บทที่ 371: อาหารเป็นพิษ
ที่โรงพยาบาล
“นี่พวกคุณเป็นพ่อแม่ประสาอะไรกัน ปล่อยให้เด็กอาหารเป็นพิษหนักขนาดนี้เพิ่งจะพามาส่งโรงพยาบาลเนี่ยนะ รู้ไหมว่ามันอันตรายมาก!”
คุณหมอเพิ่งเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ก็พ่นไฟใส่ซือเนี่ยนที่ยืนรออยู่หน้าห้องทันที
ซือเนี่ยนรับคำตำหนินั้นอย่างใจเย็น “ฉันไม่ใช่ผู้ปกครองของเด็กคนนี้ค่ะ พอดีฉันเป็นครูของเขา”
คุณหมอที่กำลังเตรียมจะเทศนาต่อถึงกับชะงัก “เอ่อ... งั้นเหรอครับ ขอโทษที อ้าว แล้วผู้ปกครองของเด็กล่ะครับ”
“ฉันให้ทางโรงเรียนติดต่อผู้ปกครองของเด็กแล้วค่ะ คุณหมอวางใจได้เลย เดี๋ยวถ้าแม่ของเด็กมาถึงเมื่อไหร่ คุณหมอไม่ต้องเกรงใจนะคะ จัดการตำหนิให้เต็มที่ได้เลยค่ะ”
คุณหมอถึงกับไปไม่เป็น “...”
ดูพูดเข้าสิ คุณเล่นพูดแบบนี้ แล้วผมจะไปพูดอะไรต่อได้อีกล่ะ
“คุณแม่ครับ... อาหารเป็นพิษมันคืออะไรเหรอครับ มันจะไม่เหมือนกับ... กับที่ผมเคยเป็น... ใช่ไหมครับ” โจวเจ๋อหานที่ยืนกุมมือแม่อยู่ พอได้ยินคำว่าอาหารเป็นพิษ หัวใจดวงเล็กก็หล่นวูบ เขารีบเงยหน้ามองซือเนี่ยนด้วยแววตาตื่นกลัว
ซือเนี่ยนเห็นลูกชายแสดงท่าทีหวาดกลัวแบบนั้น เธอถึงนึกขึ้นได้... ใช่สิ ลูกชายของเธอเคยมีอดีตที่เลวร้าย
ตอนที่เด็กๆ ยังเล็กมาก พวกเขาเคยถูกภรรยาคนเก่าของโจวเยว่เซินที่สติไม่สมประกอบวางยาพิษ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน
คำว่า 'พิษ' คงเป็นแผลในใจของเด็กคนนี้
เธอรีบก้มลงปลอบลูกชาย “ไม่เหมือนกันหรอกจ้ะ ไม่เหมือนกันทั้งหมด อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่เรากินอาหารที่มันเก่า มันบูด หรืออาหารที่ไม่สะอาดเข้าไปน่ะ”
สายตาของโจวเจ๋อหานเหลือบไปมองฟางป๋อเหวินที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้อง “แล้วทำไมเขาถึงกินอาหารที่เสียเข้าไปล่ะครับ”
ซือเนี่ยนส่ายหน้าเบาๆ “นั่นสิ แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ”
เท่าที่เธอสังเกต แม้ว่าฟางฮุ่ยจะเข้มงวดกับลูกชายคนนี้มาก แต่ก็ดูรักและทุ่มเทให้ทุกอย่าง ไม่น่าจะปล่อยปละละเลยเรื่องอาหารการกิน
แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเกิดอาหารเป็นพิษขึ้นมาได้
ซือเนี่ยนกำลังจะอ้าปากถามรายละเอียดจากคุณหมอเพิ่มเติม แต่จู่ๆ ก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มใหญ่หน้าตาตื่น วิ่งอุ้มลูกหลานโกลาหลกันเข้ามา
เด็กๆ ที่มาใหม่มีอาการแทบไม่ต่างกันเลย คือทั้งอาเจียนอย่างรุนแรงและท้องเสียอย่างหนัก บางคนถึงกับใบหน้าซีดจนออกเขียวคล้ำ
คุณหมอเห็นสภาพเด็กๆ ที่ถูกพามาเพิ่มอีกหลายคน สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที “อาการแบบนี้มันอาหารเป็นพิษชัดๆ! วันนี้มันเป็นวันอะไรกัน ทำไมถึงมีเด็กโดนอาหารเป็นพิษเยอะแยะขนาดนี้ พวกนี้ไปกินอะไรกันมาอีก!”
“ฮืออ... คุณหมอคะ ช่วยลูกของพวกเราด้วยเถอะค่ะ พวกเขาแค่กินเนื้อหมูไปไม่กี่ชิ้นเอง อยู่ๆ ก็เป็นแบบนี้เลย ฮือๆๆ...”
