บทที่ 363: ตัวเลือก
โจวเยว่เซินตวัดสายตาคมกริบมองตามปลายนิ้วเรียวของภรรยาไปทันที ร่างสูงใหญ่หยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ไม่ใช่แค่เขา แต่ผู้หญิงสองคนที่กำลังนั่งลุ้นผลอยู่ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน
หวังเฉี่ยวเหมยถึงกับต้องเอียงคอไปมองหลี่เยี่ยนหงที่นั่งอยู่ข้างๆ แทบจะทันควัน สายตาเต็มไปด้วยความงุนงงสับสนปนไม่อยากเชื่อ ทำไมกลายเป็นคนนี้ไปได้
ไม่ใช่แค่หวังเฉี่ยวเหมยหรอก แม้แต่ตัวหลี่เยี่ยนหงเองก็ยังอึ้งกิมกี่ไปเลย ก็เมื่อกี้เธอดันปากไวไปล่วงเกินซือเนี่ยนเข้าเต็มเปา แถมยังพูดจาขวานผ่าซากไม่รักษาน้ำใจกันอีก เรียกว่าซวยซ้ำซวยซ้อนของแท้
ไหนจะพี่สะใภ้ที่นั่งมาด้วยกันนั่นอีก ก็เป็นคนที่ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานคนเก่าแนะนำมา เส้นสายดีกว่าเห็นๆ
ในใจของเธอได้แต่ปลงตก มันชาชินไปหมดแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจกลับบ้านมือเปล่าไว้เรียบร้อย
แต่ไหงซือเนี่ยนถึงได้เลือกเธอล่ะ
หญิงสาวอ้าปากค้างเล็กน้อย จ้องมองซือเนี่ยนตาไม่กะพริบ สมองยังประมวลผลไม่ทัน
โจวเยว่เซินละสายตาจากหลี่เยี่ยนหง "ยังไงครับ"
เขาถามซือเนี่ยน การที่เธอเลือกหลี่เยี่ยนหง ย่อมต้องมีเหตุผลในใจ โจวเยว่เซินเองก็แปลกใจไม่น้อย เพราะเมื่อครู่ตอนที่หลี่เยี่ยนหงกำลังร่ายยาว เขากลับเห็นซือเนี่ยนมุมปากยกยิ้ม ทั้งที่คำพูดเหล่านั้นมันช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย แต่ในเมื่อภรรยาเขาเลือก เธอย่อมมีเหตุผลที่ดีเสมอ
ซือเนี่ยนใช้ชีวิตร่วมกับชายหนุ่มมานาน ย่อมรู้ทันความคิดของเขา
"ฉันมองว่าเธอเป็นคนมีจุดยืนชัดเจน และรู้จักปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองค่ะ" ซือเนี่ยนอธิบายอย่างใจเย็น "งานขายแบบนี้ต้องเจอลูกค้าสารพัดรูปแบบ คนทำงานเก่งจริงๆเขาไม่จำเป็นต้องยอมก้มหัวให้ใคร หรือฝืนใจทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การทำตัวแบบนั้นมีแต่จะยิ่งทำให้คนอื่นเขาข่มเราได้ง่ายๆ"
"ถ้าเราไม่ยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง พอไปเจอลูกค้าที่จ้องจะเอาเปรียบ มันก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง ฉันมองว่าเรื่องงานน่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของตัวเราเองค่ะ งานค่อยเป็นเรื่องรอง ถ้าบริษัทไหนแม้แต่ความปลอดภัยของพนักงานยังการันตีให้ไม่ได้ บริษัทแบบนั้นก็ไม่เห็นจะน่าอยู่ตรงไหน"
"ที่สำคัญ แม้ว่าเธอจะเคยมีปัญหากับคนอื่น แต่ในสถานการณ์แบบนั้น เธอก็ยังทำงานที่โรงงานเดิมมาได้ตั้งหลายปี นั่นก็แปลว่าเธอต้องมีดีในตัว ไม่ใช่พวกที่เที่ยวหาเรื่องลูกค้าไปวันๆ แน่นอน มันคงต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหู หรือล่วงเกินเธอก่อน จนมันสุดจะทนจริงๆ นั่นแหละ..."
