บทที่ 356: ออดอ้อน
พอเขาขึ้นมาถึงห้องนอน ซือเนี่ยนที่เห็นสภาพมอมแมมเปรอะเปื้อนโคลนของเขาก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“นี่คุณไปทำอะไรมาคะ?” ไปฆ่าหมูมาไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้เนื้อตัวเลอะเทอะกลับมาแบบนี้?
โจวเยว่เซินเอ่ยตอบ “ที่ฟาร์มหมูใช้น้ำไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ผมเลยทำบ่อเก็บน้ำ วันนี้ขุดดินทั้งวันเลย”
ซือเนี่ยนถึงกับถอนหายใจออกมา “คุณนี่ทำเองทุกอย่างเลยนะคะ ทำไมไม่จ้างคนมาช่วยบ้างล่ะ?”
เธอจำได้ว่าตอนที่ยังอยู่ที่บ้านเก่า เวลาเธอเอาข้าวไปส่ง ชายร่างสูงคนนี้ก็ลงมือฆ่าหมูเอง เฝ้าฟาร์มตอนกลางคืนก็ทำเอง ทั้งที่โจวเยว่เซินมีรายได้เข้ามาไม่น้อย แต่เขากลับไม่เคยนำเงินที่หามาได้ไปปรนเปรอความสุขส่วนตัวเลย
โจวเยว่เซินปลดกระดุม พลางดึงคอเสื้อเพื่อถอดชุดที่เปื้อนโคลนออก เขาโยนมันลงในห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดใหม่มาเปลี่ยน
“เรื่องที่ทำเองได้ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างคนหรอกครับ ที่นั่นมันไกล เดินทางไปกลับทุกวันก็ลำบากเปล่าๆ” โจวเยว่เซินหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมา ปิดประตูตู้ แล้วก้าวขายาวๆ ตรงไปยังห้องน้ำ
ซือเนี่ยนเดินตามเขาเข้าไปในห้องน้ำ สภาพของโจวเยว่เซินตอนนี้ดูอิดโรยและมอมแมมอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่บนเส้นผมก็ยังมีเศษดินแห้งกรังติดอยู่
เขาหยิบเสื้อผ้าสะอาดไปวางพาดไว้บนชั้นวางของที่อยู่ใกล้ๆ เขาไม่ได้ใช้สบู่ซักผ้าก้อนเดียวกับที่เธอใช้ แต่กลับเทผงซักฟอกลงในกะละมังเล็กน้อย ก่อนจะนั่งยองๆ ลงมือขยี้ผ้าด้วยตัวเอง
“พรุ่งนี้คุณต้องไปโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 ใช่ไหม ผมขับรถไปส่งนะ?”
โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 อยู่ห่างจากที่นี่ค่อนข้างไกล หากขี่จักรยานไปก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ซือเนี่ยนจำเป็นต้องไปที่นั่นสัปดาห์ละครั้ง และโจวเยว่เซินก็ยังจดจำตารางของเธอได้
ซือเนี่ยนส่ายหน้า เธอไม่ได้นึกรังเกียจความสกปรกของเขาเลยสักนิด เธอยื่นมือไปช่วยปัดเศษดินบนศีรษะให้เขาเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันนั่งรถเมล์ไปเองสะดวกกว่า”
“แต่คุณน่ะ ถอดแล้วก็โยนเข้าเครื่องซักผ้าไปเลยก็ได้นี่คะ ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังต้องมานั่งซักผ้าเองอีก คุณไม่เหนื่อยเหรอ”
โจวเยว่เซินตอบเสียงเรียบ “ไม่เหนื่อยหรอกครับ เครื่องซักผ้าพวกคุณใช้เถอะ เสื้อผ้าผมมันสกปรกเกินไป มีแต่โคลน”
เสื้อผ้าของซือเนี่ยนและลูกๆ ทั้งสามคนล้วนแต่ซักเปลี่ยนทุกวัน จึงสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ ถ้าหากเขาเอาเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยโคลนของตัวเองโยนลงไปในเครื่องซักผ้า เครื่องคงได้สกปรกไปหมด เผลอๆ อาจจะทำให้เสื้อผ้าของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วย นั่นคงไม่ดีแน่ เขาใช้เวลาซักผ้าเพียงไม่นานก็ลุกขึ้นยืน
