บทที่ 345: ลูกชายฉันสอบได้ 98 คะแนน
จางชุ่ยเหมยเอ่ยปากเล่าเรื่องนี้ โดยคาดหวังว่าหลินซือซือจะแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่ลูกสาวกลับมีสีหน้าย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
“แม่พูดอะไรคะ หย่าเหรอ ทำไมถึงจะหย่ากันล่ะ ถ้ามันแย่ขนาดนั้น แม่ก็แค่ไปขอโทษพ่อ ยอมเขาหน่อยสิคะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย”
หลินซือซือกระวนกระวาย “ถ้าพ่อกับแม่หย่ากัน หนูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คนที่บ้านตระกูลฟู่จะมองหนูยังไง แค่นี้บ้านเราก็ด้อยกว่าบ้านฟู่อยู่แล้ว พวกนั้นยิ่งดูถูกหนู ถ้าพวกแม่เลิกกันอีก หนูจะทำยังไง!”
เธอไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วย แต่ยังคัดค้านอย่างรุนแรง จางชุ่ยเหมยเป็นแค่ข้าราชการตัวเล็กๆ แต่พ่อซือเป็นถึงนายทหาร หากหย่าร้างกันจริง จางชุ่ยเหมยต้องระเห็จออกจากบ้านพักทหาร แล้วเธอกับแม่จะไปอาศัยอยู่ที่ไหนในบ้านพักทหารนี้ได้อีก
จางชุ่ยเหมยจ้องมองลูกสาวด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ เธอวาดหวังว่าการระบายความอัดอั้นตันใจที่ถูกสามีกระทำอย่างไม่เป็นธรรม จะทำให้ลูกสาวเห็นใจและยืนอยู่ข้างเธอ แต่กลายเป็นว่าลูกสาวกลับผลักไสให้เธอกลับไปก้มหัวขอโทษ
จางชุ่ยเหมยเชิดหน้าใช้ชีวิตมาตลอด เธอจะยอมลดศักดิ์ศรีได้อย่างไร ตอนที่สามีเปรยเรื่องหย่าทีแรก เธอไม่ได้กังวลใจนัก เพราะการแต่งงานของทหารไม่ใช่เรื่องที่จะหย่าร้างกันได้ง่ายๆ หากไม่มีความผิดร้ายแรง กฎระเบียบย่อมไม่อนุมัติ
แต่คราวนี้ดูเหมือนสถานการณ์จะต่างออกไป เธอไม่แน่ใจว่าเพราะคำพูดพล่อยๆ ของตัวเองในวันนั้นไปเข้าหูผู้การเจี่ยงและแม่ฟู่หรือไม่ ฝ่ายเบื้องบนถึงได้ส่งสัญญาณมาทำนองว่าครอบครัวตระกูลซือมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม และให้อำนาจพ่อซือในการตัดสินใจเรื่องนี้เอง
นั่นแปลว่าหากเขาตัดสินใจหย่า เธอก็ต้องหย่าจริงๆ
ยิ่งช่วงหลังที่สามีไม่กลับบ้าน ก็เริ่มมีเสียงซุบซิบแล้วว่าเขาอาจจะไปมีคนอื่นข้างนอก ถ้าต้องหย่ากันจริงๆ เธอย่อมกลายเป็นตัวตลกให้คนหัวเราะเยาะและสมน้ำหน้า
พอเห็นสีหน้าเจื่อนชาของจางชุ่ยเหมย หลินซือซือก็เพิ่งตระหนักว่าตนแสดงอารมณ์รุนแรงเกินไป จึงรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนลง
“แม่คะ หนูไม่ได้ไม่อยากอยู่กับแม่นะ แต่หนูห่วงว่ามันจะไม่ดีกับตัวแม่เองต่างหาก ถ้าแม่หย่า ชีวิตหนูที่บ้านตระกูลฟู่ก็ยิ่งยากลำบาก พ่อก็เอนเอียงไปทางซือเนี่ยน ถ้าเกิดอะไรขึ้น หนูจะไม่มีใครคอยปกป้อง ไม่มีบ้านเดิมให้หนีกลับไปพึ่งพิงได้เลย หนูใช้ชีวิตลำบากมา 18 ปีแล้ว หนูไม่อยากเสียแม่ไปจริงๆ นะคะ”
จางชุ่ยเหมยรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อได้ยินลูกสาวพูดเช่นนั้น จริงอย่างที่ลูกว่า หากเธอจากไป ลูกสาวจะอยู่อย่างไร หากผู้ชายคนนั้นมีภรรยาใหม่และเข้ามาเป็นแม่เลี้ยง ชีวิตของหลินซือซือคงยิ่งทุกข์ทรมาน แม่ซือตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว ต่อให้สามีจะมีคนอื่น เธอก็จะยึดตำแหน่งนี้ไว้ ไม่มีการหย่าร้างเด็ดขาด เพื่ออนาคตของลูกสาว เธอยอมทนทุกอย่าง
