บทที่ 388: คลังสมบัติส่วนตัว
ซือเนี่ยนฟังลูกชายคนรองสาธยายแผนการแล้วก็ได้แต่ปั้นหน้าไม่ถูก จะหัวเราะก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิง คำพูดที่ไร้เดียงสาแต่ก็แอบเห็นแก่ตัวของโจวเจ๋อหาน ทำเอาโจวเจ๋อตงและโจวซีเหยาที่ยืนฟังอยู่ด้วยถึงกับหน้าเขียวปั้ด
หนูน้อยโจวซีเหยาปรี่เข้าไปผลักโจวเจ๋อหานเต็มแรง แก้มยุ้ยๆ สั่นสะท้านด้วยความโกรธ “พี่รองใจร้าย! หนูจะไม่คุยกับพี่รองอีกแล้ว! หนูจะไปกับคุณแม่ด้วย!”
โจวเจ๋อตงซึ่งโตที่สุด แม้จะไม่เห็นด้วยกับตรรกะของน้องชาย แต่เขาก็ไม่กล้าประกาศกร้าวต่อหน้าพ่อว่าจะหนีตามคุณแม่ไป ถ้าเขาจะไปจริงๆ เขาจะแอบไปเงียบๆ คนเดียว ไม่โวยวายเหมือนโจวเจ๋อหานหรอก ถึงแม้การทำแบบนั้นจะทำให้คุณพ่อน่าสงสารมากก็เถอะ แต่ไม่เป็นไร... ไว้โตขึ้นเขาจะแอบส่งเงินกลับมาให้พ่อเอง เขาจะไม่ยอมให้พ่อต้องกลายเป็นคนแก่ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเด็ดขาด
เมื่อเห็นสัญญาณว่าสงครามย่อมๆ กำลังจะปะทุขึ้น ซือเนี่ยนจึงรีบโบกมือห้ามทัพ “พอแล้วๆ แม่บอกแล้วไงว่าไม่ไป แม่ไม่ไปจริงๆ”
“คุณแม่ไม่ไปจริงๆ นะครับ” โจวเจ๋อหานยังคงไม่วางใจ
“ถ้าคุณแม่ไม่ไป หนูก็ไม่ไปค่ะ” โจวซีเหยารีบเปลี่ยนฝั่ง
“คุณแม่ดูสิครับ ตอนนี้ผมเก่งขึ้นแล้วนะ ผมท่องกลอนได้วันละสองบทแล้ว เดี๋ยวผมท่องให้คุณแม่ฟังนะครับ”
“ผมไปทำกับข้าวให้คุณแม่กินดีกว่า” โจวเจ๋อตงเสนอ
ซือเนี่ยนมองเด็กทั้งสามที่พยายามเสนอหน้าแข่งกัน “ได้จ้ะๆ แม่ฟังพวกหนูทุกคนเลย”
เมื่อสามพี่น้องเห็นว่าท่าทีของคุณแม่ดูหนักแน่น ไม่เหมือนคนที่คิดจะหนีไปจริงๆ พวกเขาถึงได้โล่งอกอย่างแท้จริง
“คุณแม่ไปพักผ่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการมื้อเย็นเอง”
“ได้จ้ะ”
ซือเนี่ยนถูกโจวเจ๋อหานดันหลังออกจากห้องครัว ทิ้งให้โจวเยว่เซินยืนถอนหายใจอยู่เบื้องหลังอย่างจนคำพูด ในสายตาของลูกๆ พ่อคนนี้คงไม่มีตัวตนอีกต่อไป... ช่างเถอะ
คืนนั้น ซือเนี่ยนเกิดอยากจะสลับที่นอนกับโจวเยว่เซิน เธอบอกว่าอยากจะนอนอีกฝั่งหนึ่ง ปกติแล้วทั้งคู่จะนอนตามธรรมเนียมโบราณคือผู้ชายนอนซ้าย ผู้หญิงนอนขวา แต่วันนี้เธออยากจะย้ายไปนอนฝั่งของเขา เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า... ตำแหน่งนั้นสามารถมองเห็นตู้ใบเล็กที่เธอซุกซ่อนสมุดบัญชีเงินฝากเอาไว้ได้พอดี
ซือเนี่ยนนอนตะแคง มองตู้ใบนั้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ก่อนจะหลับตาลงอย่างเป็นสุข
กลับกลายเป็นโจวเยว่เซินที่ข่มตาให้หลับไม่ลง แม้ว่าซือเนี่ยนจะบอกว่าคำพูดเมื่อตอนเย็นเป็นแค่เรื่องล้อเล่น แต่เขาก็ยังอดเก็บมันมาคิดวนเวียนในหัวไม่ได้
มหาวิทยาลัยปักกิ่งอย่างนั้นหรือ...
