บทที่ 355: ตกใจไม่น้อย
โจวซีเหยากำลังใช้ปากกาหมึกซึมของอาจารย์ขีดเขียนเล่นอย่างเพลิดเพลิน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้วาดรูปหรือเขียนโจทย์อะไรไปมากกว่านั้น ครูหวังเสี่ยวลี่ก็เดินตามหาจนเจอตัว
คุณครูหวังเดินวนหาอยู่ด้านนอกเสียนานด้วยความเป็นห่วง เธอกลัวว่าเด็กน้อยจะแอบวิ่งเตลิดออกไปเล่นไกล แต่พอหันกลับมาอีกครั้ง ก็พลันเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆ กำลังนั่งแป๋วอยู่ในห้องสอบคัดเลือกนั่นเอง
ครูหวังเสี่ยวลี่ถึงกับมึนงงไปครู่หนึ่ง ทั้งยังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เธอจึงรีบเคาะประตูห้องเรียนพร้อมกับกล่าวคำขอโทษต่ออาจารย์ผู้คุมสอบทั้งสองท่าน
โชคดีที่อาจารย์ทั้งสองเป็นคนใจดี เมื่อเห็นผู้ปกครองของเด็กมารับแล้ว พวกเขาก็วางใจและส่งตัวเด็กหญิงคืนให้แต่โดยดี
โจวซีเหยาอยากจะนั่งเขียนต่อให้เสร็จจริงๆ แต่พอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเร่งร้อนของคุณครู เธอก็รับรู้ได้ในบัดนั้นว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เธอควรจะอยู่ คุณแม่เคยย้ำเสมอว่าต้องเชื่อฟังคุณครู และห้ามสร้างความเดือดร้อนให้พวกท่านเด็ดขาด
เด็กหญิงจึงจำต้องวางปากกาในมือลง ก้มหน้าคอตกอย่างแสนเสียดาย ขณะที่ครูหวังเสี่ยวลี่จูงมือพาเดินจากไป เธอก็ยังไม่วายหันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความอาลัยอาวรณ์
อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งหยิบปากกาหมึกซึมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาปิดฝาให้เข้าที่ ก่อนจะเสียบมันกลับเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อด้านหน้าอย่างเป็นระเบียบ
ทว่าขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับกระดาษคำตอบแผ่นนั้น ที่ไม่ได้มีเพียงรอยขีดเขียนเล่นเปรอะเปื้อน แต่กลับมีชุดตัวเลขที่เขียนโย้เย้ไปมาปรากฏอยู่
"หืม" เขาส่งเสียงในลำคอเบาๆ แล้วหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาดู
เพียงแค่แรกเห็นก็ทำเอาเขาตกใจจนแทบผงะ
นี่มันไม่ใช่การขีดเขียนเล่นมั่วซั่ว แต่คือคำตอบของโจทย์ปัญหาตัวเลข! และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ มันเป็นคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดทุกข้อ
อาจารย์อาวุโสแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขาไล่สายตาอ่านต่อไปเรื่อยๆ ก็พบว่าข้อสอบแบบเลือกตอบที่อยู่ด้านล่าง ก็ถูกเติมตัวอักษร a b c d ไว้จนครบถ้วนเช่นกัน
ตัวอักษร a b c d เหล่านั้นถูกเขียนอย่างสวยงามกว่าตัวเลขอย่างเห็นได้ชัด มันดูไม่เหมือนลายมือของเด็กอายุ 3 ขวบเลยแม้แต่น้อย
รอยหมึกยังคงชื้นอยู่ แสดงว่าเป็นลายมือที่เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ ด้วยปากกาของเขาเอง เพียงแต่เด็กน้อยอาจจะยังใช้ปากกาหมึกซึมไม่ถนัดนัก เลยทำหมึกเปื้อนเลอะเทอะไปทั่วทั้งแผ่น
อาจารย์อาวุโสถึงกับตื่นตะลึงจนเก็บอาการไม่อยู่
ความจริงแล้ว การทำข้อสอบเพียงไม่กี่ข้อนี้ให้ถูกต้องไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แต่ประเด็นคือเด็กที่ทำมันได้กลับมีอายุเพียง 3-4 ขวบเท่านั้น นี่ต่างหากคือเรื่องที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
โจทย์เหล่านี้ไม่ใช่โจทย์คณิตศาสตร์ระดับประถมที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เป็นโจทย์ที่พวกเขาคัดสรรและออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็กๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ บางข้อมีเนื้อหาซับซ้อนถึงขนาดที่นักเรียนมัธยมต้นหรือมัธยมปลายก็อาจจะยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ
เด็กคนนี้... อัจฉริยะเกินไปแล้วกระมัง
เขารีบยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งให้แก่อาจารย์อีกท่านที่นั่งอยู่ข้างๆ
"เหล่าจู คุณลองดูเด็กคนนี้สิ"
อีกฝ่ายรับกระดาษไปอย่างฉงนสงสัย แต่เพียงครู่เดียวหลังจากที่ได้อ่าน สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึงไม่ต่างกัน
อาจารย์ทั้งสองท่านยืนซุบซิบถกเถียงกันด้วยความประหลาดใจอยู่นาน จนกระทั่งมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเดินนำกระดาษคำตอบมาส่ง พวกเขาจึงเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้
เด็กที่เดินมาส่งข้อสอบไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือเด็กชายที่โจวซีเหยาเรียกว่า 'พี่ชาย' นั่นเอง
โจวเจ๋อตงส่งกระดาษคำตอบเสร็จเรียบร้อยและกำลังเตรียมจะเดินจากไป แต่กลับถูกอาจารย์ทั้งสองเรียกไว้เสียก่อน
"นักเรียนโจวเจ๋อตง" อาจารย์อาวุโสเอ่ยถามด้วยแววตาตื่นเต้น "เมื่อสักครู่ เด็กคนนั้นคือน้องสาวของเธอใช่ไหม เป็นน้องสาวแท้ๆ ที่คลานตามกันมาหรือเปล่า?"
