บทที่ 4: ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตฉบับย่อส่วน
โจวเยว่เซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาต
“ก็ได้ คุณอยู่ที่นี่แล้วกัน”
“ไม่ได้นะเยว่เซิน จะให้หล่อนอยู่ที่นี่ง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง ดูจากรูปการณ์แล้ว บ้านหลินต้องจ้องสินสอดสามพันหยวนของเธอแน่ๆ ครอบครัวนี้มันพวกสิบแปดมงกุฎชัดๆ” ป้าหลิวร้อนรน รีบออกปากทัดทาน
โจวเยว่เซินเพียงปรายตามองหญิงสูงวัยด้วยแววตาเรียบนิ่ง น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่ชัดเจน “ในเมื่อเธอเป็นลูกสาวตัวจริงของบ้านหลิน ก็ไม่ถือว่าเป็นการหลอกลวง”
ซือเนี่ยนเหลือบมองป้าหลิวด้วยรอยยิ้มมุมปาก “คุณป้าดูจะไม่พอใจที่ฉันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกเลยนะคะ ไม่ทราบว่าคุณป้ามีตัวเลือกที่ดีกว่านี้เก็บไว้ในใจหรือเปล่าคะ”
คำถามนั้นเล่นเอาป้าหลิวถึงกับไปไม่เป็น
โจวเยว่เซินละสายตากลับมาที่หญิงสาวตรงหน้า ท่าทีของเขาดูเย็นชาลงเล็กน้อย “ป้าหลิว เรื่องนี้ป้าไม่ต้องเข้ามายุ่ง”
เขากล่าวกับหญิงสูงวัย ก่อนจะหันมาทางซือเนี่ยน “คุณพักที่นี่ได้ ผมไม่มีข้อเรียกร้องอะไรมาก ขอแค่คุณดีกับเด็กๆ ก็พอครับ”
“ส่วนเรื่องงานแต่งงาน ทางครอบครัวของคุณแจ้งว่าไม่ต้องการจัด อีกทั้งฝ่ายหญิงก็ไม่เคยเต็มใจมาตลอด ทางเราจึงยังไม่ได้เตรียมการอะไร แต่ถ้าคุณต้องการ ก็แค่เลือกวันมาก็ได้ครับ”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจ “ที่ฟาร์มยังมีงานต้องสะสาง ผมต้องไปแล้ว มีเรื่องสำคัญอะไรที่คุณอยากจะถามอีกไหม”
ซือเนี่ยนพยักหน้า “งานแต่งจะจัดหรือไม่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ที่สำคัญคือฉันมีห้องให้อยู่ไหมคะ”
โจวเยว่เซินเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบ “บ้านนี้มีทั้งหมด 5 ห้องนอน ห้องนอนใหญ่คือห้องแรกบนชั้นสอง คุณพักห้องนั้นไปก่อน ส่วนผมจะไปนอนกับเสี่ยวตง”
ลูกๆ ทั้งสามของพี่สาวเขา มีชื่อว่าโจวเยว่ตง โจวเยว่หาน และโจวเสี่ยวเหยา ซึ่งหลังจากที่เขารับอุปการะ ทั้งหมดก็ได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลโจว
การมาถึงของซือเนี่ยนนั้นกะทันหันเกินไป ทำให้ที่บ้านไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้ล่วงหน้า ปกติแล้วเขาจะนอนคนเดียวหนึ่งห้อง โจวเยว่ตงผู้เป็นพี่คนโตจะนอนกับน้องสาว ส่วนคนรองก็ได้ห้องไปอีกหนึ่งห้อง ห้องที่เหลือจึงเป็นห้องพักสำหรับแขกที่ยังว่างเปล่า การให้เธอไปพักในห้องนั้นคงจะไม่สะดวกนัก
“ตกลงค่ะ คุณไปทำงานเถอะ” ซือเนี่ยนตอบรับ
โจวเยว่เซินพยักหน้าเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อลับร่างของชายหนุ่มไปแล้ว ป้าหลิวที่เก็บงำความไม่พอใจไว้ก็เริ่มเอ่ยถ้อยคำแดกดัน “อย่าคิดว่าพอเข้ามาอยู่ในบ้านนี้แล้วฉันจะเกรงใจเธอนะ ฉันจะคอยดูว่าเธอจะเสแสร้งไปได้อีกสักกี่น้ำ”
ซือเนี่ยนนึกรำคาญหญิงชราคนนี้อย่างบอกไม่ถูก เธอจึงตวัดสายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“ความสามารถของคุณป้าอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ฝีปากนี่ไม่เป็นรองใครเลยนะคะ คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าคุณป้าเป็นแม่สามีของฉันก็ได้ ถึงได้วางอำนาจขนาดนี้”
ซือเนี่ยนแค่นหัวเราะ “อย่างน้อยฉันก็มาที่นี่อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม แต่บางคนเป็นแค่ลูกจ้างที่เขาจ้างมาทำงาน พูดกันตรงๆ ก็คือคนรับใช้ การที่คนรับใช้คิดจะปีนเกลียวเจ้านาย ระวังจะถูกไล่ออกเอานะคะ คุณป้า”
คำพูดของซือเนี่ยนแทงใจดำจนป้าหลิวโกรธจนหน้าเขียว ถึงเธอจะเป็นแค่ลูกจ้าง แต่ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานกับครอบครัวโจวและวัยวุฒิของเธอ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะตักเตือนซือเนี่ยนได้ แต่ตอนนี้กลับถูกเด็กสาวเมื่อวานซืนดูแคลน มันช่างน่าเจ็บใจนัก
