บทที่ 403: หลินซือซือเข้ามหาวิทยาลัย
โจวซีเหยาตัวน้อยที่ยังคงงุนงงอยู่กับข่าวใหญ่เมื่อครู่ เอียงคอกัดช้อนค้างไว้ในปาก ดวงตาแป๋วแหววกะพริบปริบๆ “คุณแม่คะ... มหาวิทยาลัยนี่มันคืออะไรเหรอคะ”
ซือเนี่ยนอดยิ้มไม่ได้ เธอลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ อย่างเอ็นดู “มหาวิทยาลัยเหรอจ๊ะ ก็คือโรงเรียนแบบเดียวกับที่พวกพี่ชายไปเรียนนั่นแหละจ้ะ แต่ว่าคนที่ไปเรียนจะเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วเท่านั้นเอง”
โจวซีเหยาพยักหน้ารับแบบกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้น หนูก็อยากเข้ามหาวิทยาลัยด้วยค่ะ!”
ความคิดนี้ทำเอาเด็กหญิงตื่นเต้นไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ซือเนี่ยนมักจะพาเธอไปที่โรงเรียนประถมด้วยทุกวัน โจวซีเหยาได้เห็นพี่ๆ นักเรียนเข้าห้องเรียน บางครั้งเธอก็แอบเข้าไปนั่งเรียนกับเขาด้วย
เด็กคนอื่นๆ ก็ชอบเธอกันมาก ชมว่าเธอเก่ง แถมยังใจดีแบ่งลูกอมให้กินบ่อยๆ ภาพบรรยากาศเหล่านั้นทำให้ดวงตาใสแจ๋วของโจวซีเหยาฉายแววปรารถนาอย่างชัดเจน
พอได้ยินน้องสาวประกาศเป้าหมาย โจวเจ๋อหานก็ชักจะอยู่ไม่สุขขึ้นมาทันที คุณแม่กำลังจะไปมหาวิทยาลัยแล้ว!
เขานึกถึงคำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้ ที่เคยบอกไว้ว่าถ้าคุณแม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เขาก็จะสอบไม่ติดเหมือนกัน จะได้อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ที่บ้าน
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันกลับตาลปัตรหมดแล้ว คุณแม่สอบได้ แถมเหยาเหยายังจะตามไปอีก เขาจึงรีบยกมือประกาศบ้าง
“คุณแม่ครับ ผมก็อยากเข้ามหาวิทยาลัยด้วยครับ!”
ในขณะที่น้องๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว โจวเจ๋อตงกลับนั่งนิ่ง แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แววตาของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังไม่ต่างกัน
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาถูกปลูกฝังความคิดที่ว่า “การศึกษาเปลี่ยนชะตาชีวิต” มาตลอด และเขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อสิ่งนั้น
แม้ว่าตอนนี้ชะตาชีวิตของเขาและน้องๆ จะเปลี่ยนไปมากแล้วนับตั้งแต่ได้พบคุณแม่คนใหม่ แต่เป้าหมายเดิมของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เขาทอดสายตามองซือเนี่ยนด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด ในหมู่บ้านของพวกเขาไม่เคยมีใครได้เรียนมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำ ได้ยินมาว่าครูประจำชั้นของเขาเองก็เรียนจบแค่มัธยมปลายเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนในโรงเรียนก็ยังให้ความเคารพนับถือครูมาก
