บทที่ 383: ความพยายามต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
ซือเนี่ยนลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างอ่อนโยน “ถ้างั้น... ถ้าต่อไปมีคนมาถามว่าลูกอ่านเข้าใจไหม ลูกจะตอบเขาว่ายังไงคะ”
โจวซีเหยาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาใสแป๋ว “หนูจะบอกว่าอ่านไม่เข้าใจค่ะ เพราะคุณแม่บอกว่าหนูยังเล็กเกินไป ต้องรอให้หนูอายุ 7 ขวบก่อน ถึงจะอ่านเข้าใจทั้งหมด”
ซือเนี่ยนยิ้มกว้าง พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เด็กดีของแม่ ช่างรู้ความจริงๆ เลย ไปค่ะ คุณแม่จะไปทำของอร่อยๆ ให้กินเป็นการตอบแทน”
เพราะมัวแต่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับครอบครัวซือ ซือเนี่ยนยังไม่ทันได้ลงมือทำอาหารเย็น เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทั้งสามที่เลิกเรียนกลับมาถึงบ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน
วันนี้ โจวซีเหยาถึงกับเมินของเล่นชิ้นโปรดอย่างเครื่องเล่นวิทยุ ทันทีที่เห็นซือเนี่ยนเดินเข้าห้องครัวไปง่วนอยู่กับการเตรียมอาหาร เธอก็อุ้มตำราเล่มหนาไปนั่งขดตัวอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่บนโซฟาเงียบๆ
เพียงแต่ในตำราเล่มนั้นเต็มไปด้วยตัวอักษรยากๆ มากมายที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เด็กหญิงจึงได้แต่นั่งขมวดคิ้วมุ่น อ่านไปก็ติดขัดไป
ตอนที่อยู่ที่บ้านคุณปู่เจี่ยง พอเจอตัวไหนที่อ่านไม่ออก เธอก็จะวิ่งไปถามคุณปู่ แล้วคุณปู่เจี่ยงก็จะใจดีสอนเธอทีละตัว
แต่ตอนนี้... คุณแม่ก็กำลังยุ่งทำกับข้าวอยู่ ส่วนพี่ชายก็ยังไม่กลับมาเลย
ขณะที่เด็กหญิงกำลังนั่งกลัดกลุ้มอยู่นั้นเอง เสียงฝีเท้าตึงตังของพี่รองก็ดังมาแต่ไกล
ตัวยังไม่ทันจะโผล่พ้นกรอบประตู เสียงตะโกนที่ดังลั่นแปดบ้านก็ลอยนำมาก่อนแล้ว
“คุณแม่ครับ คุณแม่ วันนี้ผมสอบคณิตศาสตร์ได้ตั้ง 70.5 คะแนนแน่ะครับ”
ฟางป๋อเหวินซึ่งยืนเกาะขอบหน้าต่างอยู่ที่ชั้นสองของบ้านฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงนั้นชัดเจน เขาไม่สบาย โรงเรียนจึงอนุญาตให้หยุดพัก เขาจึงไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายวันแล้ว
เสียงโหวกเหวกของโจวเจ๋อหานดังมาถึงห้องของเขา
เด็กชายเบ้ปากอย่างหมั่นไส้... แค่ 70 คะแนนเอง มีอะไรน่าตื่นเต้นดีใจกันนักหนา
ถ้าเป็นเขาสอบได้แค่ 70 คะแนนล่ะก็ ป่านนี้คงโดนแม่ฟาดก้นลายไปแล้ว
เขากำลังจะเอื้อมมือไปดึงม่านหน้าต่างปิดเพื่อตัดรำคาญ ก็พลันเห็นร่างของซือเนี่ยนเดินออกมาจากในบ้าน
ตามมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่าอิจฉา “โอ้โห เสี่ยวหานของเราเก่งขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย คืนนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวคุณแม่จัดให้เลย”
“คุณแม่ครับ ผมอยากกินหมูพะโล้ครับ”
ฟางป๋อเหวินทนฟังบทสนทนาที่บาดหูบาดใจนั้นต่อไปไม่ไหว เขากระชากม่านปิดดัง พรึ่บ
ตกเย็น ระหว่างมื้ออาหาร ในหัวของฟางป๋อเหวินก็ยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามเดิมๆ ที่เขาคิดไม่ตก
ทำไม... ทำไมโจวเจ๋อหานสอบได้แค่ 70 คะแนน แต่ครูซือถึงได้ชมเขา
ในขณะที่เขา... แค่ทำคะแนนหายไปคะแนนเดียว กลับต้องถูกคุณแม่ลงโทษ