“ปากดีนักนะ ไหนบอกว่ามาจากในเมือง คนเมืองเขาสั่งสอนกันมาแค่นี้เองเหรอ!” หญิงชราชี้นิ้วด่ากราด
“มารยาทของฉันมีไว้สำหรับปฏิบัติต่อ ‘คน’ เท่านั้นค่ะ” ซือเนี่ยนยิ้มกว้างเผยให้เห็นไรฟัน ความหมายที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจน
ป้าหลิวโกรธจนตัวสั่นเทา แต่แล้วเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนเป็นหัวเราะเยาะหยัน
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
พูดจบก็อุ้มเจ้าตัวเล็กที่ส่งเสียงอ้อแอ้ในอ้อมแขนเดินจากไป
ซือเนี่ยนไม่ใส่ใจท่าทีคุกคามนั้น เธอหิ้วกระเป๋าเดินทางของตัวเองขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง
ห้องกว้างก็จริง แต่กลับโล่งโจ้งจนดูเวิ้งว้าง มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ โต๊ะหนึ่งตัว และตู้เสื้อผ้าอีกหนึ่งใบตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว สภาพไม่ต่างจากบ้านที่หมดเนื้อหมดตัว
ซือเนี่ยนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้ จะมีห้องนอนที่ดูอัตคัดถึงเพียงนี้
ชีวิตของผู้ชายคงจะเรียบง่ายไร้ซึ่งการปรุงแต่งแบบนี้เองสินะ
ทว่าผ้าห่มบนเตียงกลับถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งเครื่องนอนยังสะอาดสะอ้านไร้ที่ติ ผ้าห่มถูกพับเป็นทรงสี่เหลี่ยมเป๊ะราวกับก้อนเต้าหู้
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ผู้ชายคนนี้เคยเป็นทหารมาก่อนหรือเปล่านะ
เธอจัดการนำของออกจากกระเป๋าเดินทาง แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ ที่ด้านในมีเสื้อผ้าผู้ชายพับเก็บไว้อย่างดีเพียงแค่สองชุดเท่านั้น
เห็นความเนี้ยบแบบนี้แล้ว คนเจ้าระเบียบตัวจริงคงจะถูกใจน่าดู
อากาศช่วงนี้ค่อนข้างชื้น หากเก็บเสื้อผ้าอัดไว้ในกระเป๋านานเกินไปอาจจะเกิดกลิ่นอับได้ ซือเนี่ยนจึงรีบนำเสื้อผ้าของเธอออกมาแขวนจนเต็มตู้เสื้อผ้าที่เคยว่างเปล่า การได้เห็นสีสันสดใสเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างนั้นทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาอย่างประหลาด
การทะลุมิติมาครั้งนี้ถึงจะกะทันหันไปหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับดีกว่าที่คาดไว้มาก ตอนแรกเธอยังกังวลว่าจะต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านสังกะสีผุพังที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกินด้วยซ้ำ
ดูเหมือนว่าเธอจะคิดมากไปเอง ยุค 80 และ 90 ถือเป็นยุคทองที่โอกาสทำเงินมีอยู่ทุกที่ ขอแค่มีความคิดและกล้าได้กล้าเสีย ก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ไม่ยาก
และโจวเยว่เซินก็ดูจะเป็นคนประเภทนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
โล่งใจไปเปลาะหนึ่งที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ตัดปัญหาใหญ่ของเหล่าตัวเอกนิยายทะลุมิติที่ต้องดิ้นรนหาเงินไปได้เลย
เอาเถอะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องปรับตัวให้อยู่รอดต่อไป
เมื่อจัดของเสร็จเรียบร้อย ซือเนี่ยนก็เดินสำรวจห้องต่อ เธอพบว่าในห้องนอนใหญ่มีห้องอาบน้ำส่วนตัวด้วย เหงื่อที่ออกมาระหว่างทางทำให้เธอรู้สึกเหนียวตัว เธอจึงรีบคว้าเสื้อผ้าแล้วตรงเข้าไปในห้องน้ำทันที
แม้จะไม่มีน้ำอุ่น แต่อากาศในตอนนี้ก็ไม่ได้หนาวจนเกินไปสำหรับการอาบน้ำเย็น ในยุค 80 แบบนี้ เครื่องทำน้ำอุ่นยังเป็นของหายาก นอกจากจะเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยจริงๆ เท่านั้นถึงจะมีไว้ในครอบครอง
