บทที่ 387: คลังสมบัติส่วนตัว
โจวเจ๋อตงก้าวพ้นจากประตูห้อง ก็เห็นโจวเจ๋อหานกำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าบ้านพอดี
“ทำอะไรน่ะ”
เจ้าตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อย เหลือบตามองซ้ายขวาอย่างมีพิรุธ “เปล่า... ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”
โจวเจ๋อตงมองนิ่งๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะซักไซ้อะไรต่อ
วันนี้ที่โรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย พวกเขาได้ครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ โจวเจ๋อตงแอบเซ็งนิดหน่อยที่ครูคนใหม่ไม่ใช่คุณแม่ของเขา แต่พอคิดอีกมุมว่าการที่คุณแม่ไม่ต้องมาสอน ก็หมายความว่าคุณแม่จะได้ไม่เหนื่อยมาก ความรู้สึกผิดหวังนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
ครูคนใหม่เป็นผู้หญิงท่าทางใจดี แต่ลีลาการสอนยังเทียบชั้นกับคุณแม่ไม่ได้ พอหมดคาบเรียน เพื่อนร่วมชั้นก็กรูเข้ามาล้อมโจวเจ๋อตง ถามกันเซ็งแซ่ว่าเมื่อไหร่ครูซือจะกลับมาสอนอีกครั้ง
โจวเจ๋อตงแอบยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ก่อนจะตอบไปปนหยิ่งว่าเขาไม่รู้เหมือนกัน
สีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดของเพื่อนๆ ยิ่งทำให้โจวเจ๋อตงอารมณ์ดีขึ้นไปอีก ดีแล้วล่ะ ทีนี้คุณแม่จะได้เป็นครูสอนพิเศษให้เขาแค่คนเดียว ไม่ต้องมาปวดหัวกับเจ้าพวกขี้แงน่ารำคาญพวกนี้ โตจนเรียนชั้น ป.3 ป.4 กันหมดแล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ชอบมาร้องไห้ออดอ้อนคุณแม่ หวังเรียกร้องความสนใจอยู่เรื่อย น่าเบื่อยิ่งกว่าโจวเจ๋อหานเสียอีก
เด็กชายอารมณ์ดีจนฮัมเพลงเบาๆ พลางเปิดหนังสือเรียน แต่แล้วกลิ่นหอมที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ลอยมาแตะจมูก
เขาหันไปตามกลิ่นนั้นโดยอัตโนมัติ ก็พบว่าฟางป๋อเหวิน ที่นั่งโต๊ะแถวหน้าสุด กำลังแอบกินเครปไข่อยู่ใต้โต๊ะ
ฟางป๋อเหวินค่อยๆ กัดเครปคำเล็กๆ สายตาเต็มไปด้วยความลนลาน แถมยังคอยหันซ้ายหันขวาอยู่ไม่สุข
ท่าทางนั้น... เหมือนกับท่าทีมีพิรุธของโจวเจ๋อหานเมื่อเช้าแบบพิมพ์เดียวกันไม่มีผิด
โจวเจ๋อตงปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมดในเสี้ยววินาที
***
เรื่องที่ซือเนี่ยนจะสอบเกาเข่า ถือเป็นวาระสำคัญของครอบครัว ข่าวนี้ดังไปไกลถึงบ้านเดิมที่หมู่บ้านตระกูลหลิน จนครอบครัวฝั่งนั้นต้องต่อสายโทรศัพท์ทางไกลมาหา
ปกติแล้วแม่หลินจะใช้วิธีเขียนจดหมายมากกว่า การที่อุตส่าห์ลงทุนโทรศัพท์มา ยิ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน
