บทที่ 373: ซือเนี่ยนคือดาวนำโชค
ซือเนี่ยนหันขวับไปมองอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เธอก็เอ่ยชื่อเขาออกมา “โจวเยว่เซิน”
โจวเจ๋อหานที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ร้องออกมาอย่างดีใจสุดขีด “คุณพ่อ”
เหยาเหยารีบตะโกนตามเสียงแจ๋ว “ปะป๊าา”
โจวเจ๋อตงก็เรียก “พ่อครับ”
โจวเยว่เซินก้าวลงจากรถจี๊ปทหาร สายตาคมกวาดมองซือเนี่ยนและลูกๆ ทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังอยู่ดี ไม่ได้มีร่องรอยบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยตรงไหน เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดทางก็พลันผ่อนคลายลง
เขาเพิ่งจัดการเรื่องวุ่นวายที่โรงงานเสร็จหมาดๆ สิ่งแรกที่ทำคือรีบขับรถกลับบ้านทันที เพราะเป็นห่วงคนที่บ้าน
แต่พอไปถึงบ้าน มันก็เป็นเวลาหลังเลิกงานแล้ว แต่ในบ้านกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลยสักคน
โจวเยว่เซินใจหายวาบ กังวลว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีอะไรขึ้น เขาเลยตัดสินใจขับรถไปที่โรงเรียนของซือเนี่ยนก่อนเป็นที่แรก
พอไปถึงก็ได้ยินจากคนแถวนั้นว่า ซือเนี่ยนพาลูกไปโรงพยาบาล แถมยังบอกกันว่าลูกเป็นลมล้มพับไป
ตอนที่ได้ยิน เขานึกว่าลูกคนใดคนหนึ่งในสามคนเป็นอะไรไปจริงๆ หัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลยรีบเหยียบรถตรงมาที่โรงพยาบาลอย่างร้อนรน
เขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอทั้งสี่คนแม่ลูกยืนอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลพอดิบพอดี แถมยังดูปกติดีทุกอย่าง
“เป็นยังไงบ้าง ไม่เป็นไรกันใช่ไหม” เขาถามพลางขมวดคิ้ว “ผมเพิ่งไปที่โรงเรียนมา เขาบอกว่าเสี่ยวตงหรือเสี่ยวหานเป็นลม” สายตาของเขาจับจ้องไปที่เด็กทั้งสามซึ่งแก้มแดงปลั่งมีเลือดฝาด ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนเพิ่งสลบไปสักนิด
พอได้ยินแบบนั้น ซือเนี่ยนก็หลุดหัวเราะออกมา “ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ จะเป็นไปได้ยังไง” เธอยกมือขึ้นปัด “ไม่ใช่เสี่ยวตง ไม่ใช่เสี่ยวหานหรอกค่ะ แต่เป็นลูกของเพื่อนบ้านเราน่ะ พอดีฉันไปเจอเขาเป็นลมพอดี ก็เลยพามาส่งโรงพยาบาล แต่ตอนนี้เขาไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ”
โจวเจ๋อหานรีบเดินเข้าไปหาพ่อ แหงนหน้าเล็กๆ มองโจวเยว่เซินจนสุดคอ “ใช่ครับคุณพ่อ ผมไม่เป็นลมง่ายๆ หรอก ผมแข็งแรงจะตาย คุณแม่บอกว่าเด็กที่แข็งแรงมากๆ จะไม่เป็นลม”
โจวเยว่เซินมองลูกชายคนรองด้วยแววตาอ่อนโยน เขาก้มตัวลงช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมา แล้วลองโยนตัวลูกเบาๆ ในอ้อมแขน...อืม จริงอย่างที่ว่า เจ้าตัวเล็กอายุ 8 ขวบ หนักอึ้งใช้ได้เลย
สงสัยซือเนี่ยนจะเลี้ยงดีไปหน่อย จนกลายเป็นลูกหมูอ้วนไปแล้วจริงๆ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
โจวเยว่เซินหันไปทางซือเนี่ยน “ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวผมไปส่งกลับบ้าน”
“ค่ะ” ซือเนี่ยนตอบรับสั้นๆ แล้วอุ้มเหยาเหยาเปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะหลัง
โจวเจ๋อตงก็รีบปีนตามขึ้นไปนั่งข้างๆ อย่างรู้งาน
โจวเจ๋อหานเห็นดังนั้นก็รีบดิ้นไถลตัวลงจากอ้อมแขนของพ่อ หวังจะแทรกตัวเข้าไปนั่งเบียดกับซือเนี่ยนที่เบาะหลังด้วยอีกคน
แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขา โจวเยว่เซินก็คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาไว้ แล้วดึงตัวออกมาอย่างง่ายดาย
“อย่าไปเบียดแม่ นั่งข้างหน้า”
เขาพูดเสียงเรียบ เปิดประตูหน้าฝั่งข้างคนขับ แล้วจับลูกชายยัดเข้าไป ก่อนจะดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้เรียบร้อย
โจวเจ๋อหานหันกลับไปมองเบาะหลัง ก็เห็นพี่ชายกำลังมองมาที่เขาแล้วแอบยิ้มขำอยู่
โจวเจ๋อหานหน้ามุ่ยทันที เขารู้สึกไม่พอใจอย่างแรง หันกลับมาทำปากยื่นใสโจวเยว่เซินที่ก้าวขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ
“คุณพ่อ พ่อกลับมาทำไมเหรอครับ” กลับมาขัดขวางผมกับคุณแม่ทำไม
โจวเยว่เซินที่กำลังเอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด ชะงักไปเล็กน้อย เขาหันมามองลูกชายนิ่งๆ “ทำไม ไม่อยากให้พ่อกลับมาหรือไง”
“ไม่ใช่ครับ” โจวเจ๋อหานรีบส่ายหัวปฏิเสธเสียงสูง “คือผมกำลังคิดว่า ถ้าคุณพ่อไม่กลับมานานๆ พวกเราก็จะชวนคุณแม่นั่งรถไฟขบวนยาวๆ ไปหาคุณพ่อไงครับ”
ในความคิดของเด็กน้อย การที่โจวเยว่เซินหายหน้าไปหลายวัน ไม่กลับบ้านเลย แสดงว่าต้องไปธุระที่ไกลมากๆ
ไกลสุดๆ ไปเลย ถ้าได้นั่งรถไฟไปหาก็คงจะสนุกน่าดู
โจวเยว่เซินได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ อกแกร่งสั่นสะเทือนเล็กน้อย
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น “แหม มีน้ำใจจริงนะเรา”
โจวเจ๋อหานเชิดหน้าฮึ่มฮั่ม “แน่นอนอยู่แล้ว ก็คุณแม่บอกว่า ผมเป็นเด็กดี มีคุณธรรมนี่ครับ”
โจวเยว่เซินเหลือบสายตาไปมองซือเนี่ยนที่เบาะหลังผ่านกระจกมองหลังแวบหนึ่ง
ซือเนี่ยนกำลังยกมือขึ้นกุมขมับ ทำสีหน้าปวดหัวอย่างปิดไม่มิด ไม่รู้ว่าไปสอนอะไรแปลกๆ ให้ลูกอีกแล้ว
เขามองภาพนั้นแล้วมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์
รถจี๊ปทหารเคลื่อนตัวออกไป และในไม่ช้าก็มาจอดเทียบที่หน้าประตูบ้าน
โจวเจ๋อหานรีบเปิดประตูลงจากรถ วิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็วเหมือนลูกกระสุนปืน
โจวเจ๋อตงก็เดินตามหลังน้องชายไปเงียบๆ
โจวเยว่เซินดับเครื่องยนต์ จอดรถเข้าที่ แล้วจึงเดินตามเข้าไปในบ้าน
ทั้งครอบครัวพากันไปนั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ซือเนี่ยนลุกไปรินชาอุ่นๆ มาให้โจวเยว่เซินหนึ่งแก้ว ก่อนจะกลับมานั่งลงข้างๆ แล้วเอ่ยถามเรื่องที่ค้างคาใจ “เรื่องที่โรงงานเป็นยังไงบ้างคะ เรียบร้อยดีไหม”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับเล็กน้อย จิบชาอุ่นๆ
“ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เบื้องบนกำลังไล่ตรวจสอบครั้งใหญ่เลย มีโรงเลี้ยงสัตว์สิบกว่าแห่งโดนสั่งปิดไปแล้ว โชคดีจริงๆ ที่วันนั้นคุณไปที่นั่น ไม่อย่างนั้น โรงเลี้ยงสัตว์ของผมก็คงไม่รอดเหมือนกัน”
ซือเนี่ยนเบิกตากว้างเล็กน้อย “เบื้องบนลงมาตรวจสอบเหรอคะ”
โจวเยว่เซินเหลือบมองลูกชายกับลูกสาวที่กำลังยื้อแย่งรีโมตทีวีกันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาคุยกับภรรยาต่อ
“อืม” เขาตอบรับในลำคอ “เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณกลับไปนั่นแหละ ทีมตรวจสอบก็มาถึงเลย”
เรื่องนี้ต้องบอกว่าพวกเขารอดมาได้อย่างหวุดหวิดจริงๆ ต่อให้โจวเยว่เซินพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง แต่ถ้าถูกตรวจพบและตีตราว่าเป็นพ่อค้าใจดำไร้มนุษยธรรม เรื่องยุ่งยากที่จะตามมาคงมีอีกนับไม่ถ้วน