***
ย่างเข้าต้นเดือนพฤษภาคม อากาศอุ่นสบายขึ้นจนผู้คนเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่บางเบาลง ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการเก็บผ้านวมหนาเข้าตู้ และนำเครื่องนอนผืนบางออกมาตากแดดที่หน้าประตู โดยมีเจ้าต้าหวงนอนแผ่หลาอาบแดดอยู่ไม่ไกล
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้เธอหันไปมอง ผู้มาเยือนคือฟางฮุ่ย เพื่อนบ้านห้องติดกัน
ฟางฮุ่ยยังคงแต่งกายด้วยชุดทำงานที่ดูเนี้ยบกริบ สะท้อนภาพลักษณ์ของคนทำงานในเมืองกรุง มือหนึ่งของเธอหิ้วตะกร้าผลไม้เล็กๆ ส่วนอีกมือถือวิทยุเครื่องใหม่เอี่ยม ซึ่งซือเนี่ยนจำได้ว่าเป็นรุ่นเดียวกับที่โรงเรียนใช้อยู่
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปเปิดประตู “สหายฟาง มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” ปกติแล้วทั้งสองบ้านต่างรักษาระยะห่าง ไม่เคยก้าวก่ายกัน
ฟางฮุ่ยปกติเป็นคนถือตัว ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ แต่ครั้งนี้เธอดูเหมือนจะหมดหนทาง “คืออย่างนี้นะคะ ฉันเพิ่งซื้อวิทยุมา แต่ว่าฉันใช้มันไม่ค่อยเป็นเลย ได้ยินว่าครูซือเป็นครูสอนภาษาต่างประเทศที่โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศ น่าจะพอรู้วิธีจูนเครื่อง รบกวนช่วยสอนฉันหน่อยได้ไหมคะ”
ความจริงคือเธอเห็นวิทยุของซือเนี่ยนว่าใช้งานได้ดีเลยไปซื้อตาม แต่พอได้ของมากลับปรับคลื่นไม่เป็น พอกลับไปที่ร้าน เถ้าแก่ก็ปัดว่าไม่รู้เรื่องเหมือนกัน แถมไม่ยอมให้คืนของด้วย
ของราคาแพงขนาดนี้จะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ก็เสียดาย เธอเลยต้องยอมกลั้นใจมาขอความช่วยเหลือ
“อ้อ ส่วนเรื่องคราวก่อน คุณอย่าถือสาฉันเลยนะคะ ตอนนั้นฉันแค่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับที่นี่เลยเผลอถามอะไรไป ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินคุณเลย ผลไม้เล็กๆ น้อยๆ นี้ ถือเป็นคำขอโทษของฉันนะคะ”
ซือเนี่ยนปั้นยิ้มบางๆ ทั้งที่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย ขอโทษตอนนี้เนี่ยนะ หลังจากที่เรื่องผ่านไปนานโขแล้ว
แต่เมื่ออีกฝ่ายอุตส่าห์ยิ้มให้ เธอก็ไม่คิดจะสาดน้ำเย็นกลับไป
“สหายฟางเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ ปกติฉันไม่ค่อยเก็บเรื่องที่คนอื่นพูดจาไร้สาระลับหลังมาใส่ใจอยู่แล้ว”
สีหน้าของฟางฮุ่ยชาไปวูบหนึ่ง นี่มันกำลังเหน็บแนมเธอกลับชัดๆ เธออยากจะหันหลังกลับไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่เมื่อนึกถึงวิทยุเครื่องใหม่ เธอก็ต้องอดทนไว้
“นั่นสินะคะ เรื่องไม่สบายใจก็ให้มันแล้วๆ ไปเถอะ ว่าแต่เรื่องวิทยุเครื่องนี้…”
เธอยกวิทยุขึ้นมาพลางพูดแก้เกี้ยว “พูดไปก็เขินนะคะ ซื้อมาแล้วเพิ่งเห็นว่าครูซือก็มีเครื่องแบบนี้ แต่คุณอย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้ซื้อเพราะเห็นคุณมีหรอก พอดีช่วงนี้ลูกชายฉันเขาทำคะแนนสอบได้ดี ฉันเลยซื้อให้เป็นรางวัลน่ะค่ะ”
