บทที่ 370: เด็กข้างบ้าน
อีกอย่างที่ทำให้ซือเนี่ยนเบาใจคือ ลูกคนรองดูเหมือนจะชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก สุขภาพร่างกายเลยแข็งแรงกว่าเด็กวัยเดียวกัน ลองนับดูสิ นี่ก็ผ่านมานานแค่ไหนแล้ว เจ้าตัวเล็กนี่นอกจากจะป่วยเรื่องฟันผุจนต้องไปหาหมอครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นต่อให้มีอาการเป็นหวัดครั่นเนื้อครั่นตัว ก็แค่วันเดียว วันรุ่งขึ้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง วิ่งเล่นได้เหมือนเดิม
ต้องยอมรับเลยจริงๆ ว่าพละกำลังและภูมิต้านทานของเด็กชนบทนี่มันแข็งแกร่งสุดยอดจริงๆ
ซือเนี่ยนหันไปมองลูกชายคนโตที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
โจวเจ๋อตงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แค่ดูมีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้นมาบ้างนิดหน่อย แต่ส่วนสูงกลับไม่พุ่งพรวดชัดเจนเหมือนน้องชาย ยังไงก็ยังดูผอมบางอยู่ดี
เธอเริ่มกังวลนิดหน่อย หรือว่าเด็กคนนี้จะขาดสารอาหารอะไรไปหรือเปล่า
อย่างเช่น... ขาดแคลเซียม หรืออาจจะขาดธาตุเหล็กจนเป็นโรคโลหิตจาง อะไรทำนองนั้น อาการแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้จากสาเหตุพวกนี้ทั้งนั้น
ดูท่าว่าคงต้องหาเวลาว่างพาเขาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลให้ละเอียดสักหน่อย ไม่อย่างนั้น ถ้าเกิดชาตินี้เขาเติบโตไปแล้วหยุดสูงแค่ 170 กว่าๆ เด็กที่แบกรับความคาดหวังไว้เยอะอย่างเขาคงต้องเสียใจมากแน่ๆ
ซือเนี่ยนเองก็อยากให้ลูกๆ ทุกคนสูงถึง 188 เซนติเมตร นั่นมันส่วนสูงในอุดมคติเลย เวลาเธอควงหนุ่มหล่อร่างสูงสามคนออกไปข้างนอก คงจะรู้สึกภูมิใจน่าดู
เธอยืนพลิกเนื้อย่างบนเตาไปพลาง วาดฝันถึงอนาคตของลูกๆ ไปพลาง
“คุณแม่ครับ! คุณแม่! เมื่อกี้นะ ผมกับเสี่ยวเจี่ยงถือบาร์บีคิวเดินไปแถวที่พักคนงาน พวกเสี่ยวจูเห็นพวกเรากินบาร์บีคิวด้วยล่ะ โห น้ำลายไหลยืดเลย แต่ผมไม่สงสารพวกเขาหรอกนะ ไม่สักนิดเลย!”
โจวเจ๋อหานวิ่งกลับมายืนอยู่ข้างๆ ซือเนี่ยน ปากก็เจื้อยแจ้วไม่หยุด มือก็พยายามจะช่วยหยิบนั่นหยิบนี่
ซือเนี่ยนอดยิ้มไม่ได้ ให้ตายสิ เด็กคนนี้ยังเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่หาย คราวก่อนตอนงานวันเกิด กลุ่มของเสี่ยวจูดันพากันมาป่วนงาน แม้เจ้าตัวเล็กจะไม่ได้โวยวายอะไรตอนนั้น แต่ในใจกลับจำฝังแน่น
เขาอุตส่าห์นับเด็กพวกนั้นเป็นเพื่อนแท้ๆ คอยดีใจแทนเวลาพวกเขามีเรื่องดีๆ คอยเสียใจแทนเวลาพวกเขามีเรื่องแย่ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร กลับมาทำลายงานวันเกิดเขาซะงั้น ลูกคนรองของเธอเป็นพวกตรงไปตรงมา เกลียดความชั่วเข้าไส้เลยทีเดียว
“เหรอจ๊ะ” ซือเนี่ยนแกล้งถาม “แล้วลูกคิดว่าใครน่าสงสารที่สุดล่ะ”
ลูกคนรองเอียงคอคิดอยู่แวบหนึ่ง “อืม... ผมคิดว่าฟางป๋อเหวินน่าสงสารที่สุดครับ ทุกวันที่ผมนั่งเล่นอยู่ในห้องหนังสือนะ ผมจะเห็นเขาเขียนการบ้านตลอดเลย กลางวันก็เขียน พอกลับจากโรงเรียนก็เขียน ตอนค่ำก็เขียน ยังไม่พอนะ วันหยุดก็ยังต้องเขียนอีก...”