ไม้แขวนเสื้ออันเก่าที่อยู่ข้างๆ บิดเบี้ยวจนแทบจะใช้การไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็ยังคงหยิบมันมาใช้อยู่ ซือเนี่ยนยืนมองเขาเงียบๆ ในชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
โจวเยว่เซินเพิ่งจะแขวนเสื้อเสร็จเรียบร้อย มือเรียวข้างหนึ่งก็ยื่นมาจับข้อมือของเขาไว้แน่น โจวเยว่เซินก้มลงมองมือข้างนั้น ผิวของเธอขาวละเอียดและเรียวสวย เขากวาดสายตาขึ้นมองใบหน้าของเธอ
ซือเนี่ยนกำลังขมวดคิ้วมุ่น และจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
“ถ้าคราวหน้าคุณยังทำแบบนี้อีก ฉันก็จะไม่ใช้เครื่องซักผ้าเหมือนกัน”
ไม้แขวนเสื้อที่เธออุตส่าห์ซื้อมา เขาก็ไม่ยอมใช้ ซื้อเครื่องซักผ้ามา เขาก็ไม่แตะ ราวกับกลัวว่าถ้าเขาใช้มันแล้ว เธอจะพาลรังเกียจขึ้นมา
ซือเนี่ยนไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย มันทำให้เธอดูเหมือนเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างและจู้จี้จุกจิก เธอกระชับข้อมือของโจวเยว่เซินให้แน่นขึ้นอีก พลางดึงลงมาเล็กน้อย เธอกดเสียงต่ำ
“ใช้ของฉัน”
โจวเยว่เซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว ซือเนี่ยนก็ขมวดคิ้วมุ่น ทำท่าจะดึงมือกลับ แต่โจวเยว่เซินกลับพลิกมือกลับมาจับกุมมือเธอไว้ บีบกระชับเบาๆ เขาก้มใบหน้าลง ประทับจูบแผ่วเบาบนหน้าผากของเธอ
“อืม... ใช้ของคุณ”
ซือเนี่ยนเงยหน้ามองดวงตาคมกริบที่อยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูกกั้น ความขุ่นข้องหมองใจที่มีอยู่ก็พลันมลายหายไป
เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าเขายังไม่ได้อาบน้ำ หรือเนื้อตัวจะยังมีเศษดินติดอยู่ประปราย เธอโผเข้ากอดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น
“ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกนะคะ มันดูเหนื่อยเกินไป”
เธอเห็นแล้วรู้สึกไม่ดีในใจเลย มันเหมือนกับว่าคุณภาพชีวิตของทุกคนในบ้านกำลังถูกยกระดับให้ดีขึ้น ยกเว้นก็แต่เขาที่ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างที่เขาทำ ดูเหมือนจะเป็นไปเพื่อตามใจเธอเท่านั้น
โจวเยว่เซินกลัวว่าโคลนบนตัวจะทำให้ชุดนอนของเธอเปื้อน จึงไม่ได้กอดเธอแนบชิด ทำได้เพียงใช้มือข้างเดียวโอบรอบเอวบางของเธอไว้หลวมๆ พลางกระซิบเสียงต่ำ “ไม่เหนื่อยหรอกครับ”
ซือเนี่ยนซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา เธอไม่ได้พูดอะไรอีก
โจวเยว่เซินสูงมาก เขาจึงต้องก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เธอสวมกอดได้ถนัด
นานๆ ครั้งที่เธอจะทำตัวติดหนึบออดอ้อนเช่นนี้ มันทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะผลักไสเธอ เขาทำได้เพียงรีบคว้าไม้แขวนเสื้ออีกอันมาแขวนผ้าที่เหลือให้เสร็จ แล้วจึงใช้มือข้างเดียวโอบร่างเธอเดินออกมาจากห้องน้ำ
ซือเนี่ยนยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอของเขาอย่างรู้งาน มือใหญ่ลูบไล้กลุ่มผมนุ่มสลวยของเธอเบาๆ โจวเยว่เซินเอ่ยเสียงทุ้ม
“เนี่ยนเนี่ยน ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ”
ซือเนี่ยนเพิ่งจะได้สติ ขานรับในลำคอ