โชคดีเหลือเกินที่วันนั้นซือเนี่ยนไปเจอความผิดปกติเข้า และพวกเขาไหวตัวทัน จัดการของกลางพวกนั้นทิ้งไปจนหมด
พอทีมตรวจสอบมาถึง ผลการทดสอบทุกอย่างเลยออกมาปกติ ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะเรื่องนี้เอง ทำให้คนงานในฟาร์มต่างก็พากันซุบซิบว่าซือเนี่ยนคือดาวนำโชคตัวจริง
เป็นคนที่มาช่วยส่งเสริมดวงของเขา
ซึ่งโจวเยว่เซินเองก็รู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน
เหมือนว่าตั้งแต่ที่ซือเนี่ยนก้าวเข้ามาในชีวิตของเขา เรื่องยุ่งยากสารพัดที่เคยดูเหมือนจะหนักหนา ก็กลับคลี่คลายไปได้อย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น
ซือเนี่ยนฟังแล้วก็อดทึ่งไม่ได้
มันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น
เพิ่งจะมีคนคิดจะวางยาเล่นงานโรงเลี้ยงสัตว์ของโจวเยว่เซินหยกๆ วันรุ่งขึ้นทีมตรวจสอบก็บุกมาถึงที่ มันยากมากที่จะไม่ให้คนสงสัยถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง
เธอนึกย้อนไป ถ้าวันนั้นเธอไม่ได้แวะไปที่นั่น หรือโจวเยว่เซินไม่ได้ออกมาจากฟาร์ม บางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่คนที่ทำเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าร้ายกาจมาก เขารู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ฟาร์มของโจวเยว่เซินเปลี่ยนมาใช้ระบบปิดในการเลี้ยง ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าออกง่ายๆ
แถมยังเลือกเวลาได้พอเหมาะพอเจาะ ช่วงนี้เพื่อป้องกันเนื้อเน่าเสียจากอากาศร้อน โจวเยว่เซินจะสั่งเชือดหมูและชำแหละให้เสร็จตั้งแต่เช้ามืด แล้วรีบนำไปส่งทันที
พอถึงตอนเที่ยงที่อากาศร้อนจัด ก็จะหยุดส่งของ
คนร้ายเห็นได้ชัดว่ารู้ตารางเวลาและสถานการณ์ภายในของพวกเขาเป็นอย่างดี ถึงได้เลือกใช้วิธีการที่สกปรกแบบนี้
ถ้าทำแบบนี้ โจวเยว่เซินกับคนงานก็จะไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเลย
พอรอจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ให้หน่วยงานตรวจสอบบุกเข้าไป แล้วเจอกับกองซากหมูที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อให้หมูตัวอื่นๆ ในฟาร์มจะแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่ความรับผิดชอบทั้งหมดก็ต้องตกมาอยู่ที่โจวเยว่เซินแต่เพียงผู้เดียว
“แต่ถ้าเบื้องบนตรวจสอบเข้มงวดขนาดนั้น แล้วทำไมยังถึงมีเนื้อหมูที่มีปัญหาเล็ดลอดออกมาขายได้อีกล่ะคะ หลายบ้านเขาไม่รู้ นึกว่าปลอดภัยแล้ว พอกินเข้าไป เด็กๆ ก็ป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลกันเป็นแถว” ซือเนี่ยนถามอย่างไม่เข้าใจ
โจวเยว่เซินอธิบาย “อาการป่วยแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่ของเรา แต่มันระบาดไปหลายที่ เบื้องบนถึงได้ให้ความสำคัญขนาดนี้ สั่งกวาดล้างพวกพ่อค้าใจดำเป็นการใหญ่ แต่ในเมื่อมีอุปสงค์ ก็ย่อมมีอุปทาน ยังไงก็ต้องมีคนจำพวกที่อยากฉวยโอกาสกอบโกยอยู่ดี พวกเขาก็เลยลักลอบเอาเนื้อหมูพวกนี้ไปขายต่อในราคาถูกๆ ให้กับคนบางกลุ่มที่เห็นแก่ของถูก”
ซือเนี่ยนจิบชาในแก้ว อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ โลกนี้มีคนหลายประเภทจริงๆ
โจวเยว่เซินเหลือบมองท่าทางนั้นของเธอ
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ต้องห่วงหรอก”