แม้จะเคยได้ยินมาบ้างว่าผลการเรียนของซือเนี่ยนนั้นดีเยี่ยมมาตลอด แต่การสอบเกาเข่าในยุคนี้มันหินเกินไปสำหรับความเข้าใจของชาวบ้านธรรมดา
ในแถบหมู่บ้านละแวกนั้น จำนวนคนที่สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้ ยังนับนิ้วมือข้างเดียวก็ยังพอ ขนาดหลินซือซือที่ว่าเรียนดีนักหนา ยังต้องพลาดท่ามาแล้ว
ซือเนี่ยนเองก็ประเมินสถานการณ์ความยากของการสอบในยุคนี้ออก ช่วงที่ผ่านมาเธอจึงตะลุยทำข้อสอบเก่าแทบทุกฉบับที่มีให้หาได้ ข้อสอบย้อนหลังตั้งแต่มีการรื้อฟื้นระบบเกาเข่ากลับมาใช้ เธอกวาดมาทำจนเรียบวุธ
ถามว่าง่ายไหม ก็ไม่เชิง แต่ถ้าถามว่ายากไหม สำหรับเธอก็ไม่ถือว่าคณามือ
สำหรับการสอบครั้งนี้ เธอค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้แน่นอน ยิ่งบวกกับวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่สูงกว่าอายุจริง ทำให้ซือเนี่ยนไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือกดดันเลยแม้แต่น้อย
หลังจากโทรปลอบใจคนทางบ้านให้คลายความกังวลเรียบร้อย เธอก็หยิบสมุดบัญชีธนาคารของตัวเองออกมา เตรียมตัวจะไปฝากเงิน
ตอนนี้เธอมีสมุดบัญชีเป็นของตัวเองแล้ว นอกจากเงินก้อนใหญ่ที่โจวเยว่เซินให้ไว้ เธอยังตั้งใจเอาเงินเดือนของตัวเองเข้าบัญชีนี้ด้วย
ตลอด 6 เดือนที่ทำงานในตำแหน่งครู เดือนละ 90 หยวน บวกกับโบนัสพิเศษต่างๆ ก็รวมเป็นเงิน 600 หยวนพอดี เงินเดือนที่ได้มาก่อนหน้านี้เธอยังไม่ได้นำมาฝาก วันนี้จึงถือโอกาสรวบยอดทีเดียว
เงิน 600 หยวนในยุคนี้ถือเป็นเงินก้อนโตย่อมๆ เลยทีเดียว
เมื่อนำมารวมกับค่าสินสอด 8,888 หยวนที่เขาให้มา, เงิน 3,000 หยวนที่ได้คืนจากหลินซือซือ, และเงินอีก 2,000 หยวนที่ได้มาจากการขายตำแหน่งงานเดิม
ณ ตอนนี้ ในสมุดบัญชีส่วนตัวของซือเนี่ยน มีเงินทะลุหนึ่งหมื่นหยวนไปเรียบร้อยแล้ว เธอกลายเป็นเศรษฐีหมื่นหยวนเต็มตัว
แผนการเงินของเธอนั้นเรียบง่ายมาก: เงินของเธอคือเงินเก็บ ส่วนเงินของผู้ชายคือเงินใช้ คิดแบบปัดเศษง่ายๆ ก็เหมือนเธอไม่ได้ควักเงินของตัวเองออกมาใช้เลยสักหยวน
เธอเก็บสมุดบัญชีเล่มนี้แยกไว้ต่างหากอย่างดี ไม่อยากให้โจวเยว่เซินรู้ว่าเธอมี ‘คลังสมบัติส่วนตัว’ ซ่อนอยู่
ซือเนี่ยนคิดแล้วก็อารมณ์ดี นี่มันคือชีวิตที่เธอเคยฝันไว้ตอนอยู่ชาติที่แล้วชัดๆ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้สัมผัสกับคำว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ในยุคที่ใครๆ ก็ว่าแร้นแค้นแบบนี้
โจวเยว่เซินกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น แว่วเสียงฮัมเพลงทำนองแปลกๆ ที่ดังมาจากในครัว
“คืนนี้เรากินมื้อใหญ่กันนะคะ”
