บทที่ 408: 398 คะแนน?
ความจริงทั้งโจวเยว่เซินและซือเนี่ยนก็ไม่ได้ไม่อยากพาลูกๆ มาด้วยหรอก แต่โจวเยว่เซินกังวลว่าหากพามาถึงที่นี่แล้วจะยุ่งวุ่นวายจนไม่มีเวลาดูแลเด็กๆ สองคนเลยตกลงกันว่าให้เจ้าตัวเล็กทั้งสามปักหลักรออยู่ที่บ้านไปก่อน พอถึงเวลาอาหารค่อยกลับไปรับก็ยังไม่สาย
เมื่อรถมาถึงหน้าร้านอาหาร สิ่งแรกที่ปะทะสายตาก็คือนป้ายผ้าผืนยักษ์ที่ขึงตระหง่าน พร้อมด้วยโคมไฟสีแดงสดที่ประดับประดาจนดูรื่นเริงราวกับมีงานมงคล
ใครที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวผ่านมาเห็นคงนึกว่ากำลังจะมีงานมงคลสมรสเสียอีก
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาต่างก็พากันหยุดมุงดูสถานการณ์อย่างสนใจ จนกลบตัวตนของครอบครัวซือพ่อแม่ลูกสามคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไปเสียมิด ทำให้ทั้งซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินที่ขับรถเฉียดผ่านไปไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่เห็นทั้งคู่ก้าวลงจากรถ อวี๋ตงก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับด้วยท่าทางกระตือรือร้นและมั่นอกมั่นใจในผลงานของตัวเองสุดๆ
“พี่ใหญ่! ดูสิ บอกแล้วว่าเรื่องนี้วางใจให้เป็นหน้าที่ผมได้เลย! ป้ายผ้าผืนนี้ใหญ่สะใจพอไหม ถ้ายังไม่พอใจ ผมสั่งคนไปทำใหม่ได้เดี๋ยวนี้เลยนะ บนตึกผมเตรียมโต๊ะไว้แล้ว 30 โต๊ะเป๊ะๆ แต่ถ้าแขกมาเยอะกว่านั้นก็อย่าห่วงครับ เดี๋ยวผมเคลียร์ชั้นล่างหลังบ่าย 2 ให้โล่งเลย ของว่าง เครื่องดื่ม จัดเต็มเรียบร้อย ผมคุมเองทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะเนี่ย เป็นไงล่ะ สุดยอดเพื่อนยากเลยใช่ไหมครับ”
โจวเยว่เซินเหลือบมองท่าทางอวดโอ้ของอีกฝ่ายแวบหนึ่งโดยไม่คิดจะร่วมวงด้วย เขาหันไปถามซือเนี่ยนซึ่งเป็นเจ้าของงานที่แท้จริงแทน “คุณว่ายังไงบ้าง”
ซือเนี่ยนกวาดตามองการจัดเตรียมอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ด้วยความพอใจ “ดีมากเลยค่ะ ดีจริงๆ เสี่ยวอวี๋ การมีคุณอยู่ด้วยนี่เป็นโชคดีของพี่สะใภ้แท้ๆ เลยนะคะเนี่ย”
คำชมนั้นทำเอาอวี๋ตงยืนงงไปชั่วครู่ นี่เขาหูฝาดไปหรือเปล่า ปกติพี่สะใภ้ไม่เคยพูดจาหวานหูขนาดนี้นี่นา ทำไมวันนี้สายตาที่มองมามันถึงได้ดูอ่อนโยนใจดีเป็นประกายวิบวับแปลกๆ
โจวเยว่เซินไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่เอ่ย “เราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำแล้วกำลังจะเดินตาม แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงถอยกลับมาหนึ่งก้าว “อ้อ จริงสิ เกือบลืมแน่ะ เดี๋ยวเชียนเชียนก็จะมาด้วยนะคะ พอดีเธอติดใจรสชาติอาหารที่นี่ บอกว่ายังคิดถึงไม่หายเลย ยังไงคุณช่วยฉันต้อนรับขับสู้ให้ดีๆ ด้วยล่ะ พี่สะใภ้คนนี้เชียร์คุณสุดใจเลยนะ”
สิ้นเสียงซือเนี่ยน อวี๋ตงก็ตัวสะดุ้งขึ้นมาทันควัน อาการเมื่อยล้าจากการอดนอนทั้งคืนหายวับไปกับตา รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าจนแก้มแทบปริ ดูมีเรี่ยวแรงกระฉับกระเฉงขึ้นมาเป็นกอง
ซือเนี่ยนเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าโจวเยว่เซินจะวางแผนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แถมยังจัดการทุกอย่างได้ใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้ มันช่างเป็นการรักษาหน้าตากันสุดๆ
และที่สำคัญที่สุด...คือมันฟรี!