เขาพูดไปพลาง ทำท่าขนลุกขนพองไปพลาง
“น่ากลัวเกินไปแล้ว! เมื่อก่อนผมคิดว่าพี่ชายที่เอาแต่เรียนหนังสือทุกวันก็น่ากลัวมากพอแล้วนะ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าฟางป๋อเหวินจะน่ากลัวยิ่งกว่าพี่ชายอีก!”
“แถมแม่ของเขาก็ทำอาหารอร่อยๆ ไม่เป็นด้วย เมื่อเช้าผมเจอเขา เห็นเขากินแต่ขนมปังแห้งๆ แข็งๆ โห... ดูยังไงก็ไม่อร่อยเลยสักนิด”
“ไม่เหมือนผมเลยสักนิด ผมมีอาหารเช้าอร่อยๆ สารพัดอย่างสลับสับเปลี่ยนให้กินทุกวัน”
พอได้เปรียบเทียบแบบนี้ โจวเจ๋อหานก็พลันรู้สึกว่า ถึงตัวเองจะดูโง่ๆ ไปบ้าง ไม่ได้ฉลาดหลักแหลมเหมือนฟางป๋อเหวิน แต่เขากลับมีความสุขมากกว่าฟางป๋อเหวินตั้งเยอะแยะ
คิดมาถึงตรงนี้ เจ้าตัวเล็กก็เผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นสุข
พอได้ยินชื่อฟางป๋อเหวิน ซือเนี่ยนก็ชะงักไปเล็กน้อย
มันก็จริงอย่างที่ลูกชายว่า ถึงเธอจะไม่ค่อยได้เจอหน้าฟางป๋อเหวินบ่อยนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นจะไม่มีเวลาสำหรับวิ่งเล่นสนุกสนานเหมือนเด็กคนอื่นเลย เธอยังเคยเห็นมีครูสอนพิเศษมาที่บ้านทุกวันไม่เว้นวันหยุด พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ฟางฮุ่ยก็ยังลากลูกชายออกไปเรียนพิเศษข้างนอกอีก
ชีวิตประจำวันของเด็กคนนั้นแทบไม่ออกไปไหนเลย โดยพื้นฐานแล้วก็คือขลุกอยู่กับการอ่านหนังสือและทำการบ้าน
ชีวิตแบบนั้น แค่คิดตามก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกแล้ว
ยังไม่ทันขาดคำดี ลูกคนรองก็รายงานต่อ “อ้อ! เมื่อกี้ผมเห็นเขาแอบด้อมๆ มองๆ อยู่ตรงประตูบ้านเราด้วยล่ะ ฟางป๋อเหวินต้องอยากกินบาร์บีคิวแน่ๆ เลย เนื้อย่างของคุณแม่อร่อยเหาะขนาดนี้ ไม่มีทางที่ใครจะไม่ชอบหรอกครับ แต่ผมอุตส่าห์จะแบ่งให้เขา เขาก็ไม่เอา เขาโง่จริงๆ เลย ของกินอร่อยๆ เอาไปให้ถึงที่ยังไม่ยอมกินอีก”
ซือเนี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง
เธอเคยเจอเด็กคนนั้นอยู่หลายครั้ง ถอดแบบมาจากฟางฮุ่ยไม่มีผิด เป็นพวกหยิ่งในศักดิ์ศรีและไว้ตัวจัด
นึกไม่ถึงว่าจะแอบมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
แต่ก็นั่นแหละ ถึงยังไงก็ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ต่อหน้าคนอื่นอาจจะพยายามรักษาภาพลักษณ์ ทำเป็นไม่สนใจ แต่ในใจลึกๆ ก็คงอยากกินเหมือนเด็กคนอื่นๆ นั่นแหละ