ฟางป๋อเหวินกลั้นใจรวบรวมความกล้า เอ่ยถามฟางฮุ่ยออกไป “คุณแม่ครับ... ถ้าสมมติว่าผมสอบได้ 70 คะแนน คุณแม่จะโกรธผมไหมครับ”
ฟางฮุ่ยวางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง ปัง จนเขาสะดุ้ง “พูดจาเหลวไหลอะไรของลูก ลูกจะสอบได้แค่ 70 คะแนนได้ยังไง ลูกชายของแม่ ฟางฮุ่ย จะสอบได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนั้นได้ยังไงกัน”
เพียงเท่านั้น ฟางป๋อเหวินก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรอีก
แต่ถึงอย่างนั้น... เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ซือเนี่ยนเดินมาถึงหน้าห้องเรียน เธอก็สังเกตเห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งยืนเมียงมองอยู่ตรงประตู
ในบรรดานักเรียนชั้นหัวกะทิ เด็กที่ตัวเล็กกะทัดรัดขนาดนี้ก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น
...ฟางป๋อเหวิน
“อ้าว นักเรียนฟาง มาโรงเรียนแล้วเหรอจ๊ะ หายป่วยดีแล้วใช่ไหม” ในฐานะที่เธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของเขา การที่จะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินผ่านไปเลยก็คงจะดูใจร้ายเกินไป เธอจึงเอ่ยทักทายตามมารยาท
โดยปกติแล้ว ฟางป๋อเหวินมักจะแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรและมองพวกสามพี่น้องบ้านโจวอย่างไม่ถูกชะตาอยู่เสมอ แต่พอมาอยู่ต่อหน้าซือเนี่ยน เขากลับมีท่าทีขวยเขินอายม้วนอย่างน่าประหลาด เด็กชายแก้มแดงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “อืม” ตอบรับในลำคอเบาๆ
ด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนักกับฟางฮุ่ย ทำให้ซือเนี่ยนเองก็ไม่ค่อยได้พูดคุยหรือสุงสิงกับเด็กคนนี้เท่าไหร่นัก
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่จึงเงียบงันไปชั่วขณะ
แต่เมื่อซือเนี่ยนสังเกตเห็นท่าทางอ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนมีเรื่องหนักใจของเขา เธอก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “เป็นอะไรรึเปล่า มีธุระอะไรกับครูเหรอ”
ฟางป๋อเหวินพยักหน้าช้าๆ เขายืนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงพูดออกมา “ครู... ครูซือครับ... ขอบคุณครับ”
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วมองเขารอฟังประโยคถัดไป
เขาใช้เวลาอีกพักหนึ่งในการรวบรวมความกล้า ก่อนจะพูดต่อ “ขอบคุณครับ... ที่ครั้งที่แล้วครูพาผมไปส่งที่โรงพยาบาล... ช่วยชีวิตผมไว้”
พอเห็นว่าเด็กคนนี้ก็ยังรู้จักมีสัมมาคารวะอยู่บ้าง ความรู้สึกขุ่นมัวที่เธอมีต่อแม่ของเขาก็จางหายไปเล็กน้อย อย่างไรเสีย เขาก็ยังเป็นแค่เด็ก ต่อให้เธอจะไม่ชอบฟางฮุ่ยแค่ไหน ก็ไม่ควรจะไปลงที่ลูก เธอยิ้มบางๆ “ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะ นั่นเป็นหน้าที่ที่ครูควรทำอยู่แล้ว”
ฟางป๋อเหวินกลับเงียบไปอีกครั้ง
ซือเนี่ยนเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เมื่อเหลือบมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าใกล้จะได้เวลาเข้าเรียนเต็มที เธอจึงตัดบท “ถ้างั้น... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ครูขอตัวไปเข้าคาบเรียนก่อนนะ”
ฟางป๋อเหวินเม้มริมฝีปากแน่น พยักหน้า “อืม” รับคำเบาๆ ซือเนี่ยนเหลือบไปเห็นว่าเขากำลังยืนบิดนิ้วมือตัวเองไปมาอย่างประหม่า เธอย่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากไป
แต่เพิ่งจะก้าวเท้าออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงแผ่วเบาที่เกือบจะเหมือนเสียงกระซิบของฟางป๋อเหวินก็ดังตามหลังมา
“ครูซือครับ... ทำไม... ทำไมโจวเจ๋อหานสอบได้แค่ 70 คะแนน แต่ครูถึงไม่โกรธเขาเลยล่ะครับ แถมยัง... ชมเขาอีกด้วย”
ฝีเท้าของซือเนี่ยนชะงักกึก เธอหันขวับกลับไปมอง ก็สบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อน ของฟางป๋อเหวินที่กำลังจ้องมองเธออยู่
เธอรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ที่เจ้าตัวรองกลับมาอวดคะแนนสอบ 70 คะแนนเมื่อวานนี้
...คงไม่โชคร้ายถึงขนาดที่ฟางป๋อเหวินบังเอิญได้ยินเข้าพอดีหรอกนะ
เธอหยุดคิดชั่วครู่ ตัดสินใจหยุดยืนนิ่ง แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “ทำไมถึงถามครูแบบนั้นล่ะ”
ใบหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความขัดแย้งในใจ “ผมไม่เคยสอบได้ 70 คะแนนเลยครับ... เพราะคุณแม่บอกผมเสมอว่า คนที่สอบได้ต่ำกว่า 95 คะแนน ถือเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง และไม่สมควรได้รับคำชม... แต่โจวเจ๋อหานสอบได้แค่ 70 คะแนน ครูยังให้รางวัลเขาเลย”
ในที่สุดซือเนี่ยนก็เข้าใจ ว่าอะไรคือสิ่งที่รบกวนจิตใจของเด็กคนนี้
เมื่อนึกถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกที่เข้มงวดและกดดันของฟางฮุ่ย คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันแน่น เธอเดินกลับเข้าไปหาเขาอีกสองก้าว ย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“นักเรียนฟางป๋อเหวิน... ครูไม่รู้หรอกนะว่าคุณแม่ของเธอสอนเธอมายังไง และครูก็คงไปก้าวก่ายอะไรมากไม่ได้ แต่ในสายตาของครู... การสอบให้ได้ 100 คะแนนเต็ม ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรอกนะ”
เธอหยุดเว้นจังหวะ “ความพยายามที่ได้ทุ่มเทลงไปต่างหาก... คือสิ่งสำคัญที่สุด”
สิ้นคำพูดนั้น ซือเนี่ยนก็ยื่นมือไปตบที่ไหล่เล็กๆ ของเขาเบาๆ สองสามครั้ง เป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องเรียนไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
ฟางป๋อเหวินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างเหม่อลอย ดวงตาจับจ้องแผ่นหลังของผู้เป็นครูที่กำลังเดินห่างออกไป
จนกระทั่งร่างนั้นลับหายเข้าไปในห้องเรียน เด็กชายจึงค่อยๆ ก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ “แต่ว่า... ผมก็พยายามอย่างหนักเหมือนกันนะครับ”
เพียงแต่... ความพยายามของโจวเจ๋อหาน ถูกครูซือมองเห็นและให้ค่า
ในขณะที่ความพยายามของเขา คุณแม่กลับไม่เคยสนใจไยดี
ครูซือให้ความสำคัญกับ ‘กระบวนการ’ และความตั้งใจ แต่คุณแม่ของเขาสนใจเพียงแค่ ‘ผลลัพธ์’ สุดท้ายเท่านั้น
***
ณ บ้านตระกูลซือ ห้วงความคิดของหลินซือซือกำลังสับสนวุ่นวายปั่นป่วนไปหมด
เธอไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเรื่องเรียนอีกต่อไป
การบ้านที่ส่งไปก็ถูกอาจารย์ตำหนิติเตียนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากตั้งใจเรียน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จิตใจของเธอไม่อาจจดจ่ออยู่กับตำราเรียนได้เลยแม้แต่น้อย
เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ มันได้บิดเบี้ยวและหลุดออกจากการควบคุมของเธอไปไกลแล้ว
