บทที่ 343: เธอทำงานอยู่ที่ไหน
เมื่อเลิกคาบ ซือเนี่ยนก็รีบตรงไปยังโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2
ครั้งนี้เธอพาโจวซีเหยาไปด้วย เด็กน้อยคุ้นเคยกับการติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่งจนชิน จึงมีท่าทีสงบนิ่งไม่ตื่นกลัว
การที่เธอพาเด็กมาด้วยไม่ได้ทำให้ใครนึกสงสัยอะไร เพราะเมื่อวานซือเนี่ยนได้แจ้งไปแล้วว่าเธอแต่งงานแล้ว เพียงแต่การแต่งงานได้เพียงครึ่งปีกลับมีลูกโตป่านนี้ ทำให้สายตาที่ทุกคนใช้มองเธอเจือไปด้วยความประหลาดใจ เพราะซือเนี่ยนดูแล้วอายุเพิ่งจะสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น แต่กลับมีลูกสาวที่ดูราวๆ สามขวบเสียแล้ว
แม้ว่าผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่จะแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พวกเขาก็มักจะอยู่บ้านเลี้ยงลูก น้อยคนนักที่จะแต่งงานแล้วยังดั้นด้นมาเรียนหนังสือ
พอเชื่อมโยงกับเหตุผลที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งไม่รับเธอ ทุกคนก็พอจะเข้าใจเหตุผลขึ้นมา การตั้งท้องก่อนแต่งนับเป็นเรื่องน่าอับอายไม่ว่าในยุคสมัยใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ยังเคร่งครัดขนบธรรมเนียมเช่นนี้ โรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดด้านกฎระเบียบอย่างโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง ย่อมไม่รับเธอเข้าเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย
ทุกคนต่างพากันพินิจมองเธอ นักเรียนชายต่างก็คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัว ส่วนนักเรียนหญิงกลับมองว่า เธอน่าสงสารเหลือเกิน คงถูกผู้ชายเลวๆ หลอกลวงเป็นแน่
ส่วนซือเนี่ยนนั้น...อยากจะบอกว่าให้ฉันอธิบายก่อน
มีทั้งสายตาที่แสดงความรังเกียจและสายตาที่แสดงความเวทนา
โชคดีที่ไม่นานนัก คุณครูก็เริ่มเรียกนักเรียนเข้าไปพบทีละคน คาดว่าคงกลัวจะกระทบกระเทือนความรู้สึกของนักเรียน จึงไม่ได้ประกาศคะแนนต่อหน้าสาธารณะ แต่เลือกใช้วิธีเรียกเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว
ซือเนี่ยนเห็นบางคนเดินออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มยินดี ขณะที่บางคนก็เดินคอตกออกมา
ขณะที่เธอกำลังจะทรุดตัวนั่งลง ครูคนหนึ่งก็เดินมาเรียกเธอพอดี
“ซือเนี่ยน นักเรียนซือเนี่ยนมาหรือยังครับ”
ซือเนี่ยนรีบขานรับแล้วเดินเข้าไปด้านใน
ภายในห้องยังคงเป็นคุณครูกลุ่มเดิมกับเมื่อวาน พวกเขากำลังก้มหน้าก้มตาดูข้อสอบของเธอพลางถกเถียงกันอย่างจริงจัง
“ผมว่าภาษาจีนของเธอโดดเด่นมาก น่าจะมาอยู่ห้องเรา ห้องเราสอนภาษาจีนได้ดีที่สุดนะ”
“พูดแบบนั้นได้ยังไง คณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ต่างหากที่ยอดเยี่ยม อยู่ห้อง 2 ถึงจะมีโอกาสก้าวหน้าได้มากกว่า”
“ไร้สาระน่า ภาษาอังกฤษดีที่สุดต่างหาก ได้คะแนนเต็มเลยนะ! ไม่แน่อนาคตอาจจะได้เป็นนักการทูตเลยก็ได้”
ทุกคนต่างโต้เถียงกันว่าเธอควรจะไปเข้าเรียนที่ห้องไหน
จนกระทั่งหัวหน้าแผนกวิชาการไอกระแอมขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“พอได้แล้วครับ เขาอยากจะไปอยู่ห้องไหนก็ให้เขาเลือกเอง ไม่ใช่หน้าที่พวกคุณมาคัดเลือกแทน”
นักเรียนที่เรียนดีมักจะได้รับสิทธิพิเศษอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะมีสิทธิ์มาเลือกเธอ แต่เป็นเธอต่างหากที่มีสิทธิ์เลือกพวกเขา
แม้ว่าเรื่องที่ซือเนี่ยนแต่งงานแล้วจะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่ถ้าพูดกันตามตรง แต่งงานแล้วจะเป็นอะไรไป ตราบใดที่เธอยังรักการเรียน เธอก็ยังเป็นนักเรียนที่ดี และสมควรได้รับโอกาสนี้
ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่นถึงเพียงนี้ หากปล่อยเธอหลุดมือไป พวกเขาคงต้องเสียดายไปตลอดชีวิต
