการคุมกำเนิด ไม่ว่าครอบครัวจะร่ำรวยหรือยากจน หากตั้งท้องขึ้นมาก็ต้องเลี้ยงดูกันไปตามมีตามเกิด อีกไม่กี่ปีข้างหน้า นโยบายวางแผนครอบครัวของรัฐบาลก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาท โดยส่งเสริมให้คนแต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง เพื่อควบคุมจำนวนประชากรให้มีคุณภาพ
พี่ชายคนโตของบ้านนี้คือหลินเซียว อายุ 23 ปี แต่งงานกับโจวซุ่ยซุ่ย หญิงสาวจากหมู่บ้านเดียวกัน แต่ยังไม่มีลูกด้วยกัน ถัดมาคือหลินซือซือ ที่มีอายุ 18 ปีเท่ากับเธอ และน้องชายฝาแฝดอีกสองคนคือเสี่ยวเฟิงและเสี่ยวอวี่ ซึ่งเป็นลูกหลงและมีอายุเพียง 10 ขวบ
เด็กทั้งสองยังไม่ได้เข้าโรงเรียน แต่ครอบครัวหลินกลับยอมทุ่มเทส่งเสียให้หลินซือซือได้เรียนจนถึงระดับมัธยมปลาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับลูกสาวคนนี้มากเพียงใด แต่แล้วเมื่อหลินซือซือได้รู้ความจริงว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ เธอก็เลือกที่จะทิ้งครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอมาทั้งชีวิต เพื่อกลับไปอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดที่ร่ำรวยกว่า
สักพัก ซือเนี่ยนก็เห็นเด็กชายสองคนที่มีหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบวิ่งออกมาจากตัวบ้าน ทั้งคู่เนื้อตัวมอมแมมและมองมาที่แขกทั้งสองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว
ซือเนี่ยนอดคิดไม่ได้ว่าครอบครัวหลินมีพันธุกรรมที่ดีจริงๆ ไม่เช่นนั้นเจ้าของร่างเดิมคงไม่สวยงามขนาดนี้ แม้แต่น้องชายทั้งสองคนก็ยังมีเค้าความหล่อเหลาตั้งแต่ยังเด็ก แต่การที่พวกเขาอายุสิบขวบแล้วยังไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ทำให้เธออดเป็นห่วงอนาคตของเด็กทั้งสองไม่ได้
ความยากจนของบ้านหลินไม่ได้เกิดจากจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่มากเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะสุขภาพที่ไม่สู้ดีของผู้ใหญ่ทั้งสอง พ่อของเธอขาพิการ ส่วนแม่ก็ป่วยเป็นโรคหอบหืด ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่หลินเซียวเพียงคนเดียว นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาแต่งงานช้าและยังไม่มีลูก
ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพารายได้จากการทำนาเพียงไม่กี่หมู่ หลินเซียวอยากจะออกไปหางานทำในเมืองเพื่อหารายได้เสริมก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นห่วงน้องชายที่ยังเล็ก หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ก็จะไม่มีใครคอยดูแล
มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าครอบครัวหลินยักยอกเงินสินสอดสามพันหยวนไป แต่เมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาแล้ว ซือเนี่ยนก็คิดว่าถ้าพวกเขามีเงินมากมายขนาดนั้นจริง ชีวิตคงไม่ลำบากถึงเพียงนี้
ซือเนี่ยนละสายตาจากรอบๆ บ้าน เมื่อโจวซุ่ยซุ่ยยกน้ำสองถ้วยมาเสิร์ฟให้เธอและโจวเยว่เซิน
หญิงสาวเช็ดมือที่เปียกชื้นลงบนกางเกงของตัวเองด้วยท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ในใจของเธอคงคิดว่าโจวเยว่เซินเดินทางมาที่นี่เพื่อทวงเงินสินสอดคืน
