บทที่ 394: การชี้แจง
เสียงฝ่ามือฟาดลงบนโต๊ะดังลั่น ‘ปัง’ ทำเอาทุกคนสะดุ้ง “นักเรียน เธอจะอธิบายว่ายังไง กระดาษแผ่นนี้มีคำตอบที่เหมือนกับในกระดาษคำตอบของเธอเป๊ะๆ ราวกับถอดแบบกันมา ไม่เว้นแม้แต่ข้อที่ตอบผิด”
หวังม่านชิงอ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ มีใครบ้างที่จะยังดูไม่ออก
โพยแผ่นนั้นคือสิ่งที่เธอจงใจโยนไปที่เท้าของหลินซือซือ เพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายอีกฝ่าย ซ้ำร้ายยังลากซือเนี่ยนเข้ามาพัวพันเพื่อใช้เป็นแพะรับบาปแทนตัวเอง
มันคือแผนยิงปืนนัดเดียว แต่หวังผลถึงนกสองตัว
ช่างเป็นความคิดที่อำมหิตอย่างร้ายกาจ
ครูคุมสอบโกรธจนหน้าเขียวจัด “เธอออกไปเดี๋ยวนี้ สิทธิ์ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเธอเป็นโมฆะแล้ว”
ราวกับเลือดทั้งร่างถูกสูบออกไปจากใบหน้า หวังม่านชิงซีดเผือดจนแทบจะล้มทั้งยืน
เธอสบตากับซือเนี่ยนที่มองมาอย่างเย็นชา ริมฝีปากสั่นระริก เสียงพึมพำหลุดออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ไม่ ไม่จริง มันจะเป็นไปได้ยังไง... หรือจะมีแค่ฉันที่ผิดงั้นเหรอ เมื่อกี้เธอยังพูดอยู่เลยว่าข้อสอบของเธอถูกหมด มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ในเมื่อทุกคนก็รู้ว่าพวกเราที่ถูกคัดมาอยู่ห้องนี้ คือพวกผลการเรียนห่วยแตกที่ต้องมาเรียนซ้ำชั้นทั้งนั้น ขนาดพวกที่เรียนเก่งๆ ยังไม่มีใครกล้ารับประกันเลยว่าจะไม่ผิดสักข้อ แต่เธอกลับมั่นใจขนาดนี้ ไม่แน่หรอก... เธออาจจะโกงก็ได้”
การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายราวกับสุนัขจนตรอกของเธอ ยิ่งสุมไฟโทสะให้คุณครูคุมสอบ เขากระชากแขนเธอเพื่อลากตัวออกไปจากห้อง
ทว่าคำพูดทิ้งท้ายของเธอกลับทำให้สายตาทุกคู่ในห้องหันไปจับจ้องที่ซือเนี่ยนเป็นตาเดียว มันก็จริงอยู่... แม้ว่าหวังม่านชิงจะทำผิด แต่ประโยคสุดท้ายของเธอก็มีเหตุผล
ผู้หญิงคนนี้เอาความมั่นใจมหาศาลมาจากไหน ถึงกล้ายืนยันว่าคำตอบของตัวเองถูกต้องทั้งหมด
นี่มันอวดดีเกินไปแล้ว
ครูคุมสอบที่เพิ่งตรวจกระดาษคำตอบของซือเนี่ยนไปเมื่อครู่ ก็ขมวดคิ้วมุ่นตามไปด้วย แต่ปัญหาคือมันไม่มีหลักฐาน
ตัวเขาเองเกลียดพวกที่คิดจะทุจริตในการสอบเข้ากระดูกดำ เมื่อเจอสถานการณ์ชวนสงสัยแบบนี้ จึงย่อมไม่มีสีหน้าดีๆ ให้
เขาเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะของซือเนี่ยน ทำท่าจะยึดเครื่องเขียนและกระดาษของเธอ
“คุณครูคะ คุณครูจะทำอะไรคะ” ซือเนี่ยนขมวดคิ้วถาม
“ต้องตรวจสอบ ถึงเธอจะพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว แต่พฤติกรรมของพวกเธอทั้งสามคนมันน่าสงสัยเกินไป”
ครูพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและสายตาทะมึงทึง
ซือเนี่ยนสูดหายใจเข้าลึก พยายามอย่างที่สุดที่จะระงับอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น
แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงทุ้มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง “เธอไม่ได้ทุจริต”