ซือเนี่ยนได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันหน้ามายิ้มให้ โจวเยว่เซินถอดเสื้อนอกตัวหนาออกพาดไว้ เผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีขาวด้านในที่ชุ่มเหงื่อเล็กน้อย
เขาหยิบผ้าขนหนูมาซับเหงื่อบนหน้าผาก อากาศในช่วงเดือน 6 เดือน 7 ในเมืองมันช่างอบอ้าวกว่าตอนอยู่ที่หมู่บ้านมากจริงๆ
เมื่อได้ยินคำประกาศของภรรยา เขาก็มองซือเนี่ยนอีกครั้ง แล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “วันนี้วันพิเศษอะไรรึเปล่าครับ”
อันที่จริง ครอบครัวพวกเขาก็กินดีอยู่ดีแทบทุกวันอยู่แล้ว อย่าว่าแต่เด็กๆ เลย แม้แต่ตัวโจวเยว่เซินเองน้ำหนักก็ยังเพิ่มขึ้น เพียงแต่ร่างกายของเขามีแต่กล้ามเนื้อ มันเลยดูไม่ชัดเท่านั้นเอง
“ก็ต้องวันดีสิคะ” ซือเนี่ยนเกือบหลุดปาก “ฉันเก็บเงิ...แค่ก” เธอรีบไอแก้เกลื่อน “ฉันกำลังจะสอบเกาเข่าแล้ว นี่ไม่ใช่วันดีเหรอคะ”
พอได้ยินเรื่องสอบ เขาถึงนึกขึ้นได้
หลังจากวิกฤตอหิวาต์สุกรผ่านพ้นไป โรงงานหลายแห่งถูกทางการสั่งปิดตาย ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อทั้งหมดทะลักมาที่โรงงานของพวกเขา ช่วงนี้เขาจึงต้องตื่นเช้ามืดกลับดึกทุกวัน พอกลับถึงบ้าน ซือเนี่ยนก็หลับสนิทไปแล้ว
เขายุ่งมากจนเกือบลืมเรื่องสำคัญนี้ของภรรยาไปเสียสนิท
ชายหนุ่มเหลือบมองปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนัง วันที่ 25 มิถุนายน
เหลืออีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
แต่ดูท่าทางของภรรยาแล้ว เธอไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด ก็น่าจะใช่ เธอเคยเป็นครูมาก่อนนี่นะ
โจวเยว่เซินปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “มั่นใจไหมครับ แล้วตั้งใจจะเข้าที่ไหน”
ซือเนี่ยนหยุดมือที่กำลังหั่นผัก เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ปอยผมสองสามเส้นตกลงมาคลอเคลียใบหน้า
“ฉันอยากเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งค่ะ”
โจวเยว่เซินชะงักงันไปทั้งตัว
เขารู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของเธอไม่ธรรมดา แต่ไม่คาดคิดว่าเธอจะตั้งเป้าไว้ที่จุดสูงสุดของประเทศแบบนี้
หลังจากเงียบไปอึดใจ เขาก็ตอบรับเสียงเรียบ
“ครับ”
ซือเนี่ยนต้องหันขวับไปมองเขา โจวเยว่เซินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความประหลาดใจอะไรออกมามากมาย
ในใจของซือเนี่ยนรู้ดีว่าเธอเป็นคนที่ต้องเรียนซ้ำชั้นปีหนึ่ง ถ้าเป็นคนอื่น แค่รู้ว่าสอบติดมหาวิทยาลัยที่ไหนสักแห่งได้ก็ถือว่าดีใจแทบแย่แล้ว นี่ยังไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ
มันคือเป้าหมายที่ดูไกลเกินฝันสำหรับทุกคน
แต่ผู้ชายคนนี้กลับไม่ตั้งคำถามกับมันเลยสักนิด ราวกับว่าเขาไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่เธอสร้างขึ้นมา