ในยุคนี้ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยยังขาดการให้เกียรติผู้หญิง แต่ซือเนี่ยนกลับมีความคิดที่ต่างออกไป งานน่ะ ถ้ามันไม่ดีก็แค่หาใหม่ แต่การถูกหยามศักดิ์ศรีหรือถูกลวนลาม มันจะกลายเป็นฝันร้ายที่ติดตัวไปจนวันตาย คนที่ใจกล้าอาจจะฮึดสู้กลับไป แต่เธอในอดีตกลับไม่เคยมีความกล้าหาญแบบนั้น
การที่หลี่เยี่ยนหงกล้าที่จะลุกขึ้นมา 'งัดข้อ' กับผู้ชายในยุคสมัยแบบนี้ ซือเนี่ยนนับถือในความใจเด็ดและจุดยืนที่ชัดเจนของเธอมาก
คนแบบนี้จะไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ ยิ่งเราทำตัวอ่อนแอ คนอื่นก็จะยิ่งได้ใจ เหยียบย่ำเราได้ง่ายขึ้น เธอมั่นใจว่าคนอย่างโจวเยว่เซินก็คงไม่อยากเห็นลูกน้องของตัวเองโดนคนอื่นข่มเหงรังแกเหมือนกัน
ถึงแม้ว่าหลี่เยี่ยนหงจะดูเป็นคนพูดจาโผงผางไปบ้าง แต่การที่เธอยืนหยัดทำงานที่เดิมได้นานขนาดนั้นทั้งที่มีเรื่องมีราว ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของเธอได้ดีที่สุดแล้ว
คำอธิบายของซือเนี่ยนทำให้หลี่เยี่ยนหงถึงกับขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนมองทะลุถึงตัวตนและเข้าใจเธอได้ลึกซึ้งขนาดนี้ โดยเฉพาะกับคนที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเธอยังมองเป็นศัตรูคู่แข่งอยู่เลย
หลี่เยี่ยนหงรู้สึกละอายใจจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี "คือ... ฉันเป็นคนอารมณ์ร้อนไปหน่อยค่ะ แต่ฉันก็ไม่ใช่คนไม่รู้ความ ลูกค้าบางคนชอบฉวยโอกาส พูดจาแทะโลม ทั้งที่ก็รู้ทั้งรู้ว่าฉันมีครอบครัวแล้วก็ยังจะมาตอแย ฉันก็เลยไม่จำเป็นต้องญาติดีด้วย"
"คุณพูดถูกเผงเลยค่ะ งานก็ส่วนงาน ตัวเราก็ส่วนตัวเรา ฉันทุ่มเทกับงานเต็มร้อย แต่ถ้ามันล้ำเส้นมาถึงชีวิตส่วนตัวของฉัน ฉันก็ไม่ทนเหมือนกันค่ะ ถึงเราจะเป็นเซลส์ ต้องคอยบริการลูกค้าก็จริง แต่ฉันไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องลดตัวลงไปขายร่างกายหรือศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับงานหรอกค่ะ"
เธอเคยพูดแบบนี้เป๊ะๆ กับหัวหน้าคนเก่า แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำพูดที่ว่า 'แค่โดนจับนิดจับหน่อยจะเป็นอะไรไป เนื้อหนังก็ไม่ได้สึกหรอซะหน่อย สำออยจริง คนสวยกว่าเธอยังไม่เห็นจะเรื่องมากเท่าเธอเลย' คำพูดแบบนั้นมันทำให้หลี่เยี่ยนหงรับไม่ได้อย่างรุนแรง
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เธอเพียงหันไปสบตากับโจวเยว่เซินที่นั่งอยู่เคียงข้าง