ครูคุมสอบหันขวับไปมองอย่างตกใจ เขาเห็นชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบทหาร มือข้างหนึ่งกำลังกระชากคอเสื้อของหวังม่านชิงที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มไว้มั่น ส่วนอีกข้างยกขึ้นชี้มาทางนี้พลางกล่าวอย่างสงบ “ผมรับประกันได้”
นักเรียนในห้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เครื่องแบบที่ฟู่หยางสวมใส่บ่งบอกสถานะที่ทำให้ไม่มีใครกล้าหืออือ
ทุกคนต่างก็ได้ยินข่าวมาแล้วว่า เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลการสอบให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทางโรงเรียนได้เชิญเจ้าหน้าที่ทหารมาคอยเดินตรวจตราตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
เมื่อวานนี้ก็มีนักเรียนที่เกิดเหตุไม่คาดฝันหลายคน ก็ได้คนกลุ่มนี้ช่วยพาส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
แถมหัวหน้าที่คุมทีมมา ยังมียศถึงระดับผู้พันของกองทัพ การอารักขาที่แน่นหนาขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะได้เห็นกันบ่อยๆ
บรรดาครูคุมสอบเองก็ยังต้องเหลือบมองเขาหลายครั้ง
ท่าทีของครูที่แข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ผู้กองฟู่แน่ใจได้ยังไงครับ หรือว่าเมื่อกี้คุณเห็นเหตุการณ์”
ฟู่หยางเหลือบมองซือเนี่ยนเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับมาตอบ “ต่อให้ผมจะเห็นหรือไม่เห็น เธอก็ไม่มีทางทุจริต”
ครูคุมสอบมีสีหน้าอึกอัก “แต่... แต่พฤติกรรมของเธอมันน่าสงสัยจริงๆ นะครับ เราจะปล่อยปละละเลยนักเรียนที่อาจจะฉวยโอกาสในการสอบครั้งสำคัญนี้ไม่ได้ มันไม่ยุติธรรมกับนักเรียนคนอื่น”
ฟู่หยางดูเหมือนจะไม่อยากเสียเวลาอธิบายยืดยาว “ก่อนหน้านี้ เธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษประจำชั้นเรียนหัวกะทิของโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผมที่รู้ หลินซือซือก็รู้เหมือนกัน ถึงผมจะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมพูด แต่ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ จะไปตรวจสอบประวัติเองก็ได้”
คำประกาศนั้นทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความตะลึงงัน
“ครูโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศ”
“บ้าน่า เป็นไปได้ยังไง”
ทุกสายตาหันกลับไปมองซือเนี่ยนโดยอัตโนมัติ
ไม่มีใครในเมืองนี้ไม่รู้จักโรงเรียนประถมภาษาต่างประเทศ เพราะมันเป็นโรงเรียนที่สอนภาษาแห่งเดียวในย่านใจกลางเมืองนี้
แถมยังเป็นถึงชั้นเรียนหัวกะทิ ที่มีข่าวลือหนาหูว่าอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อไปแย่งชิงตัวครูเก่งๆ มาสอน ครูประจำชั้นแต่ละคนล้วนมีดีกรีระดับศาสตราจารย์
ตอนที่ชั้นเรียนนี้เปิดตัวใหม่ๆ ก็เคยเป็นข่าวดังให้คนสนใจอยู่พักใหญ่
แต่ไม่มีใครเลยที่จะจินตนาการภาพของครูระดับนั้น มานั่งปะปนอยู่ในห้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเด็กสาวคนนี้
ทว่า เมื่อพิจารณาจากเครื่องแบบและสถานะของชายผู้พูด เขาย่อมไม่มีทางโกหกเรื่องแบบนี้แน่
ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลินซือซือ
หลินซือซือไม่คาดคิดมาก่อนว่าฟู่หยางจะโผล่มา ไม่ใช่เพื่อช่วยเธอ แต่กลับเป็นการช่วยซือเนี่ยน