โจวเจ๋อตงหยุดชะงักฝีเท้า เขาหันกลับมามองอาจารย์ทั้งสอง แล้วพยักหน้าตอบ "ครับ เป็นน้องสาวของผมเอง"
อาจารย์อาวุโสทั้งสองสบตากันทันควัน ราวกับค้นพบบางสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ
รอยยิ้มกว้างขวางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่ "นักเรียนโจวเจ๋อตง ถ้าอย่างนั้น... การประเมินในครั้งหน้า เธอจะช่วยพาน้องสาวของเธอมาด้วยได้หรือเปล่า?"
โจวเจ๋อตงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เมื่อเหลือบไปเห็นกระดาษคำตอบในมือของพวกเขา ก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้ลางๆ เขาจึงเบนสายตากลับมา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เรื่องนี้ ผมคงต้องกลับไปถามคุณแม่ดูก่อนครับ"
อาจารย์ทั้งสองรีบสนับสนุนให้เขากลับไปถามคุณแม่โดยเร็ว พวกเขาเน้นย้ำว่าน้องสาวของเขายังเด็ก แต่กลับมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น นี่คือเพชรเม็ดงามที่ต้องรีบเจียระไนและบ่มเพาะตั้งแต่ตอนนี้
โจวเจ๋อตงได้ยินเช่นนั้น หัวใจก็พลันเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง
หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่หมายความว่าน้องสาวของเขาจะสามารถเข้าโรงเรียนได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนกับป๋อเหวินคนนั้นใช่หรือไม่ และเธอจะสามารถเรียนชั้นประถม 4 ได้ตั้งแต่อายุเท่ากับน้องชายของเขาเลยน่ะสิ?
แม้ในสมองจะกำลังประมวลผลอย่างตื่นเต้น แต่โจวเจ๋อตงก็ยังคงรักษามาดนิ่งขรึมไว้ได้อย่างไร้ที่ติ เขาเพียงตอบรับเบาๆ แล้วเดินจากไปอย่างสงบ
...
พอถึงช่วงบ่าย ซือเนี่ยนก็ได้ฟังเรื่องราวจากครูหวังเสี่ยวลี่ว่า วันนี้โจวซีเหยาบังเอิญเดินหลงเข้าไปในห้องสอบของชั้นเรียนหัวกะทิ โชคยังดีที่อาจารย์ผู้คุมสอบทั้งสองท่านไม่เพียงไม่ตำหนิ แต่ยังมีท่าทีใจดีอย่างมาก แถมยังเอ่ยชมไม่หยุดปากว่าโจวซีเหยาน่ารักน่าชัง
ซือเนี่ยนนึกในใจว่า หรือจะเป็นเพราะโจวซีเหยาเห็นเสี่ยวตงนั่งอยู่ในห้องสอบ เลยพยายามจะวิ่งตามเข้าไปกันนะ?