แต่เมื่อมองจากฐานะของโจวเยว่เซินแล้ว เธอก็เชื่อว่าอีกไม่นานบ้านหลังนี้คงจะได้ติดตั้งมันอย่างแน่นอน
การได้อาบน้ำชำระร่างกายทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นกอง ซือเนี่ยนเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านเรียบง่ายสีแอปริคอท ผมยาวสลวยสีดำขลับที่เปียกชุ่มทิ้งตัวลงบนบ่า เธอทรุดตัวลงนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะบรรจงจัดเรียงขวดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ แล้วเริ่มปรนนิบัติผิวอย่างใส่ใจ
ในเมื่อเจ้าของร่างเดิมอุตส่าห์ดูแลผิวพรรณมาเป็นอย่างดี เธอก็จะปล่อยให้มันทรุดโทรมไม่ได้
นอกจากข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวแล้ว เธอยังนำหนังสือของเจ้าของร่างเดิมติดมาด้วยสองสามเล่ม
ใช่แล้ว เจ้าของร่างคนก่อนเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่เรียนดีใช้ได้ แต่เธอกลับตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อจะได้แต่งงานกับคู่หมั้นที่เป็นทหารให้เร็วขึ้น เพราะเขาอายุ 25 ปีแล้ว และครอบครัวของเขาก็กำลังเร่งรัดเรื่องนี้
มิฉะนั้นแล้ว ตระกูลซือคงไม่ยอมให้เธอทิ้งการเรียนเป็นแน่ แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างอนาคตทางการศึกษากับการได้ดองกับลูกชายนายทหารระดับสูง พวกเขาก็เลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเล
แต่หลังจากที่เธอลาออกได้ไม่ทันไร คุณหนูตัวจริงของตระกูลก็ปรากฏตัวขึ้น
เจ้าของร่างเดิมที่เอาแต่ฟูมฟายเรื่องความรักจนไม่เป็นอันทำอะไร จะมีกะจิตกะใจกลับไปเรียนได้อย่างไร ความคิดของพวกคลั่งรักนี่น่ากลัวเสียจริง
ซือเนี่ยนจัดเรียงหนังสือเหล่านั้นไว้อย่างเป็นระเบียบ ตั้งใจว่ารอให้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้ได้เมื่อไหร่ ค่อยนำกลับมาอ่านอีกครั้ง
เธอเช็ดผมที่เปียกชุ่มจนเกือบจะแห้งสนิท ก่อนจะได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังมาจากชั้นล่าง
ซือเนี่ยนชะโงกหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง ห้องนอนของเธออยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูทางเข้าได้อย่างชัดเจน
เด็กชายสองคนในชุดนักเรียนที่ผูกผ้าพันคอสีแดงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามาในบริเวณบ้าน
ทั้งสองยังดูเด็กนัก แต่คนพี่ที่ตัวสูงกว่าเล็กน้อยกลับมีแววตาเย็นชาคมกริบ ซึ่งถอดแบบมาจากโจวเยว่เซินไม่มีผิดเพี้ยน
ส่วนคนน้องนั้นท่าทางร่าเริงสดใส เดินกระโดดหย็องแหย็งไปมาพร้อมกับแกว่งกระเป๋านักเรียนเก่าๆ ที่มีรอยขาด
เด็กทั้งสองมีหน้าตาคล้ายคลึงกันและผอมบางเหมือนกันทั้งคู่
ภาพของเด็กชายทั้งคู่ทำให้ซือเนี่ยนนึกถึงเจ้าตัวเล็กที่อยู่ชั้นล่าง ซึ่งก็ผอมแห้งไม่ต่างกัน เธอรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ด้วยฐานะทางการเงินของโจวเยว่เซิน เด็กๆ ไม่น่าจะผอมโซถึงเพียงนี้
ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กทั้งสามคนนี้แจ่มชัดอยู่ในหัวของเธอ
ในนิยายที่เธอเคยอ่าน เจ้าของร่างเดิมได้ทารุณกรรมเด็กทั้งสามคนอย่างหนักหน่วง เด็กๆ ที่กำพร้าพ่อแม่และโหยหาความรักมาทั้งชีวิตจึงเติบโตมาอย่างบิดเบี้ยว
โจวเยว่เซินเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ไหนเลยจะมีเวลามาดูแลลูกๆ ทั้งสามคนได้อย่างทั่วถึง ซ้ำร้ายเขาเองยังเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก ทำให้เด็กๆ ต่างก็หวาดกลัวเขา
เมื่อถูกเจ้าของร่างเดิมทำร้าย พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากบอกใคร ได้แต่เก็บความเจ็บปวดนั้นไว้กับตัว
การต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายตั้งแต่อายุยังน้อยได้สร้างบาดแผลลึกในใจ ยิ่งเก็บกดไว้นาน สภาพจิตใจก็ยิ่งไม่ปกติ
[จบบท]