บทที่ 352: หลินซือซือออกจากคุก
เธอแค่เปรยๆ ขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น ตอนนั้นเธอบอกว่า ระหว่างทางที่ปั่นจักรยานไปส่งข้าว เธอบังเอิญได้ยินมาว่ามีกลุ่มคนวางแผนจะมาสร้างโรงงานในบริเวณนี้ เธอลองคิดดูว่าถ้าหากที่ดินผืนที่อยู่ติดกับฟาร์มของพวกเขาถูกคนอื่นกว้านซื้อไปสร้างโรงงาน ด้วยระยะที่ใกล้กันขนาดนั้น เสียงเครื่องจักรคงจะดังรบกวนไม่น้อย และแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงหมูของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ใครจะคาดคิดว่าโจวเยว่เซินจะเก็บคำพูดลอยๆ นั้นไปใส่ใจจริงจัง
ทันทีที่เขากลับมาจากการเดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เขาก็เริ่มดำเนินการเรื่องการขยับขยายพื้นที่ทันที เขาไหว้วานให้คนช่วยกว้านซื้อที่ดินผืนที่อยู่ติดกันทั้งหมด เพื่อเตรียมการขยายฟาร์ม
ก่อนหน้านี้ สมัยที่โจวเยว่เซินยังคงปักหลักอยู่ที่หมู่บ้าน ธุรกิจของเขาเป็นเพียงการค้าขายเล็กๆ ภายในตำบลและอำเภอใกล้เคียงเท่านั้น แม้จะมีการติดต่อค้าขายกับคู่ค้าในตัวเมืองอยู่บ้าง แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องระยะทางที่ไกลเกินไป ทำให้การขนส่งเป็นไปอย่างยากลำบาก ดังนั้นคู่ค้าในเมืองจึงมีอยู่ไม่มากนัก
ทว่านับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง อวี๋ตงซึ่งมีเส้นสายกว้างขวางก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้กิจการของพวกเขากำลังเติบโต โดยได้ร่วมมือกับตลาดสด ร้านอาหาร และโรงอาหารอีกหลายแห่ง
เมื่อมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขึ้ ความต้องการของตลาดก็ย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว หากโจวเยว่เซินไม่รีบฉวยโอกาสนี้ในการขยายกิจการ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีคนอื่นกระโดดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดนี้ไปอยู่ดี ในเมื่อมีโอกาสทำเงินอยู่ตรงหน้า เหตุใดเขาจะต้องปฏิเสธด้วยเล่า
เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะนึกทำก็ทำได้ในทันที โจวเยว่เซินต้องทุ่มเทเวลาไปกับมันนานพอสมควร จนถึงบัดนี้ การก่อสร้างส่วนขยายก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีด้วยซ้ำ และเป็นที่แน่ชัดว่าในอนาคตยังคงต้องใช้เงินลงทุนอีกมหาศาล
ซือเนี่ยนเพียงแค่อยากจะนวดผ่อนคลายให้สามี แต่ใครจะล่วงรู้ได้ว่ามัดกล้ามของชายสูงวัยผู้นี้จะแข็งแกร่งราวกับหินผา เธอออกแรงนวดไปได้เพียงครู่เดียวนิ้วมือเรียวก็ปวดร้าวไปหมด
เธอทำปากยื่นอย่างขัดใจ ขณะที่กำลังจะถอดใจล้มเลิกความตั้งใจ ร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่งของเขา
ซือเนี่ยนสบเข้ากับดวงตาคมกริบคู่นั้น และเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะก้มใบหน้าลงมา ลมหายใจของเธอก็แทบจะหยุดชะงัก “คุณไม่เหนื่อยบ้างหรือคะ”
เขาเป็นผู้ชายวัยสามสิบแล้วนะ ต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำมืดทุกวัน เหตุใดพอตกกลางคืนถึงยังคงมีเรี่ยวแรงคิดถึงแต่เรื่องอย่างว่าได้อีก
นับตั้งแต่วันที่พวกเขากลับมาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ แทบจะไม่มีค่ำคืนไหนเลยที่เขาจะยอมปล่อยให้เธอได้หยุดพัก
ซือเนี่ยนเริ่มกังวลอย่างจริงจังว่าร่างกายของตัวเองจะรับไม่ไหว เธออายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ แต่กลับรู้สึกอ่อนล้าสะสมราวกับคนชรา หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีแน่
โจวเยว่เซินกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย เขาบรรจงปัดปอยผมสีดำขลับที่หล่นลงมาปรกใบหน้าของเธอไปทัดไว้ที่หลังใบหู ก้มลงจุมพิตที่ขมับของเธอแผ่วเบา ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำพร่าเสน่ห์จะดังขึ้นชิดริมหูของซือเนี่ยน
“ก็ไหนคุณบอกว่าเป็นรางวัลตอบแทนผมไม่ใช่หรือครับ”