แต่... ช่างเถอะ มันจะไปเกี่ยวกับอะไรกับเธอล่ะ
ซือเนี่ยนส่ายหัวเบาๆ พยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป อย่างไรเสียฟางฮุ่ยก็คงไม่ปล่อยให้ลูกชายแท้ๆ ของตัวเองต้องอดๆ อยากๆ หรอก
***
ฟู่เชียนเชียนปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันจะเข้าซอย ก็ได้ยินเสียงเหล่าคุณป้าที่จับกลุ่มนั่งคุยกันอยู่ใต้ต้นไหวขนาดใหญ่ประจำบ้านพักทหาร กำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของบ้านตระกูลซือกันอย่างเมามัน
ในย่านบ้านพักทหารแห่งนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องผัวเมียหย่าร้างกันเท่าไหร่นัก ปกติชีวิตก็ราบเรียบ ไม่มีเรื่องซุบซิบนินทาอะไรให้ตื่นเต้น
แต่คราวนี้จู่ๆ ก็มีคนดังจะหย่ากัน แถมยังเป็นคู่ของบ้านตระกูลซือที่มักจะมีประเด็นถกเถียงให้พูดถึงอยู่เสมอ เรื่องนี้เลยกลายเป็นหัวข้อสนทนาสุดฮอตหลังมื้ออาหารไปโดยปริยาย
ตอนแรกก็แค่ถกกันว่าทำไมคนสองคนถึงตัดสินใจจะหย่ากัน แต่พอมีข่าวว่าหลินซือซือออกจากคุกแล้ว หัวข้อสนทนาก็เลยย้ายไปโฟกัสที่ตัวหลินซือซือแทน
แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่หัวข้อกลับวกมาตกอยู่ที่ซือเนี่ยนจนได้
“อะไรนะ ป่วยหนักขนาดนั้นเลยเหรอ นี่ยังไม่ออกจากโรงพยาบาลอีกเหรอเนี่ย”
“ฉันได้ยินมาว่าเครียดจัดจนไส้ติ่งอักเสบ ต้องผ่าตัดด่วนเลย สองวันก่อนหลินซือซือยังแวะมาขอยืมเงินฉันอยู่เลยนะ เธอบอกว่าจะรีบหางานทำแล้วจะเอาเงินมาใช้คืนให้”
“เฮ้อ... พูดแล้วก็น่าสงสารนะ เพิ่งออกจากคุกมาแท้ๆ ก็ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก หลินซือซือกลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน ก็ยังไม่ทันจะได้อยู่อย่างสุขสบายอะไรกับเขาเลย”
“นั่นสิ มันลำบากถึงขนาดต้องตระเวนยืมเงินกันเลยเหรอ ลูกสาวบุญธรรมของเธอ ซือเนี่ยน ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วไม่ใช่หรือไง ฉันได้ยินมาหมดแล้วนะ ว่าตอนนี้ชีไปเป็นครูสอนภาษาต่างประเทศอยู่ที่โรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศนู่น ส่วนสามีก็รวยจัด ซื้อวิลล่าหลังใหญ่เบ้อเริ่มแถวถนนเหล่าตงเจีย แค่เงินค่ารักษาพยาบาลแม่ตัวเองแค่นี้ก็ไม่ยอมออกให้เหรอ มันจะอกตัญญูเกินไปแล้ว!”
