บทที่ 406: หน้าที่แตกยับ
สำหรับป้ายผ้าสีแดงสดที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 อุตส่าห์ลงทุนแขวนอวดโอ่ ชนิดที่ว่าใครเดินผ่านไปผ่านมาเป็นต้องเหลียวมองด้วยความอิจฉาตาร้อน จนกลายเป็นการลากดึงความเกลียดชังโดยไม่จำเป็นนั้น ซือเนี่ยนขอบอกเลยว่ามันไม่เกี่ยวกับเธอจริงๆ
ซือเนี่ยนรู้สถานะของตัวเองดี ตอนนี้เธอคือ ‘ดาวเด่น’ ผู้คว้าตำแหน่งท็อปของมณฑลสายวิทยาศาสตร์มาครองได้สำเร็จ ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็ย่อมเป็นที่จับตามอง
หากเธอเผลอไผลพูดออกไปว่าทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เรื่องเล็กคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ และมันจะทำลายชื่อเสียงที่โรงเรียนเก่าสั่งสมมาป่นปี้ในพริบตา
พลังของคำพูดจากปากผู้ทำคะแนนสูงสุดย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
จริงอยู่ที่เธอไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับครูเฉินผู้เป็นครูประจำชั้นเก่า แต่เธอก็ไม่คิดจะฉวยโอกาสนี้สาดโคลนใส่พวกเขา ซือเนี่ยนจึงเลือกที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้าอาจารย์ใหญ่ไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด ก็สามารถไปสอบถามครูประจำชั้นเก่าของฉันได้โดยตรงเลยค่ะ เขาเป็นคนที่รู้เรื่องราวทั้งหมดดีที่สุด”
คำตอบนั้นทำให้อาจารย์ใหญ่แห่งโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 กระจ่างแจ้งในบัดดล
มิน่าล่ะ! ตอนเช้าที่เขาอุตส่าห์แวะไปถามไถ่ครูประจำชั้นคนเดิมของซือเนี่ยน อีกฝ่ายถึงได้เอาแต่พูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ ตอนแรกเขาก็นึกว่าครูคนนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เลยปล่อยผ่านไป ไม่ได้ติดใจเอาความ
แต่ที่ไหนได้! ความจริงมันคือการ ‘ปฏิเสธ’ ที่จะรับเด็กเข้าเรียนต่อ
กลายเป็นว่าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 พลาดท่าครั้งใหญ่ พวกเขาดัน ‘ถีบส่ง’ เพชรเม็ดงามอย่างผู้ทำคะแนนสูงสุดของมณฑลไปให้คนอื่นด้วยมือของตัวเอง
ณ จุดนี้ โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ไม่ต่างอะไรกับตัวตลกที่น่าสมเพช
อาจารย์ใหญ่ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังครูเฉินที่ยืนตัวลีบอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเค้นเสียงถามลอดไรฟัน ซึ่งมันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “ครูเฉิน ที่นักเรียนซือพูดมา... เป็นความจริงหรือเปล่า”
ครูเฉินอ้าปากพะงาบๆ ลมหายใจสะดุดกึก แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้
เขารู้อยู่แก่ใจว่าซือเนี่ยนอาจจะทำข้อสอบได้ดี แต่ให้ตายเถอะ เขาไม่เคยจินตนาการเลยว่าเธอจะทำได้ ‘ดี’ ถึงขั้นนี้!
ภาพป้ายผ้าผืนเบ้อเริ่มที่เห็นเมื่อเช้าตรู่ ทำให้ครูเฉินรู้ได้ทันทีว่าหายนะมาเยือนแล้ว
เขาพยายามโทรศัพท์ไปที่บ้านตระกูลซือเพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการตัดสายทิ้งอย่างไม่ใยดี
จบสิ้นกัน คราวนี้มันจบสิ้นแล้วจริงๆ น้ำที่สาดออกไปแล้ว มีหรือจะตักกลับคืนมาได้
ซือเนี่ยนไม่อยากเสียเวลาต่อความยาวสาวความยืด เธอเตรียมจะปลีกตัวเดินจากไป แต่อาจารย์ใหญ่ก็รีบก้าวเข้ามาขวางพร้อมกับยื่นซองมอบเงินรางวัลให้เธอ
ตำแหน่งผู้ทำคะแนนสูงสุดสายวิทยาศาสตร์ของมณฑล รับทุนการศึกษาไปเลย 2,000 หยวน! ความใจป้ำของอาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 เรียกเสียงฮือฮาและผลักดันบรรยากาศในงานให้พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ได้ใช้ชื่อของ ‘ซือเนี่ยน’ ตบหน้าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ฉาดใหญ่กลางสี่แยกไฟแดงไปแล้ว!
