บทที่ 410: ผู้ชนะคือซือเนี่ยน
บรรยากาศในร้านอาหารตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา เมื่อทุกคนพากันหันไปมองพ่อซือด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจระคนตำหนิ “ซือเนี่ยนเขาก็พูดถูกแล้วนี่ครับ ในเมื่อพวกคุณสองบ้านตกลงกันจบแล้ว ทะเบียนบ้านก็ย้ายออกไปเรียบร้อย ทุกอย่างก็คือจบ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ติดค้างอะไรกัน พี่ซือ คุณอย่าไปบังคับใจเขาอีกเลย มันไม่ดีต่อทั้งตัวซือเนี่ยนแล้วก็หนูซือซือเองด้วย”
“นั่นสิคะ จะไปเอาอกเอาใจเขาทำไมนักหนา ก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกดวงดี ได้มาเสวยสุขตั้งสิบกว่าปี แค่นี้เขาก็น่าจะสำนึกบุญคุณแล้ว คุณอย่าไปใส่ใจเลยค่ะ” ญาติฝั่งตระกูลจางรีบสอดปากเสริมทันที ความไม่พอใจฉายชัดในน้ำเสียง
คำพูดเสียดแทงเหล่านั้นทำเอาใบหน้าของพ่อซือสลับสีไปมาระหว่างเขียวกับม่วง แค่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซือเนี่ยนที่ย่ำแย่อยู่แล้วก็หนักหนาพอแล้ว นี่ยังมีคนมาช่วยกันสุมไฟเติมเชื้อเพลิงกันไม่หยุดหย่อน เขาแทบจะเดือดดาลจนล้มทั้งยืน
“ใช่ค่ะ ทุกคนเขารอทานข้าวกันอยู่นะคะ” จางเสี่ยวอวิ๋นเบ้ปากพูดเสริมอย่างไม่ยี่หระ “ถ้าไม่ใช่ว่าเห็นแก่หน้าพี่สาวฉันล่ะก็ ฉันไม่ถ่อมาให้เสียเวลาหรอก”
ประโยคสุดท้ายนั่นเองที่เปรียบเหมือนฟางเส้นสุดท้าย พ่อซือที่สะกดกลั้นอารมณ์มานานก็ระเบิดออกมาราวกับสัตว์ป่าที่จนตรอก เขาทุบโต๊ะคำรามลั่น
“กินบ้ากินบออะไร! พวกแกไสหัวไปให้หมด!” พูดจบก็ทำท่าจะกวาดข้าวของบนโต๊ะทิ้ง ทำเอาแขกเหรื่อที่อยู่ในเหตุการณ์ตกใจจนหน้าถอดสี รีบลุกขึ้นยืนห้ามปรามกันจ้าละหวั่น ต่างคนต่างงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าจู่ๆ พ่อซือเป็นอะไรไป ถึงได้เกรี้ยวกราดรุนแรงได้ถึงเพียงนี้
จางเสี่ยวอวิ๋นตกใจจนตัวสั่น กรีดร้องเสียงหลงพลางถอยไปหลบอยู่หลังสามี เธอไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าพ่อซือจะมีมุมที่น่ากลัวแบบนี้
เมื่อสถานการณ์บานปลายจนคุมไม่อยู่ อารมณ์ที่อยากจะเฉลิมฉลองก็พลอยมลายหายไปด้วย แขกเหรื่อต่างทยอยลุกขึ้นขอตัวกลับทันที งานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ควรจะชื่นมื่นจึงจบลงด้วยความล้มเหลวไม่เป็นท่า
พ่อฟู่กับแม่ฟู่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จริงๆ แล้วพวกเขาตั้งใจจะมาคุยเรื่องที่ลูกชายจะหย่า แต่ดูจากอาการแปลกประหลาดของพ่อซือในวันนี้แล้ว ประกอบกับบรรยากาศมาคุที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันช่างไม่เหมาะที่จะเอ่ยปากพูดเรื่องละเอียดอ่อนใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งสองจึงตัดสินใจลุกขึ้นเตรียมตัวกลับไปพร้อมกับคนอื่นๆ
กลุ่มคนเดินออกจากร้านอาหารด้วยอารมณ์หงุดหงิดคุกรุ่น หลายคนรู้สึกเสียเวลาแถมยังต้องมาเจอกับเรื่องไม่เป็นเรื่องจนพาลโมโห อยากจะหันกลับไปต่อว่าพ่อซือให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ในขณะเดียวกัน บางคนก็เริ่มสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะภาพลักษณ์ของพ่อซือที่พวกเขารู้จักไม่ใช่คนอารมณ์ร้ายแบบนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาไม่เคยแสดงออกว่ารักและหวงแหนซือเนี่ยน ลูกเลี้ยงคนนี้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลย ทำไมวันนี้ถึงได้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ทำราวกับว่าซือเนี่ยนคือลูกในไส้จริงๆ อย่างนั้นแหละ
ความสงสัยยังคงค้างคาใจทุกคน แต่แล้วเมื่อพวกเขาเดินพ้นประตูร้านออกมา ทุกคนก็ต้องหยุดชะงัก ยืนนิ่งราวกับถูกสาป
พ่อฟู่กับแม่ฟู่ที่เดินตามมาข้างหลัง เห็นท่าทางประหลาดของคนอื่นๆ ก็อดสงสัยไม่ได้จึงเงยหน้ามองตามขึ้นไป และในวินาทีต่อมา ทั้งสองก็ถึงกับตาค้าง
แม้จะเป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและพบเจอเรื่องราวใหญ่โตมานับไม่ถ้วน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ยังทำให้พวกเขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก และในที่สุด พวกเขาก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมพ่อซือถึงได้มีท่าทีฟาดงวงฟาดงาเช่นนั้น
ที่แท้... ซือเนี่ยนสอบได้ที่ 1 ของสายวิทย์ระดับมณฑล!