“โอ๊ย อย่าพูดถึงเลย ตอนนี้หยิ่งยโสจะตายอยู่แล้ว พอมีเงินมีทองเข้าหน่อยก็เชิดหน้าดูถูกคนอื่นไปทั่ว ฉันได้ยินมาว่าอีตอนที่หลินซือซือติดคุกน่ะ เดิมทีเรื่องนั้นมันยอมความกันได้แท้ๆ แค่คืนเงินก็จบ นึกไม่ถึงว่ายัยซือเนี่ยนนั่นจะไม่ยอมจบเรื่อง ยังไงก็จะดึงดันส่งหลินซือซือเข้าคุกให้ได้ คราวนี้ที่สองสามีภรรยาคู่นั้นเขาหย่ากัน เบื้องหลังต้องมียัยนี่คอยยุแยงเป่าหูอยู่แน่ๆ เด็กอะไรใจคอโหดเหี้ยมจริงๆ”
พอเห็นว่าเรื่องราวมันยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปไกล ฟู่เชียนเชียนก็ทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป เธอจอดจักรยานดังเอี๊ยด หน้าคล้ำลงทันที ก่อนจะเถียงกลับไปเสียงดัง
“พูดบ้าอะไรกัน! ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ฉันเห็นมากับตาตัวเองว่าที่ลุงซือหย่าก็เพราะว่าป้าซือไม่มีคุณธรรม ไปเข้าข้างพวกค้ามนุษย์จนโดนคนเขารายงานต่างหาก ลุงซือถึงได้ตัดสินใจหย่ากับเธอ!”
“แล้วอีกอย่างนะ ฉันยังเห็นลุงซือพาผู้หญิงคนอื่นกลับเข้าบ้านแล้วด้วยซ้ำ นั่นแหละที่ทำให้ป้าซือโกรธจนป่วยล้มลงไป มันจะไปเกี่ยวอะไรกับซือเนี่ยนได้ยังไงล่ะ!”
“หลินซือซือน่ะเป็นคนขโมยเงินคนอื่นด้วยตัวเองแท้ๆ พวกคุณยังจะไปเข้าข้างเธออีกเหรอ ระวังให้ดีเถอะ วันหลังเธออาจจะมาขโมยเงินของพวกคุณเข้าบ้างก็ได้!”
พูดจบ เธอก็ส่งเสียง "ชิ" อย่างรังเกียจ ไม่แม้แต่จะชายตามองสีหน้าอับอายขายหน้าของคนกลุ่มนั้น แล้วก็ปั่นจักรยานจากไปทันที
กลุ่มคุณป้าที่เหลือนั่งหน้าเจื่อน ต่างมีสีหน้าทั้งเขียวทั้งขาว สลับกันไปมา รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างที่สุด
น่าจะมีบางคนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ ร้องออกมาอย่างตกใจ “หา! ผู้กองซือพาผู้หญิงเข้าบ้านจริงๆ เหรอ แต่นี่... หลินซือซือไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าเป็นเพราะซือเนี่ยนไปพูดอะไรยุยงผู้กองซือ สองสามีภรรยาถึงได้ทะเลาะกันบ้านแตกจนจะหย่ากัน”
“เออ พูดถึงเรื่องนี้ ฉันก็นึกขึ้นมาได้พอดีเลย ครั้งก่อนนู้นฉันบังเอิญเดินผ่านหน้าบ้านผู้กองซือ ก็แอบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาซักผ้าให้เขาอยู่ที่หน้าประตูบ้าน แต่ตอนนั้นฉันได้ยินมาแว่วๆ นะว่าเป็นพี่สาวของแม่บ้านที่บ้านนั้น เห็นว่าแม่บ้านตัวจริงป่วย พี่สาวก็เลยมาทำงานแทนชั่วคราว...”
“ไม่จริงน่า! ผู้กองซือเนี่ยนะจะไปชอบพี่สาวแม่บ้าน ต่อให้จางชุ่ยเหมยจะไม่ไหวแค่ไหน ก็ไม่น่าจะลดตัวไปคว้าแม่บ้านมาทำเมียนะ”
“อ้าว แม่บ้านคนนั้น ไม่ใช่เพื่อนสนิทของหลินซือซือหรอกเหรอ ฉันได้ยินมาว่าหลินซือซือเห็นเพื่อนน่าสงสาร ก็เลยรับมาอยู่ที่บ้านด้วย ในย่านบ้านพักทหารของเราเนี่ย มีบ้านไหนเขามีปัญญาจ้างแม่บ้านกันบ้างล่ะ ตอนนั้นฉันยังจำได้แม่นเลยว่าบ้านผู้กองซือใช้เงินฟุ่มเฟือยหรูหราขนาดไหน”
“ฉันก็จำได้! แม่บ้านคนนั้นชอบทำของกินอร่อยๆ ไปส่งให้บ้านตระกูลฟู่บ่อยๆ หน้าตาก็สะสวยใช่ย่อยเลยนะ ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ยังตามไปถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยนี่ ช่วงเวลาที่ไปกันนั่นแหละ ก็เป็นพี่สาวของเธอคนนี้แหละที่แวะเวียนมาคอยดูแลผู้กองซือ...”