ชายหนุ่มหยิบถ้วยชาใบเดิมที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ รินน้ำชาอุ่นๆ เติมลงไปอีกครั้ง ก่อนจะยื่นส่งให้เธอ มือของเขาใหญ่และแข็งแรง นิ้วมือแม้จะเรียวยาวแต่ก็สัมผัสได้ถึงความหยาบกร้านจากการทำงานหนัก ผิวสีเข้มแต่ก็ดูสม่ำเสมอ ข้อนิ้วปูดโปนชัดเจน บ่งบอกถึงพละกำลัง
ซือเนี่ยนหลงใหลมือคู่นี้ของโจวเยว่เซินเสมอ เพราะมันมักจะอุ่นจัดอยู่ตลอดเวลา ยามที่เขากอดเธอไว้ในคืนที่อากาศหนาวเหน็บ มันช่างอบอุ่นจนคลายหนาวได้ทั้งใจ
เธอรับถ้วยชามาจิบแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวในอก ทั้งสองคนใช้ถ้วยชาใบเดียวกันแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว
โจวเยว่เซินละสายตาจากภรรยา หันไปมองผู้สมัครทั้งสองอีกครั้ง เขาไม่ได้พูดอะไรให้มากความ
"งั้นก็ตกลงเป็นคุณ"
หลี่เยี่ยนหงยังคงทำหน้าเหวอ ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นี่มันเหมือนส้มหล่นใส่หัวชัดๆ เธอยังคงมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา อาการตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างท่วมท้น เธอมองซือเนี่ยนด้วยสายตาซาบซึ้งจนแทบอยากจะก้มลงกราบขอบคุณงามๆ
ตรงกันข้ามกับหวังเฉี่ยวเหมยที่ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอยอมรับความจริงตรงหน้าไม่ได้ "ทะ...ทำไมล่ะคะ เมื่อกี้ฉันอุตส่าห์ช่วยพูดแทนคุณแท้ๆ แต่เยี่ยนหงพูดจาแย่ๆ กับคุณขนาดนั้น คุณกลับเลือกเธอเนี่ยนะ"
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการที่เธอออกตัวปกป้องซือเนี่ยนจะไม่มีความหมายอะไรเลย แต่คนทัศนคติแย่ๆ ที่พูดจาถากถางกลับเป็นฝ่ายคว้างานนี้ไป หวังเฉี่ยวเหมยหัวเสียจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
ซือเนี่ยนมองเธอนิ่งๆ รับรู้ได้ถึงความไม่อยากเชื่อและไม่ยินยอมในแววตานั้น จึงหยุดไปชั่วครู่
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "นี่มันไม่เกี่ยวกับว่าเธอปฏิบัติกับฉันยังไงค่ะ เรากำลังหาคนมาทำงานขาย เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมันคนละเรื่องกัน"
"การที่คุณช่วยพูดแทนฉันมันก็เรื่องหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะต้องเลือกคุณ"
"คุณยังไม่รู้ตัวอีกเหรอคะว่าปัญหาใหญ่ของคุณคืออะไร เวลาที่โดนผู้ชายพูดจาดูถูกเหยียดหยาม สิ่งแรกที่คุณทำคืออับอายและเริ่มโทษตัวเอง คุณไม่เคยคิดว่าคนที่พูดจาแย่ๆ เหล่านั้นน่ะผิด แต่คุณกลับมานั่งหาข้อบกพร่องที่ตัวเองแทน ในขณะที่หลี่เยี่ยนหงตรงกันข้าม"