ในหัวของเธอขาวโพลนไปหมด หูอื้อตาลาย
สีหน้าของเธอย่ำแย่ถึงขีดสุด
ฟู่หยางไม่เพียงแต่จะออกรับหน้าแทนซือเนี่ยน แต่ยังตบท้ายด้วยการตั้งคำถามกดดันว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมช่วยซือเนี่ยนพูด
ใบหน้าของหลินซือซือซีดขาวไร้สีเลือด
เมื่อเห็นทุกสายตากำลังจับจ้องมารอคำตอบ เธอจึงเค้นเสียงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ค่ะ... ใช่ค่ะ ฉันเคยได้ยินพ่อกับแม่พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เมื่อกี้ฉันตื่นเต้นไปหน่อย เลย... เลยลืมไปเลยค่ะ”
ฟู่หยางปรายตามองเธอด้วยแววตาที่อ่านความหมายไม่ออก เขาไม่พูดอะไรต่ออีก หันไปกระชากคอเสื้อหวังม่านชิงแล้วลากตัวออกไปจากห้องสอบ
บรรยากาศในห้องสอบพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ครูคุมสอบที่เมื่อครู่นี้ยังโวยวายจะตรวจค้นซือเนี่ยน ยืนนิ่งเป็นหิน พูดอะไรไม่ออก
ซือเนี่ยนเองก็แปลกใจเล็กน้อยที่ฟู่หยางยื่นมือเข้ามาช่วย แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เธอจัดการเปิดกระเป๋าเครื่องเขียนและคว่ำสมุดกระดาษร่างของตัวเองลงบนโต๊ะ แสดงความบริสุทธิ์ใจให้เขาดูอย่างเปิดเผย
จากนั้นเธอก็ก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบต่อ
สำหรับเธอแล้ว เรื่องวุ่นวายพวกนี้มันเสียเวลาทำมาหากินสิ้นดี
โชคยังดีที่เธอเป็นคนจิตใจมั่นคง แม้จะถูกกล่าวหาซึ่งๆ หน้า แต่ก็ไม่ถึงกับสติแตกจนทำข้อสอบต่อไม่ได้
ตรงกันข้ามกับหลินซือซือที่ตอนนี้สภาพย่ำแย่สุดๆ
การปรากฏตัวของฟู่หยางทำลายสมาธิของเธอจนกระเจิดกระเจิง เธอไม่มีกะจิตกะใจจะทำข้อสอบต่ออีกแล้ว
ในเมื่อความจริงถูกเปิดเผยแล้ว ซือเนี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวอีกต่อไป
เธอทำข้อสอบเสร็จอย่างรวดเร็ว ตรวจทานหนึ่งรอบ และทันทีที่ครูคุมสอบอนุญาตให้ส่งกระดาษคำตอบได้ เธอก็ลุกขึ้นส่งเป็นคนแรกทันที
ทิ้งให้เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ มองตามหลังเธอไปอย่างงุนงง
เกิดเรื่องเอิกเกริกขนาดนี้ คนที่รออยู่ข้างนอกอย่างโจวเยว่เซินย่อมต้องรู้เรื่องอยู่แล้ว
เพียงแต่พวกเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบพื้นที่ จึงทำได้เพียงยืนมองอยู่ห่างๆ
พอเห็นซือเนี่ยนเดินออกมาเร็วกว่ากำหนด เขาก็รู้ได้ในใจว่าวิชานี้ผ่านฉลุยแน่นอน
ยังไงเสีย ภาษาอังกฤษก็เป็นวิชาที่เธอถนัดที่สุดอยู่แล้ว
ตัดภาพมาที่หลินซือซือ เธอเดินลากขาออกมาจากห้องสอบเป็นคนท้ายๆ ตอนที่เสียงระฆังหมดเวลาดังขึ้นพอดี
เธอทำข้อสอบไม่เสร็จด้วยซ้ำ
วันนี้พ่อของฟู่หยางไม่ได้มาด้วย มีเพียงจางชุ่ยเหมยคนเดียวที่มายืนรอ
ตั้งแต่เมื่อครู่ที่เห็นว่าหลินซือซือยังไม่ออกมา จางชุ่ยเหมยก็กระวนกระวายใจจนแทบจะนั่งไม่ติด
พอเห็นร่างของลูกสาวเดินออกมา เธอก็รีบถลาเข้าไปหา “ซือซือ เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมลูกเพิ่งออกมาล่ะ”
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เธอเห็นเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวนักเรียนหญิงคนหนึ่งออกไป ใจของเธอก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เธอกลัวเหลือเกินว่าคนที่ถูกจับจะเป็นลูกสาวของเธอ