เมื่อเห็นซือเนี่ยนเดินเข้ามา เหล่าคุณครูจึงหยุดการโต้เถียง บ้างก็ไอกลบเกลื่อน บ้างก็ขยับแว่นตา ใช้กิริยาเล็กๆ น้อยๆ ปกปิดความกระอักกระอ่วนของตนเอง
“สวัสดีค่ะคุณครูทุกท่าน” ซือเนี่ยนทักทายอย่างนอบน้อม
หัวหน้าแผนกกล่าว “สวัสดีนักเรียนซือ ข้อสอบของเธอตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกวิชาทำได้ยอดเยี่ยมมาก แม้ว่าฟิสิกส์จะอ่อนไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ห้องเรียนที่ดีที่สุดสี่ห้องของชั้นมัธยมปลาย เธอสามารถเลือกเข้าได้ตามสบายเลย”
คุณครูท่านอื่นๆ ต่างจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ซือเนี่ยนพยายามทำเป็นไม่เห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาเหล่านั้น แล้วรวบรวมความกล้าพูดออกไป
“คืออย่างนี้นะคะคุณครู ไปอยู่ห้องไหนหนูก็ไม่มีปัญหาค่ะ แต่ว่า...หนูอาจจะมาเข้าเรียนไม่ได้”
ภายในห้องทำงานพลันตกอยู่ในความเงียบงัน หัวหน้าแผนกยังคงเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์มามากที่สุด เขาเอ่ยถามเธอถึงเหตุผล
“เพราะว่าหนูมีงานที่ต้องทำอยู่ข้างนอกค่ะ แถมยังต้องเลี้ยงลูกด้วย เลยไม่ค่อยสะดวกที่จะมาโรงเรียนทุกวัน หนูเลยตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือด้วยตัวเองที่บ้าน แล้วค่อยมาสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยทีเดียวเลยค่ะ”
อันที่จริงหัวหน้าแผนกไม่เห็นด้วยอย่างมาก แต่เมื่อก้มลงมองเจ้าตัวเล็กวัยสามขวบที่ซือเนี่ยนจูงมืออยู่ เด็กคนนี้ยังเล็กกว่าลูกสาวของเขาเสียอีก... เขาก็ใจอ่อนยวบขึ้นมา รู้สึกได้ว่าซือเนี่ยนเองก็คงลำบากไม่น้อย ตัวเธอก็ยังดูเป็นเด็กอยู่เลย แต่กลับต้องแบกรับภาระทั้งเลี้ยงลูก ทำงาน และยังต้องเรียนหนังสือไปพร้อมๆ กัน แค่ฟังก็ทำให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจแล้ว
“เธอขาดแคลนเงินทองหรือเปล่า ถ้าใช่ เรื่องค่าเล่าเรียนเราพอจะช่วยเหลือกันได้ เธอยังอายุน้อย อย่าปล่อยให้เรื่องงานมาขัดขวางอนาคตการเรียนเลย”
แม้ว่าผลการเรียนของเธอจะดีมากจริงๆ แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ช่วงเวลาสำคัญนี้จะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ไม่ได้เลย
เด็กคนนี้มีความสามารถโดดเด่น แถมยังมาจากโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษของเธอที่เขายังต้องทึ่ง
ยังไม่ต้องพูดถึงวิชาอื่น แต่แค่ระดับภาษาอังกฤษของซือเนี่ยน ก็พอจะใช้ประชันกับโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ได้สบาย ไม่แน่ว่าตำแหน่ง ‘ที่สองตลอดกาล’ ของโรงเรียนพวกเขาในปีนี้ อาจจะได้พลิกชะตา กลับมาเอาชนะโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งได้ก็ได้
แค่จินตนาการถึงความเป็นไปได้นี้ หัวหน้าแผนกก็อดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มกริ่มออกมา
แม้ว่าในปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ แต่พูดตามตรงว่านักเรียนที่เรียนได้ดีจริงๆ นั้นมีไม่มากนัก มาตรฐานการศึกษาโดยรวมก็ไม่ได้สูงส่งอะไร
เมืองของพวกเขาถูกโอบล้อมด้วยภูเขา การพัฒนาจึงล่าช้ากว่าเมืองใหญ่ๆ ภายนอก ส่งผลให้เด็กๆ ในพื้นที่แถบภูเขาจำนวนมากได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษช้ากว่าที่อื่น
บางคนถึงกับมองว่านี่เป็น ‘ภาษาต่างด้าว’ ไม่มีความจำเป็นต้องเรียน ยิ่งทำให้จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนภาษาอังกฤษดีมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศในใจกลางเมืองแห่งนั้น ก็ส่งนักเรียนที่เรียนดีที่สุดไปยังโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 จนเกือบหมด นักเรียนที่มายังโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 จึงมีน้อยมาก ทั้งโรงเรียนมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ผลการเรียนจัดอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี
อย่าว่าแต่นักเรียนเหล่านี้เลย แค่เขาได้เห็นกระดาษคำตอบวิชาภาษาอังกฤษของซือเนี่ยน เห็นเรียงความที่เธอจรดปากกาเขียน เขาก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ระดับความสามารถของคนทั่วไป
ครูในโรงเรียนของพวกเขาหลายคนที่จบเพียงแค่อนุปริญญาหรือปริญญาตรี ยังเทียบกับเธอไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“คุณครูคะ หนูไม่ได้ขาดเงินค่ะ เพียงแต่งานนี้ของหนูมันลาออกยากจริงๆ เพราะดันไปเซ็นสัญญาไว้แล้ว อีกอย่างการไปทำงานเป็นเรื่องรองค่ะ แต่ที่สำคัญคือหนูสามารถพาลูกไปด้วยได้”
เวลาเธอไปทำงาน เธอสามารถพาลูกไปด้วยได้ แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพาลูกไปนั่งเรียนด้วย
หัวหน้าแผนกวิชาการรีบเสนอทางออก “เรื่องนี้ไม่ยากเลย โรงเรียนของเราไปช่วยพูดคุยเจรจาให้ได้ เจ้านายที่พอจะมีเหตุมีผลย่อมไม่สร้างความลำบากใจให้เธอแน่ ว่าแต่...เธอทำงานอยู่ที่ไหนล่ะ”
ซือเนี่ยนยังคงยืนกราน “ไม่ต้องจริงๆ ค่ะ คุณครูวางใจได้เลย อยู่ที่บ้านหนูก็สามารถเรียนได้ค่ะ อาจจะรับประกันไม่ได้ว่าจะสอบได้ที่ 1 แต่ติดหนึ่งในห้าอันดับแรกไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ”
“เฮ้อ ครูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่อยากให้เธอได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ กลัวว่าอนาคตทางการศึกษาของเธอจะสะดุดน่ะ แต่ในเมื่อเธอยืนยันแบบนี้ ครูก็จะไม่บังคับขืนใจ”
ถ้าหากซือเนี่ยนเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง เขาไม่มีทางยอมเด็ดขาด แต่เมื่อผลการเรียนมันเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ทุกอย่างก็ย่อมพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น
“ในเมื่อตกลงกันตามนี้ งั้นครูจะจัดให้เธอไปอยู่ห้อง 1 ก็แล้วกัน เสี่ยวหวัง ต่อไปคุณช่วยดูแลนักเรียนซือด้วยนะ” เขาหันไปกำชับ ก่อนจะหันมาทางซือเนี่ยน
“นักเรียนซือ นี่คือครูหวัง เขาจะเป็นครูประจำชั้นของเธอ เขาเป็นครูภาษาอังกฤษที่อายุน้อยและเก่งกาจที่สุดในโรงเรียนของเรา แถมยังเป็นนักเรียนดีเด่นที่จบจากโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศในตัวเมืองด้วย”
ครูหวังซึ่งดูอายุราวๆ 26-27 ปี ไอกระแอมออกมาเบาๆ “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ไม่ถึงขนาดนั้น”
ซือเนี่ยนยิ้มรับพลางตอบตกลง
นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย โดยปกติก็ไม่มีเนื้อหาวิชาการอะไรให้เรียนมากนัก ส่วนใหญ่ก็มุ่งเน้นไปที่การตะลุยทำโจทย์ข้อสอบเก่า
ครูหวังแม้จะอนุญาตให้เธอไม่ต้องมาโรงเรียนก็ได้ แต่ก็ยื่นเงื่อนไขว่าเธอต้องมารับข้อสอบไปทำทุกสัปดาห์ และถ้าหากผลการประเมินไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เธอก็จะต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ
แม้ว่าจะฟังดูเข้มงวดเอาการ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวเธอเอง
ซือเนี่ยนย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังรวบรวมข้อสอบชุดก่อนๆ มอบให้ซือเนี่ยนติดมือกลับไปทำ แล้วให้นำมาส่งมอบในครั้งถัดไป
สรุปง่ายๆ คือตัวไม่ต้องมาปรากฏ แต่การบ้านต้องส่งให้ครบ
ซือเนี่ยนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยากจะปฏิเสธ ดูเหมือนว่าภาระของเธอจะหนักหน่วงขึ้นอีกขั้นแล้ว
เมื่อพูดคุยธุระเสร็จสิ้น ซือเนี่ยนก็สามารถปลีกตัวออกมาได้ แต่เธอก็เพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าวเท่านั้น ก็ถูกเรียกให้หยุดอีกครั้ง
หัวหน้าแผนกเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่ฉายแววห่วงใย “เอ้อ จริงสิ นักเรียนซือ ว่าแต่...เธอทำงานอยู่ที่ไหนเหรอ”
[จบบท]