“อะไรนะ! เนื้อหมูเหรอ เร็วเข้า รีบส่งเด็กๆ เข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้!”
ซือเนี่ยนรีบดึงลูกชายทั้งสองคนหลบไปด้านข้าง เปิดทางให้ทีมแพทย์และพยาบาลพากลุ่มเด็กๆ เข้าไปยังห้องฉุกเฉิน
โจวเจ๋อหานแค่เหลือบมองตามไปแวบเดียว ก็เบิกตากว้าง เขาดึงชายเสื้อซือเนี่ยน “คุณแม่ครับ! นั่นพวกต้าจ้วงกับเสี่ยวจูนี่ครับ!”
เมื่อครู่ซือเนี่ยนมัวแต่ตกใจเลยมองไม่ชัด พอลูกชายทักขึ้นมา เธอถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า เด็กกลุ่มที่เพิ่งมาถึง... อ้าว นี่มันเด็กกลุ่มเดียวกับที่ชอบวิ่งเล่นด้วยกันในที่พักคนงานไม่ใช่หรือ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มแม่ๆ ที่มาใหม่ก็สังเกตเห็นเธอเช่นกัน ทันทีที่เห็นหน้าซือเนี่ยน สายตาอาฆาตแค้นก็พุ่งตรงมาที่เธอเป็นจุดเดียว
“ไอ้พวกคนขายหมูใจยักษ์ใจมาร! กล้าดียังไงเอาเนื้อหมูที่เป็นโรคอหิวาต์สุกรมาขายให้พวกเรา! ซือเนี่ยน! นี่มันเป็นฝีมือของสามีเธอใช่ไหมที่ทำเรื่องชั่วๆ แบบนี้ ขอให้พวกเธอไม่ได้ตายดี!”
“เมื่อวานนี้ ลูกชายของเธอยังเอาเนื้อมาย่างอวดลูกชายฉันอยู่เลย พอลูกฉันกลับบ้านไปก็ร้องไห้งอแงจะกินเนื้อให้ได้ ทั้งหมดมันเป็นเพราะพวกเธอ!”
“เธอต้องรับผิดชอบ เอาลูกชายฉันคืนมานะ!”
ซือเนี่ยนได้ยินคำกล่าวหาที่สาดเสียเทเสียมา สีหน้าก็เย็นชาลงทันที เธอกำลังจะอ้าปากโต้ตอบ แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟางฮุ่ยวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพอดี
ฟางฮุ่ยมาถึงก็ได้ยินเสียงด่าทอโวยวายของกลุ่มแม่ๆ ของต้าจ้วงพอดี เธอหน้าเครียดขึ้นมาทันที “มิน่าล่ะ! ฉันว่าแล้วว่าทำไมลูกชายฉันถึงอยู่ดีๆ ก็อาหารเป็นพิษ! ต้องเป็นเพราะเมื่อวานนี้พวกเธอแอบเอาเนื้อให้เขากินใช่ไหมล่ะ!”
เมื่อสักครู่ตอนที่เธอได้รับโทรศัพท์จากทางโรงเรียนว่าลูกชายอาหารเป็นพิษจนหมดสติ ฟางฮุ่ยแทบจะล้มทั้งยืน
ลูกชายเธอแข็งแรงดีมาตลอด จะอาหารเป็นพิษได้ยังไง เธอนึกย้อนไปถึงเมื่อวานตอนบ่าย ที่บ้านตระกูลโจวจัดงานเลี้ยงบาร์บีคิวกันในลานบ้าน กลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั่ว หอมจนลูกชายเธอกินข้าวเย็นแทบไม่ลง หลังจากนั้นเธอก็ขอตัวเข้าไปทำงานในห้องหนังสือ พอออกมาอีกที ก็เห็นลูกชายมีท่าทีล่อกแล่ก เพิ่งกลับมาจากข้างนอก ตอนนั้นเธอยังไม่ได้คิดอะไร
แต่พอมาเห็นภาพตอนนี้... มันต้องใช่แน่ๆ ต้องเป็นตอนที่เธอเผลอ ปล่อยให้เขาไปกินของสกปรกอะไรพวกนั้นเข้ามา!
สีหน้าของฟางฮุ่ยบูดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด
คำพูดของฟางฮุ่ยยิ่งตอกย้ำให้กลุ่มแม่ๆ คนอื่น หันมาจ้องซือเนี่ยนเขม็งด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ
โจวเจ๋อหานได้ยินฟางฮุ่ยโทษคุณแม่ของเขา เขาก็ทนไม่ไหว รีบเถียงแทน “ไม่จริงนะครับ! พวกเราไม่ได้ให้เขากิน! ผมยื่นให้เขาแล้ว แต่ป๋อเหวินเขาไม่เอาเอง! เนื้อของบ้านเราเป็นเนื้อดี สะอาดด้วย!”