“ฉันนวดต่อไม่ไหวแล้ว ก็ใครใช้ให้เนื้อตัวของคุณแข็งเหมือนหินแบบนี้ล่ะคะ” ซือเนี่ยนยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาดันใบหน้าของเขาที่กำลังซุกไซร้ เธอหดคอหนีด้วยความจั๊กจี้
ซือเนี่ยนคิดในใจ: “...” ผู้ชายสูงวัยคนนี้ไม่รู้จักอายบ้างเลยหรือไงนะ ผู้ชายที่แค่แตะเนื้อต้องตัวก็หน้าแดงไปถึงหูคนนั้นมันหายไปไหนแล้ว
ในค่ำคืนนั้นเอง ซือเนี่ยนก็ได้ประจักษ์ถึงสัจธรรมข้อหนึ่งอย่างถ่องแท้...ผู้ชายนั้น ตามใจมากไม่ได้จริงๆ พอตามใจเข้าหน่อยก็ชักจะได้คืบจะเอาศอก
ผู้ชายที่เคยยับยั้งชั่งใจราวกับนักบวชผู้เคร่งครัดคนนั้นมันหายไปแล้ว
ทว่าในวันรุ่งขึ้นเธอยังมีเรียนหนังสือ จึงจำเป็นต้องฝืนแสร้งทำประหนึ่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ด้วยสภาพร่างกายในยามเช้า ทำให้เธอปั่นจักรยานไม่ไหวอย่างแน่นอน
โจวเยว่เซินดูเหมือนจะรู้สึกกระดากอายอยู่บ้างที่เมื่อคืนตนเองอาจจะหนักมือไปหน่อย วันต่อมาเขาจึงตื่นมารอและขับรถไปส่งเธอที่โรงเรียนด้วยตัวเอง ก่อนที่เขาจะขับรถจากไปเพื่อจัดการงานของตน
ซือเนี่ยนขี้เกียจแม้แต่จะต่อปากต่อคำกับเขาอีกแล้ว
***
ย่างเข้าต้นเดือนมิถุนายน ก็มีข่าวดีหนึ่งเรื่อง และข่าวร้ายอีกหนึ่งเรื่องโคจรเข้ามาพร้อมกัน
ข่าวดีก็คือ เด็กๆ ทั้งสองคนกำลังจะฉลองวันเกิดครั้งแรกของพวกเขา (นับตั้งแต่ที่ซือเนี่ยนเข้ามาดูแล)
ส่วนข่าวร้ายก็คือ หลินซือซือกำลังจะได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกแล้ว
ซือเนี่ยนได้ยินข่าวนี้มาจากฟู่เชียนเชียน เธอยังบอกอีกว่าหลินซือซือวางแผนที่จะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ด้วย
เดิมที พ่อแม่ของฟู่เชียนเชียนได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ที่จะให้ฟู่หยาง พี่ชายของเธอ หย่าขาดกับหลินซือซือ แต่กลับถูกจางชุ่ยเหมยถึงกับไปดักรอที่หน้าบ้านพักทหาร หญิงสูงวัยคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนไม่ให้พวกเขาบอกเรื่องนี้กับหลินซือซือในตอนนี้ โดยอ้างว่าขอให้รอจนกว่าหลินซือซือจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จสิ้นเสียก่อน หลังจากนั้นทางตระกูลซือก็จะยินยอมให้มีการหย่าขาดแต่โดยดี
ในตอนแรก พ่อและแม่ของฟู่เชียนเชียนปฏิเสธอย่างแข็งขัน แต่เรื่องกลับแดงขึ้นมาเพราะมีคนผ่านมาได้ยินบทสนทนาทั้งหมด หากพวกเขาดึงดันที่จะหย่ากันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำซ้ำเติมตระกูลซือที่กำลังตกต่ำ และถ้าหากหลินซือซือเกิดทำข้อสอบได้ไม่ดีเพราะผลกระทบจากเรื่องนี้ ครอบครัวฟู่ก็จะกลายเป็นจำเลยของสังคมในทันที
ด้วยความเป็นคนดีมีคุณธรรมสูงส่ง พ่อแม่ของฟู่เชียนเชียนจึงจำต้องยอมตกลงในเรื่องนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ชอบหน้าหลินซือซืออย่างแรง แต่การหย่าร้างทันทีที่เธอเพิ่งก้าวเท้าออกจากคุก ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
หากการหย่าร้างกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หลินซือซือสอบพลาดขึ้นมาจริงๆ ผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็คงรู้สึกไม่ดีไปตลอดชีวิต พวกเขาไม่อยากติดค้างหนี้บุญคุณหรือความรู้สึกผิดใดๆ กับตระกูลซืออีกต่อไปแล้ว
ยังไงเสีย การหย่าร้างก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น
ในส่วนของฟู่หยาง นับตั้งแต่เขากลับมา ก็เอาแต่ฝังตัวเองอยู่กับการฝึกซ้อมอย่างหนักในกองทัพ ว่ากันว่าการเดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือครั้งนั้น ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เขาอย่างหนัก
แม้ว่าเขาจะเป็นทหารที่โดดเด่นและมีความสามารถในกองทัพ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะบารมีของพ่อที่เป็นถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง จึงไม่มีใครกล้าที่จะล่วงเกินเขา หรือแม้แต่ในภารกิจที่เสี่ยงอันตราย เขาก็มักจะได้รับการปกป้องดูแลเป็นอันดับแรกอยู่เสมอ