อาจารย์ใหญ่เองก็รู้สึกเกรงอกเกรงใจผู้มีพระคุณของโรงเรียนคนใหม่ไม่น้อย
ส่วนซือเนี่ยนเองก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน
แม้ว่าในโลกอนาคตที่เธอเคยอยู่ การได้ยินข่าวว่าท็อปประเทศคนนั้นได้ทุนเป็นล้าน หรือคนนี้ได้หลายแสนจะเป็นเรื่องปกติ แต่เธอไม่เคยนึกฝันเลยว่าเรื่องราวสุดอัศจรรย์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
กระทั่งตอนที่ก้าวเท้าลงจากเวที เธอก็ยังรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆ
โรงเรียนยังคงมีพิธีรีตองอีกมากมายที่ต้องจัดการ ซือเนี่ยนจึงขอตัวลากลับก่อน
โจวเยว่เซินจัดการจองร้านอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว แผนของครอบครัวคือกลับบ้านไปรับญาติผู้ใหญ่ฝั่งตระกูลหลินก่อน แล้วค่อยมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหารพร้อมกัน
ซือเนี่ยนไม่รู้เลยว่าสามีของเธอเชิญแขกไว้มากน้อยแค่ไหน เพราะฝั่งตัวเธอเองแทบไม่มีญาติสนิทมิตรสหายที่ไหน แต่ที่บ้านของเธอก็ได้แจ้งข่าวดีนี้ไปให้ทุกคนทราบแล้ว
พวกเขาควรจะไปถึงร้านก่อนเวลาเพื่อเตรียมการต่างๆ
งานเลี้ยงอาหารค่ำจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเวลาหกโมงเย็นตรง
แน่นอนว่าอาจารย์ใหญ่และครูประจำชั้นคนปัจจุบันก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานด้วย
ทันทีที่ฟู่เชียนเชียนเห็นซือเนี่ยนเดินลงจากเวที เธอก็พุ่งตัวเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวไม่สามารถเก็บงำความรู้สึกทึ่งและอิจฉาเอาไว้ได้ ดวงตาที่มองซือเนี่ยนแทบจะลุกเป็นไฟ “ซือเนี่ยน! นี่เธอบอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ ว่าเธอทำได้ยังไง ทำไมถึงสอบได้คะแนนสูงปรี๊ดขนาดนี้! โอ้พระเจ้า! เพื่อนรักของฉันคือผู้ทำคะแนนสูงสุดของมณฑลเลยนะ มัน... มันน่าทึ่งเกินไปแล้ว!”
ฟู่เชียนเชียนกระโจนเข้าคว้ามือทั้งสองข้างของซือเนี่ยนมาเขย่า “เมื่อก่อนนะ ฉันก็แค่รู้สึกว่าเธอเก่ง... นิดหน่อย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าจะเก่งขั้นเทพขนาดนี้! ถ้ารู้ว่าเธอเก่งเบอร์นี้ ฉันจะเกาะติดเธอไม่ไปไหนเลย จะตั้งใจเรียนกับเธอให้หนักๆ ขอแบ่งโชครัศมีแห่งการสอบจากเธอมาบ้าง เผื่อฉันจะฟลุคสอบติดมหาวิทยาลัยกับเขาบ้าง!”