ฟางฮุ่ยจ้องเด็กชายตาเขม็ง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ “ไม่เชื่อหรอก! ใครจะไปรู้ว่าพวกเธอแอบยัดเยียดให้เขากินหรือเปล่า!”
ซือเนี่ยนวางมือบนไหล่ลูกชายที่กำลังโมโหจนตัวสั่น ให้เขาสงบลง แล้วหันไปเผชิญหน้ากับฟางฮุ่ยช้าๆ “คุณฟางฮุ่ย คุณจำได้ไหมว่าทำไมเมื่อวานนี้ ตอนที่คุณถือเงินสดมาขอซื้อเนื้อจากฉัน... แต่ฉันถึงไม่ยอมขายให้คุณ”
ฟางฮุ่ยขมวดคิ้วแน่น “คุณจะพูดอะไร”
ซือเนี่ยนตอบเรียบๆ “ก็เพราะฉันต้องการป้องกันไม่ให้เรื่องวุ่นวายแบบนี้มันเกิดขึ้นยังไงล่ะคะ”
สีหน้าของฟางฮุ่ยแข็งค้างไป
“ถ้าลูกชายของคุณได้กินเนื้อย่างของบ้านเราไปจริงๆ ตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย... เขาควรจะเริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ไม่ใช่ลากยาวมาจนถึงบ่ายวันนี้ถึงเพิ่งจะหมดสติ นี่มันเป็นความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ง่ายๆ ที่คุณน่าจะเข้าใจดีนะคะ”
ซือเนี่ยนอธิบายอย่างใจเย็นที่สุด ก่อนจะหันไปมองกลุ่มป้าๆ จากที่พักคนงานที่ยังคงจ้องเธอไม่วางตา
“และสำหรับพวกคุณป้า ถ้าพวกคุณยังยืนยันว่าสงสัยสามีของฉัน เชิญไปแจ้งความที่สถานีตำรวจตามกระบวนการได้เลยค่ะ พวกเรายินดีให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกอย่าง แต่... ถ้าผลการพิสูจน์ออกมาว่าพวกเราบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ค่าเสียหาย ค่าเสียเวลา และค่าชดเชยทั้งหมดที่จะตามมา... ก็รบกวนพวกคุณป้าเตรียมเงินไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ”
ที่ผ่านมา เธอเห็นว่าเป็นคนในละแวกเดียวกัน อดทนอะไรได้เธอก็อดทน ไม่อยากมีเรื่องมีราวให้มองหน้ากันไม่ติด
แต่คนพวกนี้มันช่างไร้เหตุผลเกินไปจริงๆ เรื่องแบบนี้ก็ยังอุตส่าห์ลากพวกเธอเข้าไปเกี่ยวจนได้
มันพิลึกเกินไปแล้ว
พอได้ยินซือเนี่ยนท้าให้ไปแจ้งตำรวจ กลุ่มป้าๆ ที่เมื่อครู่ยังเสียงดังโวยวายก็เริ่มเงียบเสียงลง
พวกเธอคิดตาม... มันก็จริง... พวกเธอไม่เคยเห็นบ้านตระกูลโจวมาเร่ขายเนื้อหมูแถวนี้เลยสักครั้ง
ก่อนหน้านี้มีคนในตึกพยายามจะไปติดต่อโจวเยว่เซินด้วยซ้ำ กะว่าอ้างความเป็นเพื่อนบ้าน จะได้ขอซื้อในราคาถูกหน่อย
แต่พวกเธอก็เพิ่งมารู้ว่าฟาร์มหมูของโจวเยว่เซินมันอยู่ไกลจากที่นี่มากๆ เขาเลยไม่มีแผนจะขนมาขายแถวนี้ให้ลำบาก
ตอนนั้นพวกเธอยังแอบเอาไปนินทาลับหลังกันอยู่เลยว่า บ้านตระกูลโจวคงกลัวพวกเธอไปต่อราคา เลยจงใจอ้างว่าอยู่ไกล
พากันด่าว่าบ้านนี้ขี้เหนียวจะตาย
อีกอย่าง... ในเมืองนี้ก็มีคนเลี้ยงหมูตั้งเยอะแยะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นเนื้อหมูที่มาจากเจ้าไหนกันแน่
ถ้าพวกเธอไปแจ้งความแล้วกลายเป็นว่าเข้าใจผิดจริงๆ... พวกเธอก็ต้องจ่ายค่าเสียหายให้บ้านตระกูลโจวน่ะสิ
แถมเมื่อวานนี้ ทุกคนก็เห็นตำตาว่าบ้านซือเนี่ยนปิ้งเนื้อกินกันทั้งครอบครัว ลูกชายสองคนของเธอก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ ไม่เห็นเป็นอะไรเลยสักนิด...