แต่การเดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือในครั้งนั้น เขาเกือบจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น
ฟู่หยางดูเหมือนจะตระหนักได้แล้วว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเขานั้นสุขสบายมากเพียงใด และตอนนี้เขากำลังพยายามอย่างหนักที่จะก้าวออกจากขอบเขตที่ปลอดภัยของตัวเอง
สำหรับหลินซือซือ ภรรยาที่เพิ่งตบแต่งได้ไม่ทันไรก็ต้องโทษติดคุก เธอก็ได้ถูกเขาลืมเลือนไปไกลสุดกู่เรียบร้อยแล้ว
ซือเนี่ยนคาดอยู่แล้วว่าหลินซือซือต้องออกมาในสักวัน แต่เธอก็ไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
ตามเนื้อหาในหนังสือ หลังจากที่หลินซือซือแต่งงานกับฟู่หยาง เธอก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างหนักและเข้าร่วมการสอบ จนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าได้สำเร็จ และนั่นทำให้เธอได้รับการยอมรับจากทุกคนในบ้านพักทหาร
ในยุคสมัยนี้ การได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง ยิ่งบวกกับการที่เธอได้แต่งงานกับฟู่หยางด้วยแล้ว จึงไม่เกินจริงเลยที่จะกล่าวว่านั่นคือจุดสูงสุดในชีวิตของเธอ หลังจากนั้นอนาคตของเธอก็ราบรื่น ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ทำ
แต่ในชาตินี้ เหตุการณ์กลับตาลปัตรไปหมด หลินซือซือกลับไม่มีโอกาสได้สร้างพื้นฐานอันดีเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แถมยังต้องเสียหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี
เธอยังได้ยินมาอีกว่า ตอนนี้พ่อแม่ของเธอกำลังฟ้องหย่ากัน ที่บ้านกำลังยุ่งเหยิงวุ่นวายจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของคนอื่น ซึ่งซือเนี่ยนกลับรู้สึกยินดีที่ได้ยินข่าวนี้
แต่ดูเหมือนว่าหลินซือซือจะยังไม่ได้โง่เขลาจนเกินไปนัก เธอยังมองเห็นว่าหนทางเดียวที่จะกอบกู้ชื่อเสียงและอนาคตของตัวเองกลับคืนมาได้ในตอนนี้ ก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้จงได้
เพียงแต่ซือเนี่ยนกำลังสงสัยว่า หลังจากนี้...เธอจะสรรหาวิธีการร้ายกาจอะไรมาเล่นงานคนอื่นอีก
…
ในวันที่หลินซือซือได้รับการปล่อยตัว มีเพียงจางชุ่ยเหมยเท่านั้นที่ไปรับเธอ
แม้ว่าหลินซือซือจะได้รับฟังเรื่องราวจากปากของจางชุ่ยเหมยมาบ้างแล้วว่า พ่อของเธอเริ่มไม่สนใจไยดีในตัวเธอซึ่งเป็นลูกสาวแท้ๆ อีกต่อไป ทั้งหมดก็เป็นเพราะซือเนี่ยน แต่เธอก็ยังยากที่จะทำใจเชื่อได้อยู่ดี วันนี้เป็นวันที่เธอได้ออกจากคุก แต่เขากลับไม่แม้แต่จะคิดมาเยี่ยมหรือรับเธอกลับบ้าน
ในหัวใจของเธอยิ่งทวีความเคียดแค้นชิงชังต่อซือเนี่ยนมากขึ้นเป็นทวีคูณ ปากก็พร่ำบอกอย่างทะนงตนว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับตระกูลซืออีก แต่ลับหลังกลับคอยยุยงเป่าหู ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อต้องพังทลายลง
เดิมทีหลินซือซือหลงคิดไปว่า พ่อเพียงแค่รู้สึกผิดต่อซือเนี่ยนเท่านั้น เธอเชื่อมั่นว่าต่อให้พ่อจะรู้สึกผิดต่อซือเนี่ยนแค่ไหน แต่ยังไงเธอก็คือลูกสาวแท้ๆ ของเขา ไม่มีทางที่พ่อจะเข้าข้างซือเนี่ยนมากกว่าเธออย่างแน่นอน
แต่คาดไม่ถึงว่า แค่เธอติดคุกไปไม่ถึงปี พ่อก็ลืมเลือนลูกสาวแท้ๆ คนนี้ไปเสียสนิท
เธอคือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของเขาแท้ๆ!
หลินซือซือโยนความผิดทั้งหมดนี้ไปให้ซือเนี่ยนแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าซือเนี่ยนเคยประกาศกร้าวว่าจะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน หลินซือซือก็รีบเอ่ยปากถามจางชุ่ยเหมยถึงเรื่องนี้ในทันที
จางชุ่ยเหมยแสยะยิ้มเย็นชา “วางใจได้เลย แม่ไปคุยกับครูของมันมาหมดแล้ว พวกเขาไม่รับมันเข้าเรียนหรอก! โรงเรียนไม่ต้อนรับมัน มันไม่มีปัญญาไปสอบหรอก!”
[จบบท]