บทที่ 379: อาการตื่นตระหนก
ทำไมถึงได้มีท่าทางลุกลี้ลุกลนขนาดนั้น?
หลิวตงตงดูเหมือนจะไม่ทันได้สังเกตเห็นซือเนี่ยนด้วยซ้ำ
ซือเนี่ยนหันกลับไปมองป้ายแผนกที่หลิวตงตงเพิ่งเดินออกมา... แผนกสูตินรีเวช
หัวใจของเธอหล่นวูบ
แต่พอหันกลับมาอีกที ร่างของหลิวตงตงก็หายไปจากสายตาเสียแล้ว
หรือว่า... เธอจะตาฝาดไปเอง?
เท่าที่จำได้จากในนิยาย หลิวตงตงไม่ได้คบหากับใคร และยังคงปักใจมั่นอยู่กับพระเอก ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้นี่นา ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชายที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอย่างฟู่หยาง ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปทำอะไรเธอ
ซือเนี่ยนยกนิ้วขึ้นมาลูบคางเบาๆ... หรือว่าเธอจะแค่มาตรวจโรคของผู้หญิงทั่วไป?
เธอหยุดให้ความสนใจ พลางก้มลงมองรายงานผลการตรวจในมือขณะเดินลงบันไดไปด้วย ผลตรวจสุขภาพของเด็กๆ ทั้งสามคนออกมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด โจวเจ๋อตงคนโตมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเกณฑ์เล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่ยังเล็ก แค่ต้องเน้นบำรุงให้ตรงจุดอีกหน่อยก็น่าจะดีขึ้น
ส่วนโจวเจ๋อหานคนรองแทบไม่มีปัญหาอะไรเลย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีมาก สำหรับโจวซีเหยา... ผลตรวจระบุว่าเริ่มจะอวบเล็กน้อยด้วยซ้ำ
มิน่าล่ะ ซือเนี่ยนกำลังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมพักหลังๆ มานี้เธอถึงรู้สึกว่าอุ้มลูกสาวไม่ค่อยไหวเหมือนเมื่อก่อน
ซือเนี่ยนพับรายงานผลตรวจเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วเดินตรงไปยังห้องจ่ายยาเพื่อรับยาบำรุงแคลเซียมและยาบำรุงเลือดให้กับโจวเจ๋อตง
เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองยังเด็ก ร่างกายก็อ่อนแอแถมยังตัวเล็กมาก ไม่ต่างจากโจวเจ๋อตงตอนนี้เลย แต่ดูสิ พอโตขึ้นเธอก็ยังสูงได้เกือบ 170 เซนติเมตรไม่ใช่หรือ? ที่เป็นแบบนั้นได้ก็เพราะพ่อแม่ของเธอบังคับให้เธอกินยาบำรุงเลือดและแคลเซียมเม็ดอยู่ตลอด
เธอยังจำได้ดีว่าตอนอยู่ชั้นประถม เธอยังต้องยืนอยู่แถวหน้าสุด แถมยังได้นั่งโต๊ะแรกของห้อง แต่พอขึ้นชั้นมัธยมต้นเท่านั้นแหละ ซือเนี่ยนก็ตัวสูงพรวดพราด แซงหน้าเพื่อนๆ จนได้ไปยืนอยู่แถวหลังสุดแทน
ด้วยเหตุนี้ ซือเนี่ยนจึงเชื่อมาตลอดว่าการบำรุงร่างกายด้วยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องผ่านการตรวจจากแพทย์ก่อน การรักษาที่ตรงจุดจึงจะได้ผลดีที่สุด (แน่นอนว่าผู้ปกครองท่านอื่นไม่ควรทำตามโดยพลการ)
***
ณ บริเวณหน้าบ้านพักตระกูลโจว
กลุ่มคุณป้าเจ้าประจำแห่งตึกพักคนงาน ต่างพากันหอบหิ้วของขวัญติดไม้ติดมือมายืนรอในช่วงเวลาที่ซือเนี่ยนน่าจะเลิกงานกลับมาถึงบ้านพอดี
สีหน้าของแต่ละคนดูเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัด พวกเธอกำลังกังวลว่าคนบ้านตระกูลโจวจะไม่ยอมยกโทษให้กับการกระทำของพวกเธอในวันนั้น
ในขณะเดียวกัน ฟางฮุ่ยที่เพิ่งเลิกงานและกำลังเดินกลับบ้าน พอเห็นกลุ่มคนยืนอออยู่หน้าบ้านซือเนี่ยน แถมในมือยังถือผักผลไม้กันมาเต็มไปหมด ท่าทางเหมือนกำลังจะไปเยี่ยมไข้ใครสักคน เธอก็ถึงกับประหลาดใจ อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า... หรือว่าคนพวกนี้จะมาหาเธอ?