โจวเยว่เซินลูบแก้มเนียนของเธอเบาๆ ตอนนั้นเองที่เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า ท่าทางของตัวเองเมื่อสักครู่นี้... มันคือการออดอ้อนชัดๆ เธอรู้สึกกระดากอายกับความไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่บ้าง รีบปล่อยมือออกจากคอเขาแล้วตอบรับ “ค่ะ”
โจวเยว่เซินเห็นสีหน้าเหมือนรังเกียจตัวเองเล็กๆ ของเธอก็อดยิ้มขำไม่ได้ เขาใช้เวลาอาบน้ำเพียงครู่เดียว เมื่อกลับออกมาก็เห็นว่าซือเนี่ยนกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนข้อสอบอยู่
โจวเยว่เซินแทบไม่เชื่อสายตาว่าเธอยังคงเขียนมันอยู่ คิ้วเข้มได้รูปของเขาจึงเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาก็นึกสงสัยอยู่ว่าทำไมเธอถึงยังไม่ยอมนอน ที่แท้ก็กำลังเร่งปั่นการบ้านอยู่นี่เอง
“เนี่ยนเนี่ยน ยังเขียนไม่เสร็จอีกเหรอ?” เท่าที่เขาจำได้ พรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดส่งข้อสอบแล้วไม่ใช่หรือ
ซือเนี่ยนส่งเสียงอืมอาในลำคออย่างรู้สึกละอายใจ แต่เธอไม่มีวันยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองเป็นพวกชอบดินพอกหางหมู ไม่ยอมทำการบ้าน จนต้องมาเร่งทำในคืนสุดท้ายก่อนส่ง
อันที่จริง เธอใช้เวลาทำมันมาตลอดทั้งเย็นแล้ว ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะไม่ยาก แต่ปริมาณที่ได้รับมามันเยอะมาก ก็เลยต้องใช้เวลาพอสมควร
โจวเยว่เซินเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ซือเนี่ยนกำลังจดปากกาลงบนกระดาษเรียงความอย่างขะมักเขม้น พอโจวเยว่เซินยื่นหน้าเข้ามา เธอก็รีบยกมือขึ้นบังไว้ด้วยความเขินอาย ไม่ยอมให้เขาอ่าน
มันน่าอายจริงๆ ถึงแม้ว่าในโลกนี้เธอจะอายุแค่ 19 ปี และยังนับว่าเป็นเด็กสาวอยู่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริง วิญญาณของเธอก็คือสาวโสดวัยขึ้นคาน (ที่โสดมานาน) แล้ว ตอนนี้ต้องมานั่งเขียนเรียงความบรรยายความรู้สึกที่อ่อนไหวลึกซึ้งอะไรแบบนี้ แค่คิดเธอก็อายตัวเองจะแย่ เธอจึงไม่อยากให้ชายสูงวัยคนนี้เห็น มันเป็นอะไรที่น่าอายสิ้นดี
โจวเยว่เซินหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะยืดตัวตรง ไม่รบกวนสมาธิของเธอ
ซือเนี่ยนใช้เวลาอีกราวสิบนาทีจึงเขียนเรียงความจนเสร็จ เธอเหนื่อยจนรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งหลังและเอว
แน่นอนว่าอาการปวดร้าวที่เอวนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่เธอนั่งนานจนเกินไป แต่เป็นผลพวงมาจากการที่ถูกผู้ชายคนนี้ใช้งานอย่างหนักหน่วงเมื่อหลายวันก่อนต่างหาก ร่างกายเธอยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่เลย แถมช่วงนี้ยังต้องไปทำงาน ต้องทำข้อสอบ ต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวเรียนอีก เอวของเธอคงจะรับภาระหนักไม่ไหวจริงๆ
โจวเยว่เซินไม่รู้ไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาจากไหน เขากำลังนอนพิงหัวเตียง พลางเปิดอ่านมันไปเรื่อยเปื่อย พอเห็นเธอจัดการธุระเสร็จ เขาก็ขยับพื้นที่บนเตียงให้
ซือเนี่ยนจึงเดินเข้าไปเอนตัวซบลงในอ้อมแขนของเขา สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนั้น มันคือหนังสือที่เธอยืมมาจากห้องสมุด แต่ยังไม่มีเวลาได้อ่านเลย เนื้อหาเกี่ยวกับความรู้ฟิสิกส์ระดับชั้นมัธยมปลาย เธอเลิกคิ้วถาม “คุณอ่านเข้าใจด้วยเหรอ?”