ซือเนี่ยนอดหลุดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้ “แหม ตอนเช้ามันยุ่งๆ น่ะ เลยไม่ทันได้โทรบอกเธอ มาได้ก็ดีแล้ว เย็นนี้ไปฉลองกินข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารนะ”
บรรดาเจ้าก้อนแป้งทั้งสามที่เดินตามหลังมาเงียบๆ ต่างพากันตะลึงในบารมีของคุณแม่ เมื่อเจ้าตัวเล็กคนที่สองได้ยินสิ่งที่ฟู่เชียนเชียนพูดจบ เขาก็ไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าไปยึดครองมืออีกข้างของคุณแม่ไว้แน่น เขาเองก็อยากจะสูบพลังแห่งโชคด้านการสอบจากคุณแม่เหมือนกัน เผื่อว่าในอนาคตเขาจะสอบได้บ้าง
ฟู่หยางยืนนิ่งอยู่ด้านหลังฟู่เชียนเชียน สายตาของเขาทอดมองซือเนี่ยนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนปนเป
ราวกับมีถ้อยคำเป็นพันล้านคำอัดอั้นอยู่ในอก แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาสามารถเปล่งออกมาได้กลับมีเพียงสองพยางค์สั้นๆ “ยินดีด้วย”
ซือเนี่ยนชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพยักหน้ารับ “ขอบคุณ”
ไม่มีบทสนทนาใดๆ ต่อจากนั้นอีก
ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปราะบางราวกับแผ่นน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิมาตั้งนานแล้ว
ซือเนี่ยนในวันนี้ ไม่ใช่เด็กสาวคนเดิมที่จะวิ่งไล่ตามเงาของเขาต้อยๆ อีกต่อไป
ฟู่หยางไม่กล่าวอะไรต่อ เขาเลือกที่จะหมุนตัวและเดินจากไป
ฟู่เชียนเชียนหันกลับไปมองแผ่นหลังนั้นแวบหนึ่ง ท่ามกลางสนามโรงเรียนที่ผู้คนยังคงเดินกันขวักไขว่ แต่เธอกลับรู้สึกว่าแผ่นหลังของพี่ชายช่างดูโดดเดี่ยวอ้างว้างเหลือเกิน
เธอกำลังจะรู้สึกสงสารพี่ชายตัวเองอยู่แล้ว
แต่พอหันกลับมาเห็นซือเนี่ยนกำลังยืนยิ้มหวาน พูดคุยกระหนุงกระหนิงอยู่กับโจวเยว่เซิน ความรู้สึกสงสารนั้นก็มลายหายไปทันที
เหอะ! สมน้ำหน้า! อยากโง่เอง!
…
ฟู่หยางเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าบ้าน ก็ได้รับคำสั่งให้เตรียมตัวไปที่ร้านอาหาร
บิดามารดาของเขาแจ้งว่า จะนัดคุยเรื่องการหย่าร้างระหว่างเขากับหลินซือซือ
เขาจมอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
ในเวลาเดียวกันนั้น
หลินซือซือผู้มีความสุขที่สุดในโลก กำลังถูกจางชุ่ยเหมยลากตัวไปช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ แถมยังลากไปเสริมสวยจัดเต็มอีกด้วย
ทุกอย่างต้องพร้อมสำหรับงานฉลองใหญ่
พ่อซือทุ่มทุนไม่อั้น จองร้านอาหารหรูหราที่สุดใจกลางเมืองเอาไว้ให้ลูกสาวคนโปรด
ป่าวประกาศไปทั่วว่าญาติพี่น้องทั้งตระกูลซือและตระกูลจางจะมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง
ที่สำคัญที่สุดคือ แม้แต่ตระกูลฟู่ก็ตอบตกลงที่จะมาร่วมงานด้วย
สองแม่ลูกเพิ่งจะก้าวลงจากรถมาถึงหน้าร้านอาหาร ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าบริเวณด้านหน้ามีรถยนต์จอดเรียงรายจนแน่นขนัด แถมยังมีผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมด
ดูเหมือนกำลังมีการจัดเตรียมสถานที่อะไรบางอย่างกันอย่างขะมักเขม้น
เมื่อเดินเข้าไปสอบถามจึงได้ความว่า วันนี้จะมี ‘ผู้ทำคะแนนสูงสุดของมณฑล’ คนไหนสักคน มาจัดงานเลี้ยงฉลองที่นี่ ทำให้ชั้นสองและชั้นสามถูกเหมาจองไปเรียบร้อย เหลือที่ว่างเพียงชั้นหนึ่งเท่านั้น
พ่อซือต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะได้โต๊ะมา และยังถูกจำกัดเวลาว่าต้องใช้บริการให้เสร็จสิ้นก่อนบ่ายสองโมง เพราะหลังจากนั้นทางร้านจะต้องเคลียร์พื้นที่ทั้งหมด
หากไม่ใช่เพราะร้านอาหารอื่นมันดูไม่สมศักดิ์ศรี พ่อซือก็คงไม่อยากมาทนอัดอั้นยอมจำนนแบบนี้
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องรีบแจ้นมาจัดงานฉลองกันตั้งแต่หัววัน
“อ้าว นั่นฟู่หยางไม่ใช่เหรอ” ทันทีที่มาถึงสายตาก็เหลือบไปปะทะเข้ากับร่างสูงของฟู่หยางที่กำลังก้าวลงจากรถพอดี
หลินซือซือเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอเขาที่นี่ ดวงตาของเธอเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
ทุกคนในครอบครัวรีบลงจากรถ
ฟู่หยางที่กำลังจะเดินเข้าร้าน ชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีของจางชุ่ยเหมยและหลินซือซือ
“ตายจริง เสี่ยวฟู่ มาเร็วจังเลยนะจ๊ะ”
จางชุ่ยเหมยยิ้มกว้าง ในใจก็นึกไปว่า อย่างไรเสียวันนี้ก็เป็นวันที่ผลสอบของซือซือออก แม้ว่าอดีตของทั้งคู่จะเคยมีเรื่องราวสะดุดกันบ้าง แต่พวกเขาก็จัดงานแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว
ต่อให้ฟู่หยางจะทำตัวเย็นชาปานน้ำแข็งขั้วโลกแค่ไหน แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ต้องแอบสนใจผลการเรียนของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอยู่บ้างล่ะน่า
ไม่อย่างนั้นจะรีบร้อนถ่อมาถึงที่นี่เร็วขนาดนี้ทำไม
เมื่อคิดได้ดังนั้น จางชุ่ยเหมยก็แทบจะเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่
เธอรู้อยู่แล้ว! ทันทีที่ผลสอบของลูกสาวออกมา ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวของคนทั้งคู่จะต้องประสานกลับมาได้แน่ๆ
หลินซือซือแก้มแดงระเรื่อ ก่อนหน้านี้เธอยังกังวลใจอยู่เลยว่าฟู่หยางจะไม่ยอมมา
แต่วันนี้เขาอยู่ในชุดลำลองสบายๆ ซึ่งลบภาพความเย็นชาที่เธอคุ้นเคยออกไปจนหมดสิ้น กลับกลายเป็นความอบอุ่นที่ดูเข้าถึงง่าย
แสงแดดอ่อนๆ ยามสายสาดส่องลงมากระทบร่างของเขา ทำให้ชายหนุ่มทั้งตัวดูเจิดจรัสราวกับมีรัศมี
ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล
นี่สินะ คือผู้ชายที่ทำให้คนหยิ่งผยองอย่างซือเนี่ยนต้องยอมศิโรราบ วิ่งไล่ตามเขามาตั้งแต่เด็กจนโต
หัวใจของหลินซือซือเต้นโครมคราม “พี่ฟู่หยาง พี่คงรู้ผลสอบของฉันแล้วใช่ไหมคะ”
เธอแสร้งตีหน้าเศร้า ทำเสียงอ่อย “น่าเสียดายจัง มีสองวิชาที่ฉันทำได้ไม่ค่อยดีเลย แต่ไม่เป็นไร ต่อไปฉันจะพยายามให้มากกว่านี้ค่ะ”
ฟู่หยางเหลือบมองเธอเล็กน้อย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างรำคาญ
ถ้าให้พูดกันตามตรง เขาไม่เคยคิดจะสนใจผลสอบของหลินซือซือเลยแม้แต่วินาทีเดียว
หากไม่ติดว่าวันนี้ต้องมาเจรจาเรื่องหย่าร้าง เขาก็ไม่มีวันมาเหยียบที่นี่
วันนี้อารมณ์ของเขาขุ่นมัวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
ยังต้องมาทนฟังหลินซือซือพล่ามต่ออีก “ไม่รู้เลยว่าพี่ซือเนี่ยนสอบได้เป็นยังไงบ้าง... แม้ว่าจะยังไม่ได้ยินข่าวอะไรเลย แต่ด้วยฝีมือของพี่เขาแล้ว ต้องสอบผ่านฉลุยอยู่แล้วค่ะ ไม่แน่ว่า... เราอาจจะได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ได้นะคะ”
ฟู่หยางหยุดกึก
เขาหันมามองเธอด้วยสายตาที่เหมือนมองตัวประหลาด “เธอไม่รู้เหรอว่าซือเนี่ยนสอบได้กี่คะแนน”
ซือเนี่ยนปาดตำแหน่งท็อปของมณฑลไปครองแล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้ยังกล้ายืนกังวลเรื่องไร้สาระอยู่อีกเหรอ
ตัวเองสอบได้แค่สามร้อยกว่าคะแนน แต่กลับฝันหวานว่าจะได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับซือเนี่ยน นี่มันเรื่องตลกระดับชาติเรื่องไหนกัน
ขนาดฟู่หยางฟังแล้วยังรู้สึกว่ามันช่างบ้าบอสิ้นดี หลินซือซือไปขุดความมั่นใจผิดๆ แบบนี้มาจากก้นบึ้งของหลุมไหน ถึงได้กล้าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับซือเนี่ยน
เขานึกไปถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันสอบ สายตาที่เขามองหลินซือซือก็ฉายแววดูถูกเหยียดหยามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
หลินซือซืองุนงง “พี่ฟู่หยางรู้เหรอคะ ว่าพี่เขาได้เท่าไหร่”
มุมปากของฟู่หยางกระตุกยิ้มหยัน “คำถามนี้ ไม่ควรถามฉันนะ”
เอาจริงๆ เขาก็ชักอยากจะรู้อยากจะเห็นขึ้นมาเหมือนกันว่า ถ้าครอบครัวซือที่กำลังตื่นเต้นจัดงานฉลองใหญ่โตมโหฬารให้หลินซือซือ ได้รู้ว่าซือเนี่ยนสอบได้กี่คะแนน...