เขาตัดสินใจเงียบๆ ต่อไปในอนาคต เขาจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เหมือนคุณแม่ จะได้ไม่มีใครกล้ามาหัวเราะเยาะเขาเวลาที่กลับไปที่หมู่บ้านอีก
“คุณแม่ครับ คุณแม่อยากเข้ามหาวิทยาลัยไหนเหรอครับ”
“มหาวิทยาลัยปักกิ่งจ้ะ”
“มหาวิทยาลัยปักกิ่ง...” โจวเจ๋อตงทวนคำนั้นเสียงเบา เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขาก็จะไปมหาวิทยาลัยปักกิ่งเหมือนกัน เขาจะไปเรียนที่เดียวกับคุณแม่
…
หลังจากที่สมาชิกในครอบครัวจัดการกับอารมณ์ตื่นเต้นดีใจกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เตรียมตัวออกเดินทาง
เดิมทีโจวเยว่เซินตั้งใจจะไปส่งซือเนี่ยนที่โรงเรียนแค่คนเดียว แต่ดูเหมือนแผนจะล่มไม่เป็นท่า เพราะไม่ว่าซือเนี่ยนจะขยับไปทางไหน เด็กๆ ทั้งสามก็เหมือนเงาตามตัวตามติดไปด้วยทุกฝีก้าว
เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากชวนสักคำ พอเห็นซือเนี่ยนก้าวขึ้นรถปุ๊บ เจ้าสามแสบก็ปีนตามขึ้นไปนั่งประจำที่กันอย่างคล่องแคล่วราวกับนัดกันมา
โจวเยว่เซินมองภาพการอพยพยกครัวนี้แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกจนปัญญาขึ้นมาจริงๆ
เท่านั้นยังไม่พอ ต้าหวงที่เพิ่งถูกปลดโซ่ พอเห็นว่าเจ้านายทั้งหลายกำลังจะออกจากบ้าน มันก็รีบโก่งก้นอวบๆ ของมันพยายามมุดเข้าไปในรถด้วยอีกตัว
แต่ปัญหาคือตอนนี้ต้าหวงไม่ใช่สุนัขตัวเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว รูปร่างของมันใหญ่โตเต็มพิกัดเทียบเท่าสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์โตเต็มวัย
แม้ว่ามันจะพยายามจนเบียดตัวเข้าไปได้ แต่คนที่รับเคราะห์เต็มๆ ก็คือเด็กทั้งสามคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การจะพาสุนัขตัวใหญ่น่าเกรงขามขนาดนี้ไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนอย่างโรงเรียนย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ เกิดมันไปทำให้ใครตกใจกลัวขึ้นมาจะทำอย่างไร
โจวเยว่เซินมองเจ้าตูบยักษ์ที่โก่งก้นกระดิกหางอย่างมีความสุข มุดเข้าไปในรถได้เกินครึ่งตัวแล้วสลับกับมองลูกๆ ทั้งสามคนที่กำลังจะโดนเบียด เขาก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดจนอาการอยากบุหรี่กำเริบขึ้นมา “ต้าหวง ลงมา”
เขาส่งเสียงเรียกมันหนึ่งครั้ง และอาศัยจังหวะที่เจ้าตูบผู้ซื่อสัตย์กระดิกหางเดินถอยหลังลงมาจากรถ แล้วเงยหน้ามองเขาอย่างคาดหวังว่าเจ้านายจะเปลี่ยนใจ ชายหนุ่มก็รีบคว้าประตูรถปิดดังปัง!
ต้าหวงที่ถูกหลอกเต็มๆ ได้แต่ยืนกระดิกหางไปมาอยู่หลังประตูเหล็ก ส่งสายตาละห้อยตาม
โจวเยว่เซินเพิ่งจะสตาร์ทเครื่องยนต์เตรียมออกรถ ก็มีเสียงเล็กๆ ดังมาจากข้างบ้าน “คุณลุงโจวครับ คุณลุงโจวครับ!”