หากเธอยังไม่รีบหาทางดึงมันกลับมาแก้ไขให้เข้าที่เข้าทาง โอกาสที่ทุกอย่างจะพังพินาศจนสายเกินแก้ก็อยู่แค่เอื้อม
ด้วยเหตุนี้ หลินซือซือจึงตัดสินใจแกล้งป่วยหนัก และขอลาหยุดเรียนต่อเนื่องหลายวัน
เธอไม่อาจสลัดภาพของผู้หญิงคนนั้นที่เธอพบบริเวณหน้าบ้านของซือเนี่ยนในวันนั้นออกไปจากหัวได้เลย... ใบหน้าที่คุ้นเคยอย่างร้ายกาจ
ถูกต้อง ผู้หญิงคนนั้นคือฟางฮุ่ย
ผู้หญิงที่เป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเธอในชาติที่แล้ว
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ชาตินี้ฟางฮุ่ยจะมาปรากฏตัวอยู่ใกล้กับซือเนี่ยนถึงเพียงนี้
ฟางฮุ่ยมีอาชีพเป็นนักข่าว ในชาติที่แล้ว ชีวิตของซือเนี่ยนนั้นรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ธุรกิจที่เธอทำเติบโตเฟื่องฟูอย่างก้าวกระโดด ยิ่งประกอบกับการที่เธอได้แต่งงานกับฟู่หยาง ยิ่งส่งให้ชีวิตของเธอเจิดจรัสจนแทบจะหาใครมาเปรียบเทียบไม่ได้
ครั้งหนึ่ง ฟางฮุ่ยเคยได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์ซือเนี่ยนเนื่องจากภารกิจในหน้าที่การงาน การทุ่มเทให้กับงานในครั้งนั้น ทำให้เธอละเลยการดูแลลูกชายของตัวเอง และต่อมาก็ได้ยินข่าวว่าลูกชายของเธอประสบอุบัติเหตุบางอย่างจนเสียชีวิต
เหตุการณ์นั้นกลายเป็นแผลลึกที่ทำให้ฟางฮุ่ยเก็บงำความเคียดแค้นชิงชังไว้ในใจ และพุ่งเป้าความเกลียดชังทั้งหมดไปที่ซือเนี่ยน เธอมักจะคอยเขียนบทความหรือรายงานข่าวในแง่ลบเพื่อโจมตีซือเนี่ยนอยู่เสมอ
แม้กระทั่งความลับเรื่องที่ซือเนี่ยนไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลซือ ก็เป็นฝีมือการขุดคุ้ยของฟางฮุ่ยคนนี้นี่เอง
เพียงแต่ว่า... ในชาติที่แล้ว กว่าฟางฮุ่ยจะค้นพบความจริงข้อนี้ มันก็สายเกินไปแล้ว ช่วงเวลาที่หลินซือซือถูกตามหาจนพบและได้รับรู้ความจริงทั้งหมด ชะตากรรมก็ถูกกำหนดไปแล้วอย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ในตอนนั้น ซือเนี่ยนกับฟู่หยางได้กลายเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่หนักแน่น ครอบครัวซือต่างก็ทั้งรักและภาคภูมิใจในตัวลูกสาวบุญธรรมคนนี้อย่างที่สุด
หลินซือซือตระหนักรู้ในตอนนั้นเองว่า แท้จริงแล้ว ผู้หญิงที่เธอเฝ้าแต่อิจฉาริษยามาโดยตลอด กลับกลายเป็นจอมโจรที่ขโมยทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเธอ
และแล้ว เธอก็ได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
สิ่งแรกสุดที่หลินซือซือทำทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้ คือการมุ่งหน้าไปตามหาพ่อซือและแม่ซือ เพื่อทวงคืนสถานะและตัวตนที่แท้จริงของเธอกลับคืนมา
หัวใจของเธอในตอนนั้นร้อนรุ่มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะทำให้ซือเนี่ยน คุณหนูผู้สูงส่งที่เคยเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองคนนั้น ได้ลิ้มรสชาติของความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแบบเดียวกับที่เธอเคยเผชิญมาบ้าง
เธอเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อล่อให้ซือเนี่ยนตกลงไปในกับดักที่เธอขุดลวงไว้ จนลืมเลือนเรื่องของฟางฮุ่ย บุคคลสำคัญอีกคนที่จะได้พบเจอในภายหลังไปเสียสนิท
แต่เธอก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่า ชาตินี้ โชคชะตาจะเล่นตลก พัดพาให้เธอได้มาพบกับฟางฮุ่ยเร็วถึงเพียงนี้ แถมยังเป็นที่หน้าประตูบ้านของซือเนี่ยนอีกด้วย