โจวเยว่เซินก้มมองเธอ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อืม”
ซือเนี่ยนเริ่มรู้สึกฉงนใจขึ้นมา แม้ว่าเด็กทั้งสามคนจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของโจวเยว่เซิน แต่พวกเขาก็เป็นลูกของพี่สาวแท้ๆ ของเขา เด็กทั้งสามต่างก็มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ต่อให้ฝ่ายพ่อของเด็กๆ จะเก่งกาจเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายแม่จะไม่มีพันธุกรรมด้านดีๆ ส่งต่อมาให้ลูกเลย
หากว่ากันตามตรรกะนี้ โจวเยว่เซินก็น่าจะเป็นคนฉลาดมากทีเดียว แต่จากสภาพความเป็นอยู่ของเขาก่อนหน้านี้ มันไม่เหมือนคนที่เคยผ่านการศึกษาเล่าเรียนมาเลย แล้วเขาจะอ่านเนื้อหาพวกนี้เข้าใจได้อย่างไร?
โจวเยว่เซินราวกับอ่านความคิดของเธอออก เขาจึงอธิบายว่า “ในกองทัพก็มีโรงเรียนทหารอยู่เหมือนกัน และเพราะเหตุผลบางอย่าง ผมเลยมีโอกาสได้ไปเรียนอยู่ที่นั่นสองสามปี”
ซือเนี่ยนพยักหน้าเข้าใจในที่สุด มิน่าล่ะ ลายมือที่เขาเขียนถึงได้ดูทรงพลังและงดงามขนาดนั้น มันไม่เหมือนลายมือของคนที่ขาดการศึกษาเลย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ซือเนี่ยนจึงถือโอกาสเล่าเรื่องของเหยาเหยาให้เขาฟัง “ฉันกังวลอยู่นิดหน่อยค่ะ คราวก่อนที่เด็กสองคนเป็นข่าว ก็มีนักข่าวตามมาถึงบ้านเราเลย”
โจวเยว่เซินฟังจบก็ขมวดคิ้วตาม เขาไม่ค่อยเห็นด้วยนัก “เหยาเหยาเพิ่งจะ 3 ขวบเอง ยังไม่เห็นต้องรีบ”
ซือเนี่ยนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเหล่าศาสตราจารย์จะเพียงแค่หวังดีและชื่นชมในความสามารถของเด็กๆ แต่เหยาเหยาอายุยังน้อยเกินไปจริงๆ
ขนาดคราวก่อนที่เสี่ยวตงกับเสี่ยวหานตกเป็นข่าว ก็ยังดึงดูดความสนใจจากนักข่าวได้ หากเหยาเหยากลายเป็นที่สนใจขึ้นมาอีกคน คงจะเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเธอยังเด็กขนาดนี้
ซือเนี่ยนพูดต่อ “นักข่าวคนนั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยนะคะ ฉันล่ะแปลกใจจริงๆ ผู้ชายคนนั้นรู้ทั้งรู้ว่าเด็กๆ อยู่ที่นี่ แต่ทำไมเขาถึงไม่มาด้วยตัวเองล่ะ?”
[จบบท]