เจ้าของเสียงคือเจี่ยงจิว เด็กน้อยในชุดเอี๊ยมขาสั้นน่ารักวิ่งหน้าตั้งมาที่รถ เขาชะโงกหน้ามองเข้าไปในรถ เห็นพี่รองกับคนอื่นๆ นั่งกันพร้อมหน้า ก็เงยหน้าขึ้นมองโจวเยว่เซินด้วยดวงตาเป็นประกาย พร้อมกับส่งเสียงหวานเจี๊ยบ
“คุณลุงโจวครับ พี่รอง พวกคุณจะไปไหนกันเหรอครับ”
โจวเยว่เซินค่อนข้างจะเอ็นดูเจ้าตัวเล็กข้างบ้านคนนี้ไม่น้อย ทั้งหน้าตาน่ารัก พูดจารู้ความ แถมยังสนิทกับโจวเจ๋อหานลูกชายคนรองของเขาชนิดที่ว่าตัวติดกันแทบทุกวัน เขาจึงก้มลงยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั่นเบาๆ แล้วตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ลุงจะไปส่งน้าซือเนี่ยนของหนูที่โรงเรียนครับ”
“ไปโรงเรียนเหรอครับ” เจี่ยงจิวตาโตด้วยความตื่นเต้น “คุณลุง ครับ คุณลุงครับ ให้ผมไปด้วยได้ไหมครับ”
โจวเยว่เซินชะงักไปเล็กน้อย จริงอยู่ที่เขาชอบเด็กคนนี้ แต่เขาก็ไม่ถนัดในการดูแลลูกคนอื่นเอาเสียเลย เขากำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่เจ้าตัวเล็กก็เริ่มใช้ไม้ตาย ดึงมือเขาไปเขย่าเบาๆ พลางออดอ้อน
“คุณลุงโจวครับ คุณลุงโจวครับ ให้ผมไปด้วยนะ ผมสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีเชื่อฟัง ไม่ดื้อเลยครับ”
โจวเยว่เซินเจอเด็กพูดจาฉอเลาะแบบนี้เข้าไปก็ถึงกับไปไม่เป็น เด็กสามคนที่บ้านเขาไม่เคยมีใครอ้อนเก่งขนาดนี้ ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมเป็นนิจปรากฏร่องรอยความเกร็งอย่างเห็นได้ชัด
ซือเนี่ยนที่นั่งมองอยู่หัวเราะออกมา “พาเขาไปด้วยเถอะค่ะ” ยังไม่ทันขาดคำ โจวเจ๋อหานก็ยื่นตัวออกมาจากหน้าต่างรถครึ่งหนึ่ง ตะโกนเรียกเพื่อนเสียงดังลั่น “เสี่ยวเจี่ยง เสี่ยวเจี่ยง ฉันอยู่นี่!”
เจี่ยงจิวตาวาววับ รีบปล่อยมือจากโจวเยว่เซิน แล้ววิ่งแจ้นไปที่ประตูรถทันที “พี่รอง ผมจะนั่งกับพี่ด้วย!”
“ได้เลย ขึ้นมาสิ” โจวเจ๋อหานรีบขยับก้นเบียดตัวเองไปครึ่งหนึ่ง ตบที่ว่างข้างๆ เป็นการเชิญชวน
ซือเนี่ยนหันไปยิ้มให้โจวเยว่เซินที่เดินกลับมาที่นั่งคนขับด้วยสีหน้าจนใจ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เด็กตัวเล็กๆ ไม่เปลืองที่นั่งหรอก”
เธอพูดจบก็หันไปเห็นแม่เฒ่าเจี่ยงเดินออกมาจากบ้านพอดี จึงส่งเสียงทักทายท่าน เมื่อตกลงสมาชิกเรียบร้อย ขบวนรถที่แน่นขนัดไปด้วยผู้ใหญ่สองคนและเด็กสี่คนก็มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2
…
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านตระกูลซือ ครอบครัวที่กำลังตื่นเต้นเตรียมตัวจะไปโรงเรียนเหมือนกัน ก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง จางชุ่ยเหมยที่ไปรับสาย พอได้ยินว่าเป็นเสียงของครูประจำชั้น สีหน้าของเธอก็เปล่งประกายด้วยความยินดี
“อะไรนะคะ ซือซือสอบได้ 398 คะแนนเหรอคะ! ถ้างั้นเรื่องมหาวิทยาลัยก็ไม่พลาดแน่ใช่ไหมคะ” เธอยกมือขึ้นทาบอกอย่างโล่งใจ “โอ๊ย ดีจังเลยค่ะคุณครู ขอบคุณคุณมากจริงๆ นะคะ ไม่อย่างนั้นซือซือของฉันก็ไม่แน่ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”
จางชุ่ยเหมยดีใจอยู่ได้ไม่นาน ปลายสายก็เอ่ยถึงชื่อที่เธอไม่อยากได้ยิน “ลูกบุญธรรมเหรอคะ... คุณหมายถึงซือเนี่ยนเหรอ คุณถามถึงเด็กคนนั้นทำไมกัน”
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“เด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ เรื่องของเด็กคนนั้นคุณไม่ต้องมาถามฉันหรอกค่ะ ฉันยังมีธุระต้องทำ ขอวางสายก่อนนะคะ”
จางชุ่ยเหมยกดวางหูโทรศัพท์ดังปังด้วยความไม่สบอารมณ์ ครูประจำชั้นคนนี้ก็น่ารำคาญจริง อยู่ๆ จะมาถามไถ่ว่าซือเนี่ยนอยู่บ้านไหมทำไมกัน หรือว่าเขาจะไม่รู้ว่าเด็กนั่นย้ายออกจากบ้านตระกูลซือไปตั้งนานนมแล้ว
ตอนนี้จางชุ่ยเหมยรู้สึกเกลียดชังซือเนี่ยนเข้าไส้ แค่ได้ยินชื่อก็พาลให้อารมณ์เสีย วันดีๆ แบบนี้จะมาพูดถึงชื่ออัปมงคลนั่นทำไม ช่างเสียบรรยากาศจริงๆ
พอจางชุ่ยเหมยวางสาย ทั้งหลินซือซือและพ่อซือต่างก็หันมามองเป็นตาเดียวกัน เธอจึงปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มแล้วประกาศข่าวดีอย่างภาคภูมิใจว่า “คะแนนออกแล้ว! ซือซือสอบได้ 398 คะแนน เข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน ไม่มีปัญหา!”