นับว่าโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรบานปลาย
ในตอนบ่ายวันนี้โรงเรียนเลิกค่อนข้างช้ากว่าปกติ ซือเนี่ยนเลยตัดสินใจยืนรอรับลูกชายทั้งสองคน เพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมกันทีเดียว
และเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอบังเอิญได้พบกับแม่เฒ่าเจี่ยง ซึ่งมารอรับหลานชายของตัวเองอยู่เช่นกัน
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่หนึ่ง เด็กๆ ทั้งสามคน อันได้แก่ โจวเจ๋อตง โจวเจ๋อหาน และเจี่ยงจิว ก็พากันเข็นจักรยานเดินออกมาจากโรงเรียน
แม่เฒ่าเจี่ยงที่ยืนรอรับหลานชายอยู่ เมื่อเห็นโจวเจ๋อตงก็เอ่ยปากถามขึ้นด้วยความอยากรู้ทันที "เสี่ยวตงเอ๊ย ย่าได้ยินมาว่าตอนนี้เธอกำลังเข้ารับการประเมินของชั้นเรียนหัวกะทิอะไรนั่นอยู่ใช่ไหม เป็นยังไงบ้างล่ะ? ข้อสอบมันยากมากเลยหรือเปล่า?"
โจวเจ๋อตงส่ายหัวเล็กน้อย "ไม่ยากเลยครับคุณย่าเจี่ยง"
แม่เฒ่าเจี่ยงถึงกับสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างว่าเด็กคนนี้ฉลาดหลักแหลม แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่าจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
หากหลานชายของเธอมีผลการเรียนดีได้สักครึ่งหนึ่งของเขา เธอก็คงนอนหลับฝันดีไปสามวันสามคืน
แต่น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนว่าหลานชายของเธอจะไม่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนเอาเสียเลย ผลการเรียนจึงอยู่ในระดับธรรมดาค่อนไปทางแย่ ไม่เช่นนั้นเธอก็คงสนใจอยากส่งหลานชายไปเข้าชั้นเรียนหัวกะทิที่ว่านั่นเหมือนกัน
"ซือเนี่ยนเอ๊ย" แม่เฒ่าเจี่ยงหันมาคุยกับซือเนี่ยน "เสี่ยวตงลูกชายเธอนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ เลยนะ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ฉันได้ยินแม้กระทั่งลูกชายฉันกลับมาบ่นว่า หัวหน้าทีมของเขาอยากจะรับลูกชายเธอไปปั้นต่อ ไม่เหมือนเจ้าเจี่ยงจิวหลานฉันเลยสักนิด ผลการเรียนก็แค่พอให้ผ่านเกณฑ์ไปวันๆ ฉันล่ะอยากจะขอร้องให้เสี่ยวตงช่วยติวหนังสือให้เขาเสียจริงๆ"
น้ำเสียงของแม่เฒ่าเจี่ยงเจือไปด้วยความเหนื่อยหน่ายใจอย่างเห็นได้ชัด
ซือเนี่ยนยิ้มอ่อนโยน พลางลูบศีรษะโจวเจ๋อตงเบาๆ "คุณป้าเจี่ยงพูดเกินไปแล้วค่ะ เจี่ยงจิวเขาก็เป็นเด็กฉลาดนะคะ เพียงแต่อาจจะยังไม่สนใจเรื่องเรียนเท่าไหร่ในตอนนี้ คุณป้าดูลูกชายคนรองของฉันสิคะ เขาก็ไม่ต่างอะไรกันเลย"
"ถ้าหากว่าการติวเข้มมันช่วยได้จริง ป่านนี้ฉันคงให้เสี่ยวตงจับน้องชายมานั่งสอนนานแล้วล่ะค่ะ"
ย่าเจี่ยงพอได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
เธอก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าผลการเรียนของลูกชายคนรองบ้านนี้ก็อยู่ในระดับครึ่งๆ กลางๆ พอฟัดพอเหวี่ยงกับหลานชายของเธอนั่นแหละ
โจวเจ๋อตงเหลือบมองน้องชายและเจี่ยงจิวแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาทางผู้เป็นแม่ แล้วพูดขึ้นว่า "คุณแม่ครับ อาจารย์ของผมบอกว่า ท่านอยากให้คุณแม่พาน้องสาวไปเข้ารับการประเมินด้วยครับ อาจารย์บอกว่าน้องสาวฉลาดมากๆ ต้องรีบส่งเสริมบ่มเพาะตั้งแต่ตอนนี้"
ซือเนี่ยนนิ่งไปในบัดดล "ว่ายังไงนะ?"
โจวเจ๋อตงจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายให้ฟังอย่างละเอียด
ซือเนี่ยนเพิ่งจะได้ยินจากครูหวังเสี่ยวลี่แค่ว่าลูกสาวหลงทางเดินเข้าไปในห้องสอบเท่านั้น
แต่เธอไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่ามีเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย
เธอและย่าเจี่ยงถึงกับมองหน้ากันตาค้างไปชั่วอึดใจ
ส่วนเจี่ยงจิวกับโจวเจ๋อหานเองก็หันมาสบตากันปริบๆ
อะไรกัน?
น้องสาวตัวเล็กแค่นั้นก็จะได้เข้าชั้นเรียนหัวกะทิด้วยอย่างนั้นเหรอ?