มันไกลเหลือเกิน ไกลเกินไปจริงๆ...
***
หลังจากที่หลินซือซือกลับมาถึงบ้านพักทหารได้ไม่นาน ร่างของหลิวตงตงก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของผู้คนในละแวกนั้น เมื่อมีใครเอ่ยปากถามถึง หลินซือซือก็จะอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “อ๋อ ตงตงเหรอคะ พอดีคุณแม่เห็นว่าเธอก็อายุไม่น้อยแล้ว เลยช่วยหาครอบครัวดีๆ ให้เลือกดูสองสามบ้าน ช่วงนี้ก็เลยคงกำลังยุ่งๆ กับการดูตัวอยู่น่ะค่ะ”
พอได้ยินแบบนั้น บรรดาแม่บ้านต่างก็พยักหน้าชื่นชมตระกูลซือ
“แหม ฉันได้ยินมาว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กจากบ้านนอกที่เธอเคยไปอยู่ไม่ใช่เหรอ คุณแม่เธอก็ช่างใจดีนะ ยังอุตส่าห์ช่วยเป็นธุระหาคู่ครองดีๆ ให้อีก ถือว่าได้พึ่งใบบุญเธอแท้ๆ”
“นั่นสิ อายุอานามก็ 19 แล้ว สมควรจะออกเรือนได้แล้วล่ะ”
“แต่จะว่าไปนะ...” เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรนัก “พี่สาวของเด็กคนนั้นก็ชื่อเสียงไม่ค่อยดีไม่ใช่เหรอ ตัวเธอเองก็คงมีเรื่องไม่ดีไม่งามอยู่บ้างล่ะน่า ก่อนหน้านี้ฉันยังเห็นเธอวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านตระกูลฟู่เป็นว่าเล่น ไม่ใช่ว่าฉันจะยุแยงให้พวกเธอผิดใจกันนะ แต่ซือซือ... เธอก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง เป็นสาวเป็นนางทำตัวแบบนั้นมันดูไม่ดี”
มือของหลินซือซือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว ที่แท้เรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันไปทั่ว มีเพียงเธอคนเดียวที่ยังคงถูกปิดหูปิดตาเหมือนคนโง่
“เอาล่ะๆ อย่าไปพูดถึงเรื่องนั้นเลย นี่... ได้ยินว่าซือซือจะสอบเกาเข่าด้วยนี่นา เป็นยังไง มั่นใจแค่ไหน”
ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้คนในบ้านพักทหารไม่น้อย หลินซือซือมาจากชนบท แถมยังมีประวัติเคยติดคุกติดตะรางมาก่อน จู่ๆ กลับลุกขึ้นมาประกาศว่าจะสอบเกาเข่า ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี ใครๆ ก็รู้ว่าการศึกษาในชนบทนั้นล้าหลังแค่ไหน บางหมู่บ้านยังหาคนจบมหาวิทยาลัยไม่ได้เลยสักคนด้วยซ้ำ การที่หลินซือซือกล้าที่จะลงสนามสอบครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก
แม้หลินซือซือจะกลับมาเป็นคุณหนูตระกูลซือได้ปีกว่าแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยรู้จักนิสัยใจคอหรือความสามารถที่แท้จริงของเธอเท่าไหร่นัก ผู้คนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอมีความรู้ความสามารถจริง หรือแค่พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดี
ทว่าหลินซือซือกลับตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “คงไม่กล้ารับประกันว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศหรอกค่ะ แต่ถ้าแค่ให้สอบติดมหาวิทยาลัยสักแห่ง มั่นใจว่าทำได้แน่นอนค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะ”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ปกติคนที่กำลังจะสอบเกาเข่ามีแต่จะเคร่งเครียดและหวาดกลัว กลัวว่าตัวเองจะทำข้อสอบไม่ได้ แต่เธอกลับกล้ายืนยันอย่างมั่นเหมาะว่าจะสอบติดแน่ๆ