พ่อซือถอนหายใจออกมาดังเฮือกด้วยความโล่งอก พูดกันตามตรง เขาก็กังวลใจอยู่ไม่น้อยว่าหลินซือซือจะสอบไม่ติด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคงเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่สุด
เขาเป็นคนถือตัวและรักหน้าตามาก แม้หลินซือซือจะมาจากชนบท แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าสอบได้ ทุกคนก็ยินดีปรีดา แต่ถ้าสอบไม่ได้ คนที่ต้องพลอยขายหน้าไปด้วยก็คือทั้งครอบครัว
แม้ว่าคะแนน 398 จะไม่ได้ดีเด่อะไรมากมายนัก อย่างดีก็คงเข้าได้แค่มหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ในยุคสมัยนี้ แค่สอบติดมหาวิทยาลัยได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว อย่างน้อยก็ยังดีกว่าพวกที่ได้แค่วุฒิอนุปริญญา
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ไม่เลวเลย ซือซือสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในสถานการณ์แบบนี้ พ่อคนนี้ภูมิใจในตัวลูกมาก”
หลินซือซือได้ยินคะแนนของตัวเองก็แอบรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ ถ้าวันนั้นวิชาภาษาอังกฤษของเธอไม่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ป่านนี้คะแนนของเธอต้องทะลุสี่ร้อยไปแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับทำได้แค่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ที่ไหนก็ไม่รู้
แต่เธอก็ปลอบใจตัวเอง... ช่างมันเถอะ แค่ได้ชื่อว่าเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เพียงพอแล้ว อย่างไรเสียสิ่งที่เธอต้องการก็เป็นเพียงแค่วุฒิการศึกษาเท่านั้น
ตอนนี้เธอได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว ในบรรดาบ้านพักข้าราชการแถบนี้ มีลูกหลานสักกี่คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมาจากชนบท แค่สามารถเอาชนะพวกเด็กในเมืองได้ เธอก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว
หลินซือซือพยายามเก็บความยินดีไว้ในใจ แต่ก็นึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่ขึ้นมาได้ เธอจึงหันไปถามจางชุ่ยเหมยที่กำลังเตรียมตัวโทรศัพท์ไปป่าวประกาศข่าวดีให้ชาวบ้านรู้ “แม่คะ เมื่อกี้หนูได้ยินแม่พูดถึงพี่ซือเนี่ยน พี่ซือเนี่ยนเป็นอะไรเหรอคะ แล้วคุณครูถามถึงพี่เขาทำไม”
จางชุ่ยเหมยขมวดคิ้วมุ่น “ก็เมื่อก่อนซือเนี่ยนเคยเป็นนักเรียนของเขานี่ คงอยากจะถามตามประสาว่าเด็กคนนั้นสอบได้เรื่องได้ราวอะไรบ้างล่ะมั้ง แต่แม่ไม่รู้ แม่ก็เลยขี้เกียจสนใจ”
หลินซือซือทำหน้าครุ่นคิด ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยว่า
“ไม่รู้ว่าพี่ซือเนี่ยนสอบได้เป็นยังไงบ้างนะคะ ไม่เห็นส่งข่าวมาบอกพวกเราเลย”
เธอลองหยั่งเชิง “เราจะโทรไปถามพี่เขาสักหน่อยดีไหมคะ”
[จบบท]