ถ้างั้น... กว่าพวกตนจะดิ้นรนเรียนจบชั้นประถม น้องสาวก็คงเรียนจบมหาวิทยาลัยเตรียมออกไปทำงานแล้วกระมัง?
"..."
ซือเนี่ยนไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอค้นพบพรสวรรค์อันน่าทึ่งของโจวซีเหยา เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา เฉกเช่นเดียวกับโจวเจ๋อตงไม่มีผิด
ในตอนแรกเธอก็รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย
แต่พอได้เห็นท่าทีที่นิ่งสงบและมองเป็นเรื่องปกติของโจวเยว่เซิน เธอก็เลยค่อยๆ ปล่อยวางและไม่ได้ใส่ใจกับมันอีก
เธอปลอบใจตัวเองว่า อย่างไรเสียโจวซีเหยาก็ยังเด็กมาก ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ ต่อให้ตอนนี้จะฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกันไปมาก ก็มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่รับรู้
รอจนกว่าเธอจะถึงวัยเข้าเรียนชั้นประถม 1 ค่อยปล่อยให้เธอแสดงพรสวรรค์ออกมาก็ยังไม่สาย ถึงตอนนั้นค่อยอ้างว่าเธอเป็นคนคอยเคี่ยวเข็ญสอนเองก็ได้ เพราะถึงอย่างไรตอนนั้นเด็กน้อยก็อายุ 7 ขวบแล้ว ตัวเธอเองก็เป็นถึงคุณครู การที่ลูกสาวได้ซึมซับและเรียนรู้กับเธอมานานหลายปีจนฉลาดล้ำกว่าเด็กทั่วไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรที่จะทำให้ผู้คนตกตะลึง
มันก็เหมือนกับกรณีของโจวเจ๋อตง ที่ตอนนี้เขาสามารถแสดงพรสวรรค์อันโดดเด่นออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีใครรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดอะไรมากมาย
เพราะเขาอายุ 10 ขวบแล้ว
เด็กอายุ 7-8 ขวบที่เก่งกาจ อาจถูกขนานนามว่าเป็น 'อัจฉริยะ'
แต่สำหรับเด็กอายุแค่ 2-3 ขวบ ที่มีความสามารถในการเรียนรู้ชนิดที่ว่าฟังเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งแบบโจวซีเหยา... แบบนี้เขาไม่เรียกอัจฉริยะแล้ว เขาเรียก 'เหนือมนุษย์' ต่างหาก
ใจหนึ่ง เธอก็อยากจะปกป้องโจวซีเหยาอย่างสุดความสามารถ ให้เธอได้มีช่วงวัยเด็กที่มีความสุขและได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไป
แต่อีกใจหนึ่ง การได้เข้าชั้นเรียนหัวกะทิเพื่อรับการส่งเสริมและบ่มเพาะพรสวรรค์ที่มีตั้งแต่ยังเด็ก ก็ถือเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวของเด็กเองเช่นกัน
ซือเนี่ยนตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเก็บเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับโจวเยว่เซินดูก่อน เธอจึงยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธลูกชายไปในตอนนี้
โจวเจ๋อตงเองก็ไม่ได้คาดคั้นหรือซักไซ้ถามอะไรต่อ
สำหรับเขาแล้ว น้องสาวจะเรียนดีหรือไม่ดี มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้น้องสาวจะไม่ได้เข้าโรงเรียน หรือไม่ได้เรียนหนังสือเลยก็ตาม เขาก็จะตั้งใจทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพวกเขาให้อยู่อย่างสุขสบายเอง
เขาไม่ได้สนใจหรือไยดีต่อเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศ หรือผลประโยชน์อะไรเหล่านั้นอยู่แล้ว
...
ค่ำคืนนั้น โจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้านดึกมากเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา
ซือเนี่ยนตั้งใจรอเขาจนดึกดื่นค่อนคืนโดยยังไม่ยอมข่มตาหลับ
โจวเยว่เซินจอดรถไว้ด้านนอกรั้ว เขาเปิดประตูเข้ามาในบ้านด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบและแผ่วเบา
เจ้าต้าหวงที่นอนขดอยู่ได้ยินเสียง ก็ลุกขึ้นมายืนส่ายหางต้อนรับเจ้านายของมันอย่างแข็งขัน
พิธีกรรมการลูบหัวสุนัขตัวน้อยก่อนเข้าบ้านในทุกๆ วัน เป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้สำหรับเขา
โจวเยว่เซินโยนกระดูกให้มัน 2 ชิ้นตามความเคยชิน ก่อนจะเดินตรงไปที่ก๊อกน้ำข้างๆ แล้วบิดเปิดก๊อกเพื่อล้างมือให้สะอาด
[จบบท]