เมื่อคิดได้ดังนี้ ทุกคนก็เลยพากันเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าโวยวายต่อ
แต่ฟางฮุ่ยไม่เหมือนคนอื่น เธอรู้สึกว่าซือเนี่ยนแค่กำลังขู่ให้กลัว
เธอไม่ใช่พวกป้าขี้ขลาดตาขาวในที่พักทหารพวกนั้น
ที่สำคัญคือ เธอมั่นใจว่าเธอไม่เคยซื้ออาหารขยะมั่วซั่วจากข้างนอกให้ลูกชายกินเด็ดขาด ลูกชายเธอกินแต่อาหารที่เธอเตรียมให้ และก็ไม่เคยเป็นอะไรมาก่อน
การที่จู่ๆ เขาป่วยหนักขนาดนี้ มันมีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น คือเมื่อวานตอนบ่าย เขาต้องแอบไปกินของที่ไม่ควรกินที่บ้านตระกูลโจวมาแน่ๆ
ฟางฮุ่ยตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
“ในช่วงนี้ทั้งอาทิตย์ ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้ซื้อเนื้อหมูเข้าบ้านเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แล้วตอนนี้ลูกชายฉันก็อาหารเป็นพิษ ถ้าจะไม่ให้ฉันสงสัยพวกคุณ ฉันก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะไปสงสัยใครได้อีก”
เธอพูดด้วยเสียงเย็นชา “คุณวางใจได้เลย ถ้าผลตรวจออกมาว่าไม่เกี่ยวกับพวกคุณ ฉันจะขอโทษคุณอย่างแน่นอน แต่... ถ้ามันเป็นเพราะพวกคุณจริงๆ ก็ขอเชิญครูซือเตรียมตัวชดใช้ค่าเสียหาย และเตรียม... คุกเข่าขอโทษลูกชายฉันไว้ล่วงหน้าได้เลย”
ลูกชายของเธอเป็นเด็กอัจฉริยะขนาดนี้ ตอนนี้ก็ได้เข้าเรียนในชั้นเรียนอัจฉริยะแล้วด้วย เธอก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าลูกชายคนโตของซือเนี่ยนก็ได้เข้าไปเรียนด้วย
ใครจะไปรู้...ไม่แน่ว่าเด็กสองคนนั่นอาจจะแอบอิจฉาลูกชายของเธอที่เก่งกว่า เลยรวมหัวกันแอบบังคับให้เขากินของเลวๆ พวกนั้นเข้าไปก็ได้ ถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้
ไม่อย่างนั้น ลูกชายเธอที่แข็งแรงมาตลอด จะอยู่ดีๆ อาหารเป็นพิษรุนแรงแบบนี้ได้ยังไง!
ยิ่งคิด สีหน้าของฟางฮุ่ยก็ยิ่งมืดครึ้ม
ซือเนี่ยนได้ยินข้อกล่าวหาและคำขู่ที่ร้ายกาจขนาดนั้น เธอก็ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห “ได้ค่ะ... เอาอย่างนั้นก็ได้ ฉันยอมรับข้อเสนอของคุณ แต่ถ้าผลการตรวจทุกอย่างพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่เพราะพวกเรา... ก็รบกวนคุณฟางฮุ่ย ช่วยคุกเข่าขอโทษพวกเรา และชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดด้วยเช่นกันนะคะ”
ฟางฮุ่ยเชิดหน้าอย่างไม่ยี่หระ
บรรยากาศระหว่างผู้หญิงสองคนตึงเครียดเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน ไม่มีใครยอมถอยให้ใครแม้แต่ก้าวเดียว
ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันกลั้นหายใจ
หลังจากที่รอคอยกันอย่างตึงเครียดอยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ ในที่สุด ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก และคุณหมอก็เดินออกมา
ฟางฮุ่ยรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที “คุณหมอคะ! คุณหมอ ลูกชายของฉันเป็นยังไงบ้างคะ อาการเขาเป็นยังไงบ้าง เขา... เขาได้รับพิษจากอหิวาต์สุกรเหมือนเด็กคนอื่นๆ ใช่ไหมคะ”
คุณหมอชะงักไปเล็กน้อย มองเธออย่างงุนงง “คุณคือ...?”
ฟางฮุ่ยรีบตอบ “ฉันเป็นผู้ปกครองของฟางป๋อเหวินค่ะ เพิ่งได้รับแจ้งจากที่โรงเรียนว่าลูกชายฉันอาหารเป็นพิษ ฉันเลยสงสัยว่าเขาน่าจะกินเนื้อหมูที่เป็นโรคเข้าไปเหมือนกัน”
พูดจบ เธอก็ไม่ลืมที่จะหันกลับไปจ้องซือเนี่ยนด้วยสายตาเย็นเยียบ
[จบบท]