ก็ช่วยไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้น เพราะปกติคนกลุ่มนี้ก็ชอบมาคอยประจบสอพลอเธออยู่เป็นประจำ เวลาเจอกันทีไรก็ต้องมีเรื่องดีๆ มาพูดให้เข้าหูเสมอ และช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ลูกชายของเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้เพียงสองวัน... หรือว่าพวกเขาจะมาเยี่ยมลูกชายของเธอกันนะ?
แม้ว่าลึกๆ แล้วฟางฮุ่ยจะไม่ได้อยากสุงสิงกับคนเหล่านี้สักเท่าไหร่ แต่ก็นะ... ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบเวลาที่มีคนมาคอยเอาอกเอาใจ
เธอแสร้งกระแอมในลำคอเบาๆ ทำทีเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร “อ้าว พวกคุณมาทำอะไรกันที่นี่เหรอคะ?”
เมื่อทุกคนเห็นว่าเป็นฟางฮุ่ย ต่างก็หันมาสบตากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างอึดอัดใจ “ก็... ก็เรื่องเมื่อวันก่อนนั่นแหละค่ะ พวกเราไม่ค่อยสบายใจเลย ก็เลยคิดว่า... อยากจะแวะมาขอโทษสักหน่อย”
ฟางฮุ่ยตีความไปทันทีว่าพวกเขาหมายถึงเรื่องที่ทำให้เธอเข้าใจซือเนี่ยนผิดในวันนั้น พอนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นที่เธอต้องขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี สีหน้าของเธอก็พลอยย่ำแย่ลงไปด้วย
“โธ่ เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว จะมาขอโทษอะไรกันอีกคะ”
กลุ่มคุณป้าหันมามองหน้ากันอีกครั้ง เอาจริงๆ พวกเธอก็ไม่ได้อยากจะมาขอโทษหรอกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเนื้อหมูที่สหกรณ์การค้าและการตลาดมันแพงหูฉี่ขนาดนั้น พวกเธอจำเป็นต้องลดตัวมาถึงนี่หรือ?