การมีเพื่อนเป็นถึงลูกชายเจ้าของโรงแรมนี่มันดีอย่างนี้นี่เอง เธอยิ้มกริ่มในใจ เอาเถอะ ในเมื่อตงจื่ออุตส่าห์เปิดโอกาสให้เธอได้ ‘โกยผลประโยชน์’ ขนาดนี้ คราวหน้าเธอสัญญาว่าจะทำอาหารมื้อใหญ่เป็นการตอบแทนก็แล้วกัน
เมื่อทั้งสองก้าวผ่านประตูเข้าไปในร้าน ก็ต้องประจันหน้าเข้ากับกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังนั่งรอเวลาอาหารอยู่พอดี ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ครอบครัวซือและเหล่าบรรดาเพื่อนบ้านจากบ้านพักคนงานนั่นเอง กวาดสายตาดูคร่าวๆ แล้วมีประมาณ 4-5 โต๊ะเห็นจะได้ แทบทั้งหมดเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยทั้งสิ้น
ผู้คนเหล่านั้นกำลังอยู่ในอาการกระสับกระส่าย รอคอยการมาถึงของครอบครัวพ่อซือแม่ซืออย่างใจจดใจจ่อ พลางชะเง้อคอมองไปทางประตูเป็นระยะ แต่ใครจะไปนึกว่าคนที่รอไม่มา แต่คนที่โผล่มากลับเป็นซือเนี่ยน บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบกริบลง
แม่ฟู่ซึ่งกำลังนั่งคุยอยู่กับพ่อฟู่ก็รู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ จึงหันไปมองตามสายตาของคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าเป็นซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่คิ้วจะขมวดเข้าหากันทันที
นี่จางชุ่ยเหมยมันจงใจแกล้งกันชัดๆ! เกิดเรื่องบาดหมางกับหลินซือซือใหญ่โตขนาดนั้น แล้วยังจะมีหน้ามาเชิญซือเนี่ยนให้มานั่งร่วมโต๊ะในงานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยของลูกสาวตัวเองอีก มันจะไม่ทุเรศทุรังเกินไปหน่อยหรือ
ยิ่งคิดแม่ฟู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าครอบครัวซือช่างเลวร้ายไร้ความเป็นคน เธอคิดผิดจริงๆ ที่เคยพยายามผลักดันลูกชายตัวเองให้ไปตกนรกขุมนั้น ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม วันนี้เธอต้องจัดการเรื่องหย่าของฟู่หยางให้เด็ดขาดให้ได้
ฟู่หยางเองก็เห็นทั้งคู่เช่นกัน เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแต่ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร
ผิดกับจางเสี่ยวอวิ๋น น้องสาวแท้ๆ ของจางชุ่ยเหมย ที่พอเห็นซือเนี่ยนก็รีบส่งเสียงแหลมปรี๊ดขึ้นมาทันที “อ้าว ตายจริง นั่นซือเนี่ยนนี่นา นึกว่าตาฝาด! นี่เธอก็มากินงานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยของซือซือบ้านเราด้วยเหมือนกันเหรอจ๊ะ”
ซือเนี่ยนมองหน้ากลุ่มคนตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง เธอก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องมาเจอครอบครัวซือพร้อมหน้าพร้อมตากันที่นี่ แต่พอเห็นการจัดงานใหญ่โตแบบนี้ ก็พอจะเดาได้ว่าหลินซือซือคงสอบได้คะแนนดีไม่น้อย แหม สมกับเป็นนางเอกในนิยายจริงๆ ต่อให้ต้องเข้าไปนอนในซังเตมาเป็นปี พอกลับออกมาก็ยังสอบติดมหาวิทยาลัยได้สบายๆ
สายตาของทุกคนในที่นั้นจับจ้องมาที่ซือเนี่ยนเป็นตาเดียว ความทรงจำของพวกเขาที่มีต่อซือเนี่ยนมันหยุดค้างอยู่ที่ภาพเด็กสาวที่ค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆ แถมยังมีเรื่องราวบาดหมางกับหลินซือซืออย่างรุนแรง หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสนใจติดตามข่าวคราวของเธออีกเลย
การปรากฏตัวของเธอในวันนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้ทุกคนไม่น้อย พวกเขาซุบซิบกันว่าในสถานการณ์แบบนี้เธอไม่น่าจะกล้าโผล่หน้ามา