ช่างเป็นเรื่องโชคร้ายของครอบครัวหลินจริงๆ ทันทีที่พวกเขาได้รับเงินสินสอดสามพันหยวน ก็กลับต้องมาพบความจริงว่าหลินซือซือไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เมื่อเดินทางเข้าเมืองเพื่อตามหาลูกสาวตัวจริง ก็กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าบ้านถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย และเงินสินสอดสามพันหยวนก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้ต่อให้พวกเขาจะพยายามอธิบายความจริงให้ใครฟัง ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ ทุกคนต่างปักใจเชื่อไปแล้วว่าพวกเขาเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมาเอง เพราะไม่อยากให้ลูกสาวแต่งงานและเสียดายเงินก้อนโต
หลังจากที่หลินซือซือจากไป พวกเขาก็พยายามไปตามหาลูกสาวตัวจริงอีกหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นเคย จนในที่สุดครอบครัวหลินก็ต้องยอมรับความจริงว่าลูกสาวของพวกเขาคงไม่อยากกลับมาใช้ชีวิตที่ยากลำบากด้วยกันอีกแล้ว
ไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียลูกสาวไปทั้งสองคน พวกเขายังต้องแบกรับหนี้สินก้อนโตถึงสามพันหยวน ทำให้ไม่กล้าสู้หน้าใครอีกเลย ช่วงนี้ทุกคนในบ้านจึงพยายามอย่างหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้คืนให้เร็วที่สุด
เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อและแม่หลินอย่างรุนแรง ทั้งสองคนดูแก่ชราลงไปนับสิบปีในชั่วข้ามคืน เมื่อแม่หลินไม่มีเงินซื้อยา โรคหอบหืดของเธอก็กำเริบบ่อยครั้งขึ้น ส่วนพ่อหลินก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดข้อที่ขาจนนอนไม่หลับทั้งคืน
เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ หลินเซียวต้องไปทำงานเป็นกรรมกรในเมือง และต้องเดินเท้ากลับบ้านเป็นระยะทางไกลทุกคืนเพื่อมาช่วยงานที่บ้านต่อ ช่วงเวลานี้ทั้งครอบครัวต้องเผชิญกับความมืดมนและยากลำบาก แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากบ่นเลยสักคำ
และแล้ว วันที่พวกเขาไม่อยากให้มาถึงที่สุดก็มาถึงจนได้
“สหาย...สหายโจวคะ คือ...พวกเราไม่ได้มีเจตนาจะไม่คืนเงินนะคะ ตอนนี้พวกเรากำลังพยายามหาเงินมาคืนให้อยู่ค่ะ รับรองว่าจะคืนให้ครบแน่นอน” โจวซุ่ยซุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหน้าซือเนี่ยน
ซือเนี่ยนรู้สึกคอแห้งผาก เธอจึงยกถ้วยน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด รสหวานอ่อนๆ ของน้ำตาลที่ผสมอยู่ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของโจวซุ่ยซุ่ย เธอก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “พี่สะใภ้หมายความว่ายังไงคะที่ว่าเงินสามพันหยวนหายไป”
โจวซุ่ยซุ่ยเข้าใจผิดคิดว่าซือเนี่ยนมาพร้อมกับโจวเยว่เซินเพื่อทวงเงินคืน เธอจึงไม่ได้เอะใจอะไร เพราะตอนที่พวกเขาไปตามหาลูกสาวที่ในเมือง ก็ไม่เคยได้พบกับน้องสาวของสามีคนนี้มาก่อน
ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความละอายใจ “บางทีพวกคุณอาจจะไม่เชื่อเรื่องที่ฉันจะพูด แต่เงินสินสอดก้อนนั้น พวกเราไม่ได้เอาไปจริงๆ นะคะ มันถูกขโมยไป พวกเราพยายามตามหาแล้ว แต่ก็ไม่เจอจริงๆ พวกเราหมดหนทางแล้วจริงๆ ค่ะ...”