ถึงจะได้ยินมาว่าบ้านของฟางฮุ่ยนั้นมีฐานะดี แต่พอเห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเธอแล้ว ทุกคนก็พาลรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ ก็จริงอยู่ บ้านเธอรวย เนื้อหมูจะแพงแค่ไหนก็คงไม่เดือดร้อน แต่พวกเธอไม่เหมือนกันนี่สิ วันหนึ่งประหยัดได้ห้าเหมา เดือนหนึ่งก็เก็บเงินได้ตั้งเท่าไหร่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนึกถึงคำพูดคำจาที่ฟางฮุ่ยใช้ด่าทอซือเนี่ยนในวันนั้น มันรุนแรงกว่าที่พวกเธอพูดรวมกันเสียอีก ไม่แน่ว่าที่ซือเนี่ยนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อาจเป็นเพราะฟางฮุ่ยพูดจารุนแรงเกินไป แล้วพอซือเนี่ยนเห็นว่าพวกเธอไปเข้ากลุ่มกับฟางฮุ่ย ก็เลยเหมารวมเกลียดพวกเธอไปด้วยเลย
พอความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ สายตาที่ทุกคนใช้มองฟางฮุ่ยก็เปลี่ยนเป็นความไม่พอใจในทันที พวกเธอเริ่มพูดจาเหน็บแนมขึ้นมาบ้าง “จริงสิคะ วันนั้นคุณก็เข้าใจผิดคุณครูซือไปตั้งเยอะ สหายฟางไม่คิดจะไปขอโทษเธอบ้างเหรอคะ? พวกเราได้ยินหมอพูดชัดเลยนะคะ ว่าลูกชายของคุณน่ะ เป็นคุณครูซือนั่นแหละที่ช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล”
“นั่นสิคะ พวกเราน่ะแค่ใจร้อนไปหน่อยเลยเข้าใจผิด แต่ก็ไม่ได้พูดจาแรงๆ เหมือนคุณนี่นา”
ฟางฮุ่ยที่กำลังเชิดหน้าอย่างทะนงตนถึงกับชะงักไป เธอไม่คิดว่าอยู่ๆ คนเหล่านี้จะเปลี่ยนท่าทีไปได้ขนาดนี้ เธอมีอาการงุนงงไปชั่วขณะ แต่พอประมวลผลได้ สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลงทันที “นี่พวกคุณ... หมายความว่ายังไงกันคะ?”
“อ้าว พวกเราพูดอะไรผิดไปเหรอคะ? คนเขาอุตส่าห์ช่วยชีวิตลูกชายคุณไว้แท้ๆ แต่คุณกลับไปใส่ร้ายป้ายสีคุณครูซือเขา แถมยังหน้าด้านจะให้เขาคุกเข่าขอโทษคุณอีก ถ้าเขาไม่โกรธสิคะถึงจะแปลก”
“เออ... พอพูดแบบนี้แล้ว ไม่แน่ว่าตัวต้นเหตุที่ทำให้เรื่องมันบานปลายอาจจะเป็นเธอนี่แหละ”
“ใช่เลย! เมื่อก่อนพวกเราก็นินทาเธออยู่บ้าง แต่คุณครูซือก็ไม่เคยมาว่าอะไรพวกเราเลยนะ”
ยิ่งคิด ทุกคนก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าเป็นความผิดของฟางฮุ่ยคนเดียว
ฟางฮุ่ยยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าสถานการณ์มันชักจะไม่ดีแล้ว ใบหน้าของเธอเขียวคล้ำจนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับผักที่คนเหล่านั้นถืออยู่ เธอถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ “นี่... พวกคุณ... ไม่ได้จะมาเยี่ยมลูกชายฉันเหรอคะ?”
คราวนี้เป็นฝ่ายกลุ่มคุณป้าที่นิ่งอึ้งไปบ้าง ก่อนจะหลุดหัวเราะเยาะออกมาพร้อมกัน “สหายฟางคะ คุณคิดอะไรของคุณอยู่? ทำไมพวกเราต้องไปเยี่ยมลูกชายคุณด้วยล่ะ?”
“นั่นสิคะ พวกเราก็ไม่ใช่ญาติโกโหติกาอะไรกัน แถมยังไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนั้น ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปเยี่ยมลูกชายคุณเลยนี่”
“พวกเราตั้งใจจะมาขอโทษคุณครูซือต่างหากค่ะ”
“ว่าแต่... สหายฟางเถอะค่ะ ตกลงจะไม่ไปขอโทษเธอจริงๆ เหรอคะ?” ทุกคนถามย้ำด้วยความสงสัย
สีหน้าของฟางฮุ่ยตอนนี้สลับไปมาระหว่างเขียวกับขาวจนดูแทบไม่ทัน
เธอจะไปคิดเรื่องขอโทษได้ยังไง! เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นเธอยังอับอายไม่หายเลย ตอนนี้เธอพยายามจะเดินอ้อมบ้านตระกูลโจวทุกครั้งที่ทำได้ด้วยซ้ำ แล้วนี่ยังจะให้เธอกลับไปที่นั่นเพื่อขอโทษอีกเหรอ? ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!