ฉากนั้นคงจะ ‘น่าประทับใจ’ มากทีเดียว
ฟู่หยางไม่คิดจะเสียเวลากับพวกเขาอีกต่อไป เขาหันหลังและเดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านอาหารทันที
หลินซือซือมองตามท่าทางเย็นชาและสายตาแปลกๆ นั้น แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ
ทำไมฟู่หยางถึงต้องทำหน้าตาแบบนั้น
วันนี้พอครูโทรมาแจ้งผลสอบ เธอก็ไม่ได้กลับไปที่โรงเรียนอีกเลย มัวแต่วุ่นวายดี๊ด๊าออกไปช็อปปิ้งเสริมสวยกับจางชุ่ยเหมย
เลยไม่มีเวลาไปสืบเสาะว่าคู่แข่งตลอดกาลอย่างซือเนี่ยนได้คะแนนเท่าไหร่
ขณะที่เธอกำลังลังเลว่าจะสะกิดจางชุ่ยเหมยให้โทรไปสืบข่าวดีไหม กลุ่มคนที่กำลังวุ่นวายกับการจัดสถานที่ก็เดินถือป้ายผ้าผืนใหญ่ผ่านมาพอดี พร้อมกับเสียงตะโกนอย่างภาคภูมิใจของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
“เฮ้! พวกคุณช่วยแขวนให้มันดีๆ หน่อยสิ นี่มันพี่สะใภ้ผมเลยนะ! ผมขออาศัยบารมีพี่สะใภ้ที่เป็นถึงท็อปของมณฑลหน่อยเถอะ งานนี้ต้องแขวนให้เด่นที่สุด ให้ทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องเห็น!”
หลินซือซือเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นโดยอัตโนมัติ... ผู้ชายคนนั้น... เธอจำได้
เขาคือ อวี๋ตง
และในวินาทีต่อมา ร่างกายของหลินซือซือก็แข็งค้างไปราวกับถูกสาป
จางชุ่ยเหมยที่เห็นลูกสาวยืนนิ่งไม่ขยับ ก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ซือซือ มัวทำอะไรอยู่ ยืนบื้ออยู่ได้ รีบเดินเข้างานสิ”
เมื่อพูดจบแล้วลูกสาวก็ยังไม่ตอบสนอง เธอมองลูกอย่างสงสัย ก่อนจะเงยหน้ามองตามสายตาที่เบิกกว้างและเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อของหลินซือซือ
จางชุ่ยเหมยชะงักไปในตอนแรก... ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างขึ้น... กว้างขึ้น...
“ขอแสดงความยินดีกับผู้ทำคะแนนสูงสุดสายวิทยาศาสตร์ของมณฑล นักเรียนซือเนี่ยน จากชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 ห้อง 1 ที่ให้เกียรติมาจัดงานเลี้ยงฉลองที่ร้านอาหารของเรา...”
จางชุ่ยเหมยคิดว่าตัวเองตาฝาดแน่ๆ เธอขยี้ตาและเพ่งมองมันอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เห็นคือชื่อ “ซือเนี่ยน” สองคำ ที่ถูกเขียนตัวใหญ่เบ้อเริ่ม เด่นหราทิ่มแทงลูกตาอยู่บนนั้น!
[จบบท]