“เฮ้ย... ชายหญิงอยู่กันตามลำพังในบ้าน... ถ้ามันไม่มีอะไรในกอไผ่เกิดขึ้นจริงๆ ผู้กองซือจะรีบร้อนขอหย่าขาดกับเมียตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ”
ทุกคนที่นั่งอยู่ในวงพูดมาถึงตรงนี้ ก็พร้อมใจกันสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย
แววตาของแต่ละคนต่างเต็มไปด้วยความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้
…
ปัจจุบันนี้ ซือเนี่ยนรับหน้าที่สอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ในชั้นเรียนหัวกะทิ ซึ่งเป็นโชคดีที่ลูกชายคนโตของเธอก็เรียนอยู่ในชั้นเรียนนี้ด้วย
พอถึงช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน เธอกับลูกก็สามารถกลับบ้านพร้อมกันได้เลย สะดวกสบายมาก
แต่วันนี้ซือเนี่ยนยังไม่คิดจะกลับบ้านทันที เธอตั้งใจว่าจะพาลูกชายคนโตไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสักหน่อย อยากรู้ให้แน่ชัดว่าสุขภาพของเขาแข็งแรงดีทุกอย่างหรือเปล่า
โจวเจ๋อตงเคยไปโรงพยาบาลแค่ครั้งเดียวในชีวิต นั่นคือตอนที่ซือเนี่ยนโดนย่าหลิวผลักจนล้มหัวฟาดพื้น
พอมาคราวนี้ ได้ยินแม่บอกว่าจะพาไปตรวจร่างกาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย หรือว่าร่างกายของเขามีปัญหาอะไรร้ายแรงหรือเปล่านะ ไม่อย่างนั้นทำไมอยู่ดีๆ แม่ถึงต้องพาเขาไปตรวจร่างกายด้วย
เด็กชายคิดวนเวียนอยู่ในหัวอย่างกระวนกระวายใจ
ทั้งสองคนแม่ลูกจูงมือโจวซีเหยา ยืนรอโจวเจ๋อหานอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน วันนี้เจ้าเด็กนั่นดันถึงเวรทำความสะอาดห้องเรียน คนอื่นๆ เขาทยอยกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ออกมาสักที
ซือเนี่ยนมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ บริเวณ ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นว่ายังมีร่างเล็กๆ อีกร่างหนึ่งที่ยังไม่กลับบ้านเหมือนกัน
เธอมองไป... นั่นคือฟางป๋อเหวิน
สีหน้าของฟางป๋อเหวินในวันนี้ดูไม่ค่อยดีนัก ออกจะซีดเซียวนิดหน่อยด้วยซ้ำ
วันนี้ฟางฮุ่ยน่าจะมีธุระด่วนอะไรสักอย่าง ถึงได้ยังไม่มารับลูกชายป่านนี้
ดูเหมือนฟางป๋อเหวินจะสังเกตเห็นแล้วว่าแม่ยังไม่มา เขาก็เม้มปากแน่น เขามองมาทางพวกเธอสามคนแม่ลูกแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจสะพายกระเป๋าหนังสือแล้วเดินกลับบ้านไปเองคนเดียว
ซือเนี่ยนขมวดคิ้ว เธอเพิ่งจะละสายตาจากเด็กคนนั้นได้เพียงเสี้ยววินาที...
เสียงดัง ตุ้บ ก็ดังขึ้น
พอมองกลับไปอีกที ฟางป๋อเหวินก็ล้มลงไปกองแน่นิ่งอยู่กับพื้นแล้ว—
[จบบท]