ฟางฮุ่ยเริ่มเปิดประเด็นที่เธออยากคุยจริงๆ “ฉันได้ยินว่าลูกชายคนโตวัย 10 ขวบของคุณก็เรียนอยู่ ป.4 ที่โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศเหมือนกันใช่ไหมคะ ไม่ทราบว่าผลสอบรอบนี้เป็นยังไงบ้าง ลูกชายฉันน่ะสิ รอบนี้ทำได้ไม่ดีเลย เรียงความภาษาอังกฤษถูกหักไปตั้ง 2 คะแนน”
ซือเนี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นก็ไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ”
ฟางฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อย คิดว่าอีกฝ่ายคงฟังไม่ชัดจึงพูดเน้นเสียง “ลูกชายฉันได้ 98 คะแนนนะคะ ถูกหักแค่ 2 คะแนนตรงเรียงความ ได้ที่ 1 ของชั้นเรียนเลย”
ซือเนี่ยนเพียงแค่พยักหน้ารับ “เหรอคะ แล้วยังไงต่อ”
ท่าทีเรียบเฉยของซือเนี่ยนทำให้ฟางฮุ่ยหงุดหงิด ถ้าเป็นคนอื่นคงต้องแสดงความชื่นชมหรืออิจฉาไปแล้ว
เธอยังคงพยายามอวดต่อ “ถึงจะเป็นที่ 1 ของชั้น แต่การที่ยังขาดไป 2 คะแนนก็ทำให้ฉันไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่”
ซือเนี่ยนสวนกลับเรียบๆ “ถ้างั้นก็ให้เขาซ้ำชั้นสิคะ”
ฟางฮุ่ยหน้าตึงเปรี๊ยะ ยิ้มไม่ออก “โอ๊ย ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่ 2 คะแนนเอง ฉันไม่ได้จะเข้มงวดอะไรขนาดนั้น ว่าแต่ลูกชายครูซือล่ะคะ ได้คะแนนเท่าไหร่ ลูกชายฉันได้ 98 เป็นที่ 1 แล้ว ลูกของคุณก็คงทำได้ดีไม่แพ้กันใช่ไหมคะ”
คราวนี้เป็นฝ่ายซือเนี่ยนที่ยิ้มกว้าง “คุณเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ ถึงแม้ว่าลูกชายฉันจะบังเอิญสอบได้ 100 คะแนนเต็ม แต่ลูกชายคุณก็ถือว่าเก่งมากแล้วล่ะค่ะ”
ฟางฮุ่ยอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
ซือเนี่ยนลอบมองสีหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่ายอย่างขบขัน จริงๆ เธอก็พอเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ที่มองว่าลูกตัวเองเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ย่อมคิดว่าลูกเก่งกาจที่สุดในปฐพี
การภาคภูมิใจในตัวลูกเป็นเรื่องดี แต่การที่ต้องพยายามกดลูกคนอื่นเพื่อให้ลูกตัวเองดูโดดเด่นขึ้นมานั้น เป็นสิ่งที่ซือเนี่ยนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคนที่ถูกกดคือลูกของเธอเอง
ประสบการณ์ในวัยเด็กที่มักถูกพ่อแม่นำไปเปรียบเทียบกับลูกบ้านนั้นที ลูกบ้านนี้ที ว่าคนอื่นเขาเก่งอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มีแต่เธอที่แย่ที่สุด มันฝังใจเธอมาตลอด การเลี้ยงดูด้วยการกดขี่และเปรียบเทียบแบบนี้ เธอเกลียดมันที่สุด
ดูเหมือนฟางฮุ่ยจะเพิ่งเคยเจอสถานการณ์ที่ตัวเองพยายามอวดแล้วกลับถูกตอกหน้ากลับอย่างจังเป็นครั้งแรก สีหน้าของเธอดูไม่จืดเลย
เธอฝืนยิ้มแห้ง “ลูกชายคุณคงเก่งมากจริงๆ นั่นแหละค่ะ ถึงแม้จะอายุ 10 ขวบแล้ว ลูกชายฉันคงเทียบไม่ติดหรอก”
ซือเนี่ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ชอบเอาลูกชายของฉันไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะเขาไม่ใช่สินค้า”
[จบบท]