การปรากฏตัวของฟางฮุ่ยในครั้งนี้ ทำให้หลินซือซือตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เพราะในความทรงจำของชาติที่แล้ว กว่าที่ฟางฮุ่ยจะก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ มันก็เป็นเวลาอีกหลายปีให้หลัง
ภาพจำของฟางฮุ่ยในตอนนั้น คือผู้หญิงในสภาพที่ค่อนข้างย่ำแย่และอิดโรย ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นที่มีต่อซือเนี่ยน เพียงแค่มีใครเอ่ยชื่อของซือเนี่ยนขึ้นมา เธอก็จะคลุ้มคลั่งราวกับคนบ้า กรีดร้องกล่าวหาว่าซือเนี่ยนคือตัวการที่ทำลายชีวิตของเธอจนพังพินาศ
ความเกลียดชังอันลึกล้ำนั้น ทำให้ฟางฮุ่ยขาดสติจนถึงขั้นไปล่วงเกินฟู่หยางเข้า ผลลัพธ์สุดท้ายคือเธอถูกไล่ออกจากงาน หลังจากสิ้นไร้ไม้ตอก เธอก็มาตามหาหลินซือซือ เพื่อขอร้องให้หลินซือซือออกมายืนยันความจริง ช่วยเธอเปิดโปงตัวตนจอมปลอมของซือเนี่ยน หวังเพียงแค่จะได้ลากซือเนี่ยนให้ลงนรกตกต่ำไปพร้อมๆ กัน
น่าเสียดาย... ที่หลินซือซือยังไม่ทันจะได้รอให้ถึงวันล้างแค้นนั้น เธอก็ชิงมาเกิดใหม่เสียก่อน
ไม่นึกเลยว่า ชาตินี้ฟางฮุ่ยจะปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่ไก่โห่
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้... หากฟางฮุ่ยยังไม่ได้ไปสัมภาษณ์ซือเนี่ยน ก็ย่อมหมายความว่าลูกชายของเธอยังไม่ตายใช่หรือไม่
และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอก็ย่อมไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกับซือเนี่ยนน่ะสิ
ถึงแม้ว่าการได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในครั้งนี้ จะทำให้รายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แต่หลินซือซือก็สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่งที่น่าสนใจ... นั่นคือ ผู้คนที่เธอเคยพบเจอในชาติที่แล้ว เกือบทุกคน ก็ยังคงจะโคจรกลับเข้ามาในชีวิตของเธออยู่ดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
หากมองในแง่นี้ มันก็หมายความว่า เธอไม่ได้กำลังต่อสู้เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว
ถ้าหาก... ถ้าหากเธอสามารถดึงฟางฮุ่ยมาเป็นพวกได้ บางทีชื่อเสียงของเธอที่กำลังย่ำแย่ในตอนนี้อาจจะยังพอกู้คืนกลับมาได้บ้าง และชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ของซือเนี่ยน ก็คงจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน
แน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องใจเย็น จะรีบร้อนผลีผลามไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้เธอรู้แล้วว่าฟางฮุ่ยอยู่ที่ไหน เธอก็ค่อยหาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าไปตีสนิทกับอีกฝ่ายในภายหลังก็ยังไม่สาย
ทว่าในตอนนี้ คนที่หลินซือซือกำลังให้ความสนใจมากกว่า คือหลิวตงตง
หลิวตงตงไปทำลับๆ ล่อๆ อะไรที่แผนกนรีเวชกันแน่ จะเป็นแค่การไปตรวจรักษาโรคของผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างที่ซือเนี่ยนพูดจริงๆ น่ะหรือ
แต่ถ้ามันเป็นแค่เรื่องธรรมดาแค่นั้นจริงๆ แล้วทำไมเธอถึงต้องพยายามปกปิดตัวเองมิดชิดขนาดนั้นด้วย ราวกับกำลังหลบซ่อนตัวจากใครบางคน... กลัวว่าจะมีใครไปพบเห็นเข้าอย่างนั้นแหละ
[จบบท]