อีกอย่าง วันนั้นเธอก็พูดขอโทษไปแล้วรอบหนึ่งไม่ใช่หรือไง ทำไมตอนนี้ต้องไปขอโทษซ้ำซ้อนอีก?
คนพวกนี้น่ารังเกียจชะมัด! เหมือนพวกไม้หลักปักเลนจริงๆ ลมพัดไปทางไหนก็เอนไปทางนั้น ทีเมื่อก่อนยังมาคอยประจบเอาใจเธออยู่หยกๆ พอมาตอนนี้กลับทำท่าเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ฟางฮุ่ยโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่อีกใจก็ไม่กล้าพูดอะไรแรงๆ ออกไปตรงๆ เพราะเธอยังต้องอาศัยอยู่ที่นี่อีกนาน การสร้างศัตรูทำลายชื่อเสียงตัวเองมันไม่ส่งผลดีกับเธอเลยสักนิด
ดังนั้น เธอจึงต้องพยายามข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดปุดๆ เอาไว้ แล้วฝืนยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อน “อะ... เอ่อ... คือว่าช่วงนี้ฉันยุ่งๆ น่ะค่ะ ก็เลยยังไม่มีเวลามา พอดีเลย ถ้าพวกคุณจะเข้าไปขอโทษกัน งั้น... งั้นฉันขอไปด้วยคนแล้วกันนะคะ”
ในจังหวะนั้นเอง เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งที่หลินซือซือ พ่อซือ และแม่ซือ จะเดินทางมาที่นี่พร้อมกันทั้งครอบครัว แต่ทั้งสามก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะต้องมาเจอคนกลุ่มใหญ่ยืนอออยู่ที่หน้าประตูบ้านตระกูลโจว
ทั้งสามคนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
คนในตึกพักคนงานเองก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของพวกเขามาก่อน เมื่อเห็นคนแปลกหน้าทั้งสามเดินตรงมา ก็พากันมองอย่างสงสัย
“พวกคุณคือ...?”
จางชุ่ยเหมยขมวดคิ้วมุ่น “พวกเราเป็นพ่อแม่บุญธรรมของซือเนี่ยนน่ะ แล้วพวกคุณล่ะเป็นใครกัน?”
เธอเพียงแค่กวาดตามองการแต่งกายของคนกลุ่มนี้แวบเดียวก็ประเมินได้ทันทีว่าไม่ใช่คนมีฐานะอะไรนัก ทันใดนั้น เธอก็เชิดคางขึ้น วางมาดผู้ดีทันที
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็พากันตกตะลึงไปตามๆ กัน
ตั้งแต่ครอบครัวโจวย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเธอแทบไม่เคยเห็นมีใครมาเยี่ยมเยียนเลย หรือต่อให้มีมา พวกเธอก็อาจจะคลาดกันพอดี พวกเธอเลยพากันคิดไปเองว่าครอบครัวนี้คงไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน
ไม่คิดว่าจู่ๆ จะมีคนมาหาถึงที่ แถมยังบอกว่าเป็นถึงพ่อแม่บุญธรรมอีก?
ยิ่งเมื่อได้เห็นการแต่งกายที่ดูดีมีราคาของทั้งสามคน ก็ยิ่งชัดเจนว่าไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแน่นอน พวกเธอจึงค่อนข้างจะเชื่อไปแล้วหลายส่วน ทุกคนหันมาสบตากัน ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นประจบสอพลอในทันที “โอ้ ที่แท้ก็เป็นคุณพ่อคุณแม่ของคุณครูซือนี่เองเหรอคะ”
“ใช่ๆ ค่ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่พวกเราได้เจอ พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันค่ะ อยู่ตึกพักคนงานนี่เอง”
กลุ่มคนพากันกรูเข้าไปทักทายครอบครัวซืออย่างกระตือรือร้น
[จบบท]