ซือเนี่ยนหันกลับไปหั่นผักต่อ “คุณคิดว่ายังไงล่ะ”
โจวเยว่เซินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ก็ต้องดีสิครับ”
มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศ เขาจะกล้าพูดว่าไม่ดีได้ยังไง
“ไม่กลัวฉันสอบติดแล้วหนีไปเลยเหรอ” ซือเนี่ยนถามขณะที่มือยังคงหั่นผัก เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังเป็นจังหวะ
โจวเยว่เซินเงียบไปอีกครั้ง
เขาไม่ใช่ไม่เชื่อใจซือเนี่ยน แต่เขาไม่มั่นใจในตัวเองต่างหาก
ถ้าเธอสามารถไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ ชีวิตแบบไหนกันที่เธอจะไขว่คว้ามาไม่ได้ ทำไมเธอต้องทนลำบากอยู่ที่นี่เพื่อดูแลลูกติดทั้งสามคนของเขา ต้องมาเป็นแม่เลี้ยงให้คนอื่นเขานินทา
การมีอยู่ของพวกเขา มันคือจุดด่างพร้อยในชีวิตที่กำลังจะรุ่งโรจน์ของเธอ
ซือเนี่ยนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ
พอเธอหันกลับไป ก็ต้องตกใจ เด็กๆ ทั้งสามคนมายืนอออยู่ที่ประตูห้องครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทั้งสามคนกำลังจ้องมาที่เธอด้วยสีหน้าตื่นกลัวสุดขีด
ซือเนี่ยนสะดุ้งจนมีดในมือเกือบจะบาดนิ้วตัวเอง
...ชิบหายแล้ว
โจวเจ๋อหานเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เด็กชายร้องไห้โฮ วิ่งเข้ามากอดขาคุณแม่ไว้แน่น
“คุณแม่! คุณแม่อย่าไปนะครับ! ผมสัญญาว่าจะไม่ซนอีกแล้ว ผมจะตั้งใจเรียน!”
“แม่ไม่ไปไหนทั้งนั้น” ซือเนี่ยนรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “เมื่อกี้แม่แค่ล้อเล่นกับพ่อเขาเฉยๆ”
แต่โจวเจ๋อหานไม่เชื่อ เขาไม่ใช่เด็กสามขวบที่จะโดนหลอกง่ายๆ เขาเจ็ดขวบแล้ว
เมื่อก่อนที่หมู่บ้าน เขาก็เคยเห็นแม่ของเด็กคนอื่นพูดแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็แอบหนีไปตอนกลางคืน
แต่เดี๋ยวก่อน... บ้านพวกนั้นที่แม่หนีไป ล้วนเป็นบ้านที่ฐานะยากจน แถมพวกลุงๆ ยังชอบตบตีภรรยาด้วย แม่ๆ ถึงได้หนี
หรือว่า... พ่อแอบรังแกคุณแม่ลับหลังพวกเขา! คุณแม่ถึงได้คิดจะหนี!
พอคิดได้แบบนั้น โจวเจ๋อหานก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
“คุณแม่ ถ้าคุณแม่จะหนี คุณแม่พาผมไปด้วยนะ”
“ผมวิ่งเร็วนะ พ่อไล่ตามเราไม่ทันแน่นอน”
“ส่วนพี่ใหญ่กับน้องเล็ก ก็ปล่อยให้อยู่กับพ่อไป สองคนนั้นวิ่งช้า เดี๋ยวจะเป็นตัวถ่วงพวกเรา”
“คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ถึงจะเหลือแค่ผมคนเดียว ผมก็จะเลี้ยงดูคุณแม่เอง”
“ผมจะเลี้ยงกระต่ายเยอะๆ เลย เอาไปขาย หาเงินมาซื้อเสื้อผ้า ซื้อรองเท้าสวยๆ ให้คุณแม่ ผมจะตั้งใจเรียน จะไม่ดื้อไม่ซนอีกแล้ว”
[จบบท]