โจวเยว่เซินไม่ได้พูดปลอบใจเธอ เรื่องอหิวาต์สุกรครั้งนี้ แม้จะดูน่ากลัว แต่ก็มาเร็วไปเร็ว
พอทางการประกาศว่าเนื้อหมูที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญนั้นปลอดภัย ไม่มีปัญหา สามารถรับประทานได้ตามปกติ ผู้คนก็แห่กันกลับไปต่อแถวซื้อเนื้อที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเหมือนเดิม
อย่างน้อยซื้อจากที่นี่ ก็ยังมั่นใจได้ว่าผ่านการตรวจสอบมาแล้ว
เพียงแต่ปริมาณเนื้อที่นำมาขายในแต่ละวันมีไม่มากนัก กลายเป็นของหายากที่ต้องแย่งชิงกัน
เดิมทีซือเนี่ยนยังแอบกังวลอยู่ว่า สถานการณ์แบบนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจฟาร์มหมูของโจวเยว่เซินหรือเปล่า
เพราะเรื่องฉาวโฉ่ของพ่อค้าใจดำที่เอาหมูป่วยมาขาย ทำให้ชาวบ้านทั่วไปเริ่มระมัดระวังตัวกันมากขึ้น หลายคนยอมจ่ายแพงกว่าเดิมเพื่อไปซื้อเนื้อจากสหกรณ์การค้าและการตลาด แทนที่จะไปซื้อจากแผงลอยของพ่อค้าแม่ค้าอิสระเหมือนเคย
แต่เธอก็ต้องพบว่าตัวเองคิดผิดอีกแล้ว
เมื่อเธอดูใบแจ้งหนี้ที่โจวเยว่เซินเอามาให้ มันกลับเต็มไปด้วยใบสั่งซื้อจากสหกรณ์การค้าและการตลาดหลายแห่งทั่วทั้งเมือง
นั่นหมายความว่า เนื้อหมูที่สหกรณ์ฯ เหล่านั้นกำลังแย่งกันขายอยู่ตอนนี้ ล้วนแต่เป็นเนื้อหมูที่ส่งตรงมาจากฟาร์มของโจวเยว่เซินทั้งสิ้น
เธอนี่มันกังวลไปเองจริงๆ ผู้ชายคนนี้ที่สามารถสร้างธุรกิจจนร่ำรวยมหาศาลได้ในอนาคต เขาไม่ได้อาศัยแค่โชคช่วยเพียงอย่างเดียวแน่ๆ
ในขณะที่เธอเลิกใส่ใจเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนอื่นๆ ในที่พักคนงานกลับกำลังยินดีปรีดา
พวกเขาได้ยินข่าวมาว่าตอนนี้ทางการกำลังกวาดล้างฟาร์มหมูเถื่อน ทุกคนเลยกินได้แต่เนื้อหมูที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยแล้วเท่านั้น ทำให้ภายในไม่กี่วัน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์หลายแห่งต้องปิดตัวลง เจ้าของหนีหนี้กันจ้าละหวั่น
ทุกคนในที่พักคนงานต่างพากันคิดว่า ครอบครัวโจวก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน
ก็นับตั้งแต่ที่ครอบครัวนี้ย้ายเข้ามา พวกเขาก็กินหรูอยู่แพงมาตลอด มีเนื้อมีปลากินไม่ขาดปากทุกมื้อ ขนาดหมาที่เลี้ยงไว้ยังได้กินดีกว่าคนในตึกเสียอีก
คราวนี้ล่ะ ในที่สุดก็ถึงคราวล้มละลายเสียที ชาวบ้านหลายคนดีใจกันอย่างออกนอกหน้า
ยังจำได้ไม่ลืมว่าครั้งที่แล้วที่โรงพยาบาล พวกนั้นยังกล้ามาพูดจาเยาะเย้ยพวกเขาอยู่เลย เป็นยังไงล่ะ คราวนี้ผลกรรมตามทันแล้วใช่ไหม
พวกเด็กๆ ในตึก พอได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่าครอบครัวของโจวเจ๋อหานกำลังจะไม่มีเนื้อกินแล้ว ก็ยิ่งดีใจจนแทบเต้น
“บ้านโจวล้มละลายแล้ว! พี่ใหญ่ร้องไห้แงๆ คนรองต้องไปทำนา คนเล็กเก็บขยะ เจี่ยงจิวก็โดนแกล้ง ฮ่าๆๆ”
กลุ่มเด็กเกเรอาศัยว่าพวกตัวเองมีกันหลายคน จงใจดักรอตอนที่โจวเจ๋อหานกับเจี่ยงจิวกำลังเดินกลับบ้าน พอเห็นเด็กทั้งสองเดินมา ก็พากันวิ่งเข้าไปล้อม แล้วร้องเพลงล้อเลียนเสียงดัง
“พวกนายพูดมั่ว บ้านฉันไม่ได้ล้มละลายนะโว้ย”
โจวเจ๋อหานโกรธจนหน้าแดงก่ำ อยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าไอ้เด็กพวกนั้นเรียงตัว แต่พอพวกมันร้องเพลงจบ ก็พากันหัวเราะร่าแล้ววิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
เขายืนกำหมัดแน่น ไม่รู้ว่าจะเลือกวิ่งไล่ตามใครก่อนดี
[จบบท]