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือหนาหูว่าตอนที่จางชุ่ยเหมยป่วยหนักปางตาย ซือเนี่ยนก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมเยียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่งคิดสายตาที่มองมาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจดูแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาญาติพี่น้องฝั่งตระกูลจางที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจอย่างมาก
ซือเนี่ยนยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย “ฉันไม่ได้มากินเลี้ยงค่ะ”
“ก็คิดอยู่แล้ว!” จางเสี่ยวอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ “พี่สาวฉันจะลดตัวไปเชิญเธอมาได้ยังไงกัน ทำเรื่องเลวร้ายกับพวกเขาไว้ขนาดนั้น ยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ”
คำพูดนั้นจุดกระแสในหมู่คนรอบข้างทันที หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิ อุตส่าห์เลี้ยงดูปูเสื่อมาตั้งสิบกว่าปี ถึงหลินซือซือจะผิดจริง แต่ที่ซือเนี่ยนทำมันก็เกินไป”
“นี่เธอคงไม่ได้ตั้งใจจะมาป่วนงานเลี้ยงเขาหรอกนะ” เสียงซุบซิบดังขึ้นอีก “ฉันได้ยินมาว่าเธอไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำนะรอบนี้ ไม่เหมือนซือซือ รายนั้นสิเก่งจริง เพิ่งกลับมาแท้ๆ ก็สอบติดเลย นี่สิถึงจะเรียกว่าสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล เสียดายเงินทองที่ตระกูลซือทุ่มเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนโตจริงๆ”
“นั่นน่ะสิ” มีป้าคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีหวังดีประสงค์ร้าย “ซือเนี่ยน ป้าขอเตือนอะไรเธออย่างนะ เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ ตอนเธออยู่ที่บ้านพักคนงาน ทุกคนก็เอ็นดูเธอทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเห็นเธอมาอาละวาดสร้างความวุ่นวายไม่เลิกราหรอก”
อีกเสียงเสริมขึ้นมา “ใช่ๆ ซือซือเขาก็ลำบากมามาก เรารู้ว่าเธออาจจะยังเจ็บใจที่ต้องระเห็จไปแต่งงานอยู่บ้านนอก แต่ซือซือเขาก็ไปทนทุกข์อยู่บ้านนอกตั้งสิบกว่าปีเหมือนกันนะ เธอยอมๆ เขาไปเถอะ”
“ต่อให้เธอโวยวายให้ร้านแตกยังไง มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าซือซือสอบติดมหาวิทยาลัยไปไม่ได้หรอกนะ”
เมื่อเห็นว่ามีกองหนุนช่วยผสมโรงมากมายขนาดนี้ จางเสี่ยวอวิ๋นก็ยิ่งลำพองใจ เชิดหน้าขึ้น “ได้ยินที่ทุกคนพูดหรือยัง รีบไสหัวไปซะ ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับเธอ!”
ซือเนี่ยนเริ่มรู้สึกปวดขมับขึ้นมาตงิดๆ คนพวกนี้เป็นโรคประสาทหวาดระแวงกันหรือยังไง เธอแค่รู้สึกว่าการต้องมาเจอคนตระกูลซือซ้ำๆ ซากๆ มันเป็นเรื่องโชคร้ายที่ทำให้อารมณ์ดีๆ ของเธอพังพินาศเท่านั้นเอง
“ใครบอกพวกคุณว่าฉันมากินเลี้ยงของหลินซือซือไม่ทราบคะ ร้านอาหารนี้ก็ไม่ได้เปิดให้แค่พวกคุณเข้ามาใช้บริการกลุ่มเดียวเสียหน่อย หรือว่าวันนี้ตระกูลซือเหมาทั้งร้านแล้ว”
“เหอะ!” จางเสี่ยวอวิ๋นเชิดหน้าตอบอย่างย่ามใจ “ถึงเราจะไม่ได้เหมาทั้งร้าน แต่ตอนนี้พี่เขยฉันก็จองโต๊ะที่ว่างทั้งหมดไว้แล้ว พอหลังบ่าย 2 เขาก็จะเคลียร์พื้นที่ทั้งหมด พวกเธอไม่ได้โทรมาจองล่วงหน้า แน่นอนว่าย่อมไม่มีที่นั่ง”