แต่ถ้า... ถ้าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยได้จริงๆ การจะบอกว่าเธอไม่คู่ควรกับฟู่หยาง ก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก
“ถ้างั้นพวกเราก็คงต้องรอฟังข่าวดีจากเธอนะ”
“จริงสิ ได้ยินว่าฟู่หยางพอกลับมาจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ก็เอาแต่หมกตัวฝึกอยู่ในกองทัพ ไม่ค่อยได้กลับบ้านเลยนี่ ถ้าเขารู้ว่าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยได้ เขาต้องรีบกลับมาฉลองให้เธอแน่ๆ เลย”
“ใช่ๆ เรื่องน่ายินดีขนาดนี้”
พอพูดถึงชื่อฟู่หยาง ความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาได้ยินมาว่าภารกิจครั้งนั้นเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และฟู่หยางก็บาดเจ็บสาหัส นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็แทบจะไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นอีกเลย แม้กระทั่งตอนที่หลินซือซือพ้นโทษออกมา คนรู้จักต่างก็แวะเวียนไปเยี่ยมเยียน แต่ก็ไม่มีใครเห็นเงาของฟู่หยางเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเรื่องราวตกลงมันเป็นยังไงกันแน่
เมื่อได้ยินผู้คนพูดถึงเขา หลินซือซือก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำทีเป็นเขินอาย เรื่องของฟู่หยางเธอก็พอได้ยินมาบ้าง เธอเดาว่าเขาคงกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากและสภาพจิตใจคงย่ำแย่พอสมควร หลินซือซือเคยพยายามไปเยี่ยมเขาที่บ้านตระกูลฟู่เพื่อถามไถ่อาการ แต่ทุกคนที่นั่นกลับตอบเธอแบบปัดๆ ขอไปที ทำให้เธอไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงเลย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธออยากให้ถึงวันสอบเกาเข่าเร็วๆ
เธอเชื่อว่าแค่เพียงผลสอบออกมา และเธอมีชื่อติดมหาวิทยาลัย ฟู่หยางก็จะหันกลับมามองเธอในแง่ดีขึ้นมาบ้าง
เหมือนในชาติที่แล้ว... ช่วงแรกฟู่หยางก็มองซือเนี่ยนเป็นแค่ตุ๊กตาไม้ประดับ ทำตัวเย็นชาใส่ ไม่ต่างจากที่เขาทำกับเธอในตอนนี้
แต่ท้ายที่สุด เมื่อซือเนี่ยนตัดสินใจจากไป เขากลับเป็นฝ่ายที่หลงรักซือเนี่ยนหัวปักหัวปำไม่ใช่หรือ
หลินซือซือเชื่อว่าเธอเข้าใจผู้ชายอย่างฟู่หยางดีที่สุด เขามีอุดมการณ์สูง และผู้หญิงที่เขาต้องการคือผู้หญิงเก่ง ที่สามารถยืนหยัดเคียงข้างเขาได้อย่างเท่าเทียม