เมื่อเห็นหลินซือซือนิ่งเงียบไม่ตอบ เธอก็ยิ่งร้อนใจ ถามต่อว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง
อารมณ์ของหลินซือซือในตอนนี้ดำดิ่งยิ่งกว่าก้นเหว เธอถึงกับเริ่มสงสัยแล้วว่า หวังม่านชิงคนนั้น เป็นคนที่ซือเนี่ยนจ้างมาเพื่อเล่นงานเธอหรือเปล่า
ไม่อย่างนั้นทำไมผลลัพธ์ถึงกลายเป็นว่าซือเนี่ยนได้หน้าได้ตากลายเป็นฮีโร่ไป ส่วนเธอกลับต้องมาถูกคนซุบซิบนินทาเยาะเย้ย
ตอนที่เดินออกมาเมื่อกี้ มีผู้เข้าสอบหลายคนชี้มาที่เธอแล้วหัวเราะเยาะถากถางกันอย่างออกรส ราวกับจงใจพูดให้เธอได้ยิน
พวกเขาว่ากันว่าซือเนี่ยนอุตส่าห์ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ แต่เธอกลับนั่งเงียบเป็นเป่าสาก เกือบจะลากซือเนี่ยนให้เดือดร้อนไปด้วย
บ้างก็ว่าเธอสมควรแล้ว เมื่อวานทำเป็นอวดดีไปฟ้องคนอื่น วันนี้กรรมเลยตามสนอง
หลินซือซือโกรธจนตัวสั่น
พอเงยหน้าขึ้นเห็นซือเนี่ยนกำลังยืนหัวเราะพูดคุยอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข เธอก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิง จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้โฮ วิ่งหนีเตลิดไป
ทิ้งให้ซือเนี่ยนมองตามด้วยความงุนงงสับสน
เดี๋ยวนะ คนที่ควรจะร้องไห้มันคือฉันไม่ใช่หรือไง แล้วนั่นทำหน้าเหมือนโดนรังแกมาอย่างแสนสาหัส มันหมายความว่ายังไงกัน
ซือเนี่ยนสลัดความคิดไร้สาระนั้นทิ้งไป ขี้เกียจจะเก็บมาใส่ใจ
ดูเหมือนว่าสองสามวันที่ผ่านมา ห้องสอบของพวกเธอจะกลายเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ สังเกตได้จากจำนวนครูคุมสอบที่เพิ่มมากขึ้นในวันนี้
คงจะมีใครสักคนไปร้องเรียนเรื่องเมื่อวานแน่ๆ
แต่ซือเนี่ยนก็ไม่เดือดร้อน ในเมื่อเธอไม่ได้โกง ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
การสอบตลอดสามวันดำเนินไปจนสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว วิชาที่เหลืออีกสองสามวิชาก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเป็นพิเศษ ซือเนี่ยนจึงทำข้อสอบได้อย่างสบายใจ
เมื่อการสอบวิชาสุดท้ายจบลง เธอก้าวออกจากประตูโรงเรียน โจวเยว่เซินกับเด็กๆ ทั้งสามก็ยืนรอเธออยู่ก่อนแล้ว
ดวงอาทิตย์ทางทิศตะวันตกยังคงแผดรังสีความร้อน แม้จะย่างเข้าสู่ช่วงบ่ายคล้อยแล้ว แต่อากาศก็ยังร้อนอบอ้าว
เส้นผมของเด็กทั้งสามเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ โดยเฉพาะโจวเจ๋อหานลูกคนรอง ที่ทั้งใบหน้าและจมูกมันเยิ้มไปด้วยหยาดเหงื่อ
ไม่รู้ว่าพากันหนีไปวิ่งเล่นซนที่ไหนกันมา
ทันทีที่เห็นเธอเดินออกมา เด็กๆ ก็พากันกระโดดโลดเต้น วิ่งเข้ามาแย่งกันจะช่วยเธอถือกระเป๋า
หลังจากการสอบมาราธอนสามวันเต็ม ซือเนี่ยนก็ยอมรับว่ารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจริงๆ
ในตอนนั้นเอง ฟู่เชียนเชียนก็โผล่พรวดมาจากไหนก็ไม่รู้ เธอเดินดุ่มๆ มาหยุดอยู่ข้างซือเนี่ยน จ้องหน้าเธอนิ่ง ท่ามกลางความงุนงงของซือเนี่ยน เธอก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า “ซือเนี่ยน เป็นไงบ้าง สอบครั้งนี้ เธอคิดว่าตัวเองจะได้สักกี่คะแนน”
[จบบท]