"ด้วยทัศนคติของคุณ ฉันเลยคิดว่าคุณไม่เหมาะกับงานขายเท่าไหร่ค่ะ"
หวังเฉี่ยวเหมยส่ายหน้าพรืด ไม่ยอมรับ "แต่ที่พวกเขาพูดมันก็มีมูลความจริงนี่คะ ในวงการนี้ คนที่ยอมทำตัวแบบนั้นมันก็มีอยู่ถมไป"
ซือเนี่ยนถึงกับนิ่ง พูดอะไรไม่ออก ในเมื่อเจ้าตัวเองยังยอมรับและดูถูกตัวเองแบบนี้ แล้วเธอจะไปต่อล้อต่อเถียงอะไรได้อีก
หวังเฉี่ยวเหมยเห็นซือเนี่ยนเงียบ ก็ยิ่งลำพองใจ คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก "ความคิดของคุณกับเยี่ยนหงน่ะมันใช้ไม่ได้หรอก อารมณ์ร้อน นิสัยแข็งกระด้างแบบพวกคุณน่ะ มีแต่จะสร้างศัตรู เยี่ยนหงก็โดนไล่ออกเพราะแบบนี้ไม่ใช่หรือไง"
"พวกเราทำงานบริการนะคะ การต้องยอมๆ ไปบ้างมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ขอแค่ปิดจ็อบได้ ทำประโยชน์ให้บริษัทได้ เรื่องแค่นี้มันก็คุ้มค่าแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น... โอ้โห ไม่นึกเลยว่าไอ้การล้างสมองด้วยตรรกะวิบัติ (PUA) อะไรทำนองนี้ มันจะมีมาตั้งแต่ยุค 70 กันเลยหรือนี่
หวังเฉี่ยวเหมยพูดจบก็ตัดสินใจเมินซือเนี่ยนไปเลย เพราะเรื่องนี้เป็นชนวนที่ทำให้เธอเขม่นกับหลี่เยี่ยนหงมาตลอด และในเมื่อซือเนี่ยนเลือกเข้าข้างหลี่เยี่ยนหง เธอก็เหมารวมไปเลยว่าสองคนนี้ก็พวกเดียวกัน
เป็นพวกที่ไม่เคยมีความคิดที่จะอุทิศตนเพื่อส่วนรวมเลยสักนิด คนแบบนี้บริษัทจะจ้างไว้ได้ยังไง
หวังเฉี่ยวเหมยหันไปหาโจวเยว่เซิน พยายามเกลี้ยกล่อมเป็นครั้งสุดท้าย "คุณโจวคะ ฉันรู้ว่าพูดแบบนี้อาจจะไม่ดีต่อตัวเยี่ยนหง แต่เธอน่ะมีปัญหากับคนอื่นง่ายจริงๆ นะคะ โอกาสงานดีๆ แบบนี้ ถ้าปล่อยให้เธอทำพังเพราะอารมณ์ชั่ววูบ มันน่าเสียดายแย่เลย"
"เยี่ยนหง ฉันไม่ได้กีดกันเธอนะ ไม่ได้คิดจะแย่งงานนี้ด้วย แต่เพราะนิสัยเธอมันเป็นแบบนี้จริงๆ ไม่อย่างนั้นเธอจะโดนไล่ออกมาได้ยังไง"
หลี่เยี่ยนหงที่กำลังยิ้มหน้าบาน พอได้ยินคำพูดเหน็บแนมนั้นเข้า สีหน้าก็พลันบึ้งตึงลงทันควัน
"ใช่ พี่สะใภ้ พูดถูกเป๊ะเลย ฉันโดนปลดออก" หลี่เยี่ยนหงสวนกลับทันควัน "แต่พี่ก็พูดความจริงไม่หมดนี่นา ปีนี้โรงงานเรามันย่ำแย่ คนก็ต้องลด พวกเราสองคนอายุเยอะแล้ว ยังไงก็ต้องมีคนหนึ่งออกอยู่แล้ว เป็นแม่ต่างหากที่มากล่อมฉัน บอกว่าพี่กับพี่ใหญ่ลูกก็เยอะ ภาระก็แยะ กลัวว่าถ้าตกงานขึ้นมาจะพากันอดตาย ฉันสงสารพวกพี่หรอกนะ ถึงได้ยอมเป็นฝ่ายเดินออกมาเอง ไม่อย่างนั้นพี่คิดว่าตัวเองจะได้นั่งทำงานสบายใจเฉิบอยู่จนถึงตอนนี้เหรอ"
[จบบท]