***
คืนก่อนวันสอบจริง ตระกูลซือถึงกับจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ เชิญเฉพาะคนสนิทมาชุมนุมกัน ข่าวที่หลินซือซือจะเข้าสอบเกาเข่าจึงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งบ้านพักทหารอย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่าข่าวนี้ย่อมลอยไปเข้าหูตระกูลฟู่ด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อให้หลินซือซือจะเก่งกาจจนกลายเป็นดอกฟ้าเลอโฉม แม่ฟู่ก็ไม่มีวันยอมรับให้ลูกชายกลับไปคบหากับเธออีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตระกูลซือยังคงหน้าด้านใช้เรื่องการสอบเกาเข่าของหลินซือซือมาเป็นข้ออ้างเพื่อข่มขู่ไม่ให้พวกเขาทวงถามเรื่องการหย่าร้าง พยายามยืดเยื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ
ทั้งพ่อฟู่และแม่ฟู่ต่างก็โกรธแค้นจนแทบกระอัก หากไม่ใช่เพราะเห็นแกหน้าตาทางสังคมที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักทหารเดียวกัน และการจะแตกหักให้เป็นเรื่องอื้อฉาวมันน่าอายเกินไป พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้เรื่องมันยืดเยื้อมาถึงขนาดนี้แน่นอน
แต่ในเมื่อหลินซือซืออยากจะสอบนัก งั้นก็ได้ พวกเขาจะรอดู... จะคอยดูว่าเธอจะสอบได้ดิบได้ดีจนกลายเป็นดอกไม้งามได้อย่างที่ปากว่าไว้หรือไม่
ฝั่งซือเนี่ยนเองก็มีคนมาให้กำลังใจ อวี๋ตงอาสาตัวเป็นเจ้าภาพ บอกว่าทันทีที่สอบเสร็จ เขาจะเลี้ยงฉลองมื้อใหญ่ให้พี่สะใภ้เป็นการส่วนตัว ที่ผ่านมามีแต่เขาที่แวะไปกินข้าวฟรีที่บ้านตระกูลโจว แต่ตอนนี้สถานะเขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาคือเจ้าของร้านอาหารผู้ยิ่งใหญ่
อวี๋ตงถึงกับวางแผนไว้ในใจว่าเขาจะต้องหาโอกาสแอบเรียนรู้สูตรเด็ดเคล็ดลับการทำอาหารจากซือเนี่ยนให้ได้ เพื่อนำไปพัฒนาร้านอาหารของเขาให้โด่งดังไปทั่ว
อันที่จริง ตอนแรกที่ถูกผู้เป็นพ่อบังคับให้กลับมารับช่วงต่อกิจการร้านอาหาร อวี๋ตงหัวเสียมาก พ่อของเขาถึงกับยื่นคำขาดว่าถ้าเขาสามารถบริหารร้านให้รุ่งเรืองได้ ในอนาคตจะยอมยกมรดกทั้งหมดให้เขาดูแล ตอนนั้นในหัวของอวี๋ตงคิดอยู่อย่างเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ร้านนี้เจ๊งเร็วที่สุด พ่อจะได้ตระหนักเสียทีว่าลูกชายคนนี้ไม่มีหัวด้านการค้า และเลิกบังคับเขาเสียที
แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับเห็นฟู่เชียนเชียนพากลุ่มเพื่อนร่วมงานจากหน่วยงานของเธอมากินเลี้ยงที่ร้าน เมื่อเธอเห็นเขาในชุดเจ้าของร้าน ก็ทำสีหน้าตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด วินาทีนั้นเอง อวี๋ตงก็เปลี่ยนความคิด
เขาตัดสินใจแน่วแน่... เขาจะต้องปลุกปั้นร้านอาหารแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้จงได้!
…
การสอบเกาเข่าของซือเนี่ยน ถือเป็นวาระสำคัญของบ้านตระกูลโจวเช่นกัน สองสามวันก่อนจะถึงวันสอบจริง โจวเยว่เซินก็สั่งห้ามไม่ให้เธอแตะต้องงานบ้านงานครัวใดๆ ทั้งสิ้น ปล่อยให้เธอได้ทบทวนบทเรียนอย่างเต็มที่และสบายใจที่สุด
ตกกลางคืน ขณะที่ซือเนี่ยนยังคงแช่น้ำอุ่นในอ่างอย่างผ่อนคลาย โจวเยว่เซินก็กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมกล่องดินสอและอุปกรณ์เครื่องเขียนทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในการสอบให้เธออย่างพิถีพิถัน
[จบบท]