เธอมองซือเนี่ยนด้วยสายตาสมเพช “แต่ถ้าเธออยากกินจริงๆ ล่ะก็...รอก่อนสิ เดี๋ยวรอพี่สาวกับพี่เขยฉันมาถึง ฉันอาจจะใจดีช่วยพูดให้สักคำสองคำ แบ่งที่ให้พวกเธอนั่งสักสองที่ก็คงพอไหว”
โจวเยว่เซินไม่ชอบหน้าคนตระกูลนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเห็นท่าทางก้าวร้าวพยายามกดข่มซือเนี่ยนไม่เลิก คิ้วเขาก็ขมวดแน่นขึ้น เขาขยับเข้าไปโอบไหล่ซือเนี่ยนไว้หลวมๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไม่จำเป็นต้องรบกวนคุณหรอกครับ เราไม่ต้องการ”
จางเสี่ยวอวิ๋นเห็นท่าทางแบบนั้นก็นึกว่าทั้งคู่กำลังโกรธกลบเกลื่อนความอับอาย เลยหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
“ฮ่าฮ่า อย่าเพิ่งโมโหสิ ฉันก็แค่สงสารพวกเธอหรอกนะ” ว่าแล้วก็พูดต่อ “อ้อ จริงสิ ได้ยินพี่สาวฉันเล่าว่าเธอก็ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเขาด้วยไม่ใช่เหรอ เป็นไงล่ะ ได้กี่คะแนน? ดูจากสภาพหงอยๆ ของพวกเธอสองคนแล้ว...สงสัยจะสอบไม่ติดล่ะสิท่า เฮ้อ เสียดายเงินที่พี่เขยพี่สาวฉันอุตส่าห์ทุ่มเทเลี้ยงดูมาจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะสอบตกมหาวิทยาลัยติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน น่าผิดหวังชะมัด”
พูดจบก็รีบอวดอ้างต่อทันที “ไม่เหมือนซือซือของเรานะ ถึงจะมาจากบ้านนอก แต่รอบนี้สอบได้ตั้ง 398 คะแนนแน่ะ! เกือบ 400 เลยนะ! นี่ขนาดได้ยินมาว่าตอนสอบเธอยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วยนะเนี่ย”
จางเสี่ยวอวิ๋นป่าวประกาศด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด จนฟู่หยางที่กำลังยกน้ำชาขึ้นดื่มถึงกับสำลักออกมา ‘พรวด’
ซือเนี่ยนเองพอได้ยินตัวเลขก็ชะงักไปเหมือนกัน ก่อนที่เธอจะหลุดหัวเราะออกมา “398 คะแนน?”
โธ่เอ๊ย เธอก็นึกว่าสอบได้คะแนนสูงส่งมาจากไหน ตระกูลซือถึงกับต้องปิดร้านจัดงานเลี้ยงฉลองกันใหญ่โต ที่แท้ก็ได้แค่ 398 คะแนนเองเหรอ?
คะแนนนี้นี่ถ้าเป็นในยุคอนาคตที่เธอจากมา อาจจะยังไม่พอเข้ามหาวิทยาลัยระดับสองด้วยซ้ำไป เธอนึกว่าหลินซือซือจะสอบได้คะแนนดีเลิศเลอเพอร์เฟกต์จนจางเสี่ยวอวิ๋นต้องป่าวประกาศด้วยความภูมิใจขนาดนี้
398 เนี่ยนะ?
ปกติซือเนี่ยนไม่ใช่คนที่จะขำอะไรง่ายๆ แต่สถานการณ์นี้มันทำให้เธออดกลั้นไม่ไหวจริงๆ
จางเสี่ยวอวิ๋นไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติใดๆ ยังคงเชิดหน้าอวดอ้างต่อไปอย่างเมามัน “เป็นยังไงล่ะ โดนคนที่ตัวเองเคยดูถูกแซงหน้าไปแล้ว รู้สึกแย่ล่ะสิ”
ซือเนี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง “ค่ะ ก็รู้สึกแย่อยู่เหมือนกัน” (แย่ที่ต้องมายืนเสียเวลาถูกเปรียบเทียบกับคนแบบนี้น่ะสิ)
จางเสี่ยวอวิ๋นไม่คาดคิดว่าซือเนี่ยนจะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายดายขนาดนี้ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง กำลังจะอ้าปากพูดอะไรซ้ำเติมอีก ก็เหลือบไปเห็นพ่อซือที่กำลังรีบร้อนเดินเข้ามาพอดี เธอจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะตะโกนเรียกเสียงดังอย่างตื่นเต้น
“พี่สาว! พี่เขย! ในที่สุดก็มากันสักที ดูสิคะว่าใครมา ซือเนี่ยนกับสามีบ้านนอกของเธอก็มาด้วยล่ะค่ะ ฉันว่าพวกเขาน่าสงสารจังเลย ดูท่าทางแล้วคงจองโต๊ะไม่ได้แน่ๆ ไม่อย่างนั้น...พวกพี่ให้คนเพิ่มเก้าอี้ให้พวกเขาสักสองตัวดีไหมคะ”
[จบบท]