ป้ายผ้าผืนใหญ่ที่แขวนตระหง่านอยู่หน้าร้านอาหารทำให้ทุกคนที่เห็นแทบไม่เชื่อสายตา โดยเฉพาะญาติฝั่งตระกูลจางที่เดินนำลิ่วออกมาก่อนเพื่อน ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อภาพที่เห็น อากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง บรรยากาศกดดันจนน่าอึดอัด ใบหน้าของแต่ละคนบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
หลินซือซือจ้องมองป้ายผ้านั้น มือของเธอกำแน่นจนจิกเข้าที่หน้าอก ความโกรธแค้นและความอัปยศอดสูตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย
เธอแพ้แล้ว... เธอแพ้ซือเนี่ยนอย่างราบคาบอีกครั้ง กลายเป็นแค่เบี้ยล่างให้ผู้หญิงคนนั้นเหยียบย่ำซ้ำเติม
ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน เธอก็ต้องมีชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาของซือเนี่ยนตลอดไปอย่างนั้นหรือ
ทั้งที่เธอพยายามมากขนาดนี้แล้วแท้ๆ!
ชาตินี้เธอทุ่มเททุกอย่างแล้ว แต่ทำไม... ทำไมผลลัพธ์ที่ได้มันถึงยังน่าอนาถและน่าสมเพชไม่ต่างจากเดิมเลย! ความคิดนั้นกระแทกเข้าใส่หลินซือซืออย่างรุนแรงจนเธอหน้ามืด และสิ้นสติล้มพับไปท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย
…
ทางด้านซือเนี่ยน เธอไม่ได้เก็บเรื่องของครอบครัวซือมาใส่ใจแม้แต่น้อย สำหรับเธอ มันก็แค่เรื่องขัดจังหวะเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
แต่อวี๋ตงกลับรู้สึกผิดอย่างมหันต์ เขาไม่คิดเลยว่าแขกที่จองโต๊ะไว้จะเป็นครอบครัวซือ
ปกติแล้วเรื่องจิปาถะพวกนี้จะมีคนคอยจัดการโดยเฉพาะ เขาแทบไม่เคยลงมาดูรายละเอียดเองเลย แค่กำชับผู้จัดการร้านไปแล้วว่าให้เคลียร์พื้นที่ทั้งหมดหลังบ่ายสองโมงตรง ใครจะไปคาดคิดว่ามันจะบังเอิญแจ็กพอตแตก กลายเป็นงานเลี้ยงฉลองของหลินซือซือไปได้
แถมคนบ้านนั้นยังกล้าดียังไงมาพูดจาแขวะพี่สะใภ้ของเขา พวกนี้ตาบอดหรือมองไม่เห็นป้ายผ้าที่เขาอุตส่าห์แขวนไว้หราหน้าประตูร้านเลยหรือไง ต่อให้หลินซือซือจะเก่งกาจมาจากไหน ก็ไม่มีทางเทียบพี่สะใภ้ใหญ่ของเขาได้อยู่แล้ว!
อวี๋ตงหัวเสียสุดๆ เขาสั่งลูกน้องให้เปลี่ยนโต๊ะเก้าอี้ในร้านใหม่ทั้งชุดไม่พอ ยังสั่งให้พ่นยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกรอบใหญ่ โดยให้เหตุผลว่ากลัว "ความซวย" ของบ้านซือจะมาติดคนอื่นจนทำให้งานเลี้ยงหมดสนุก
ส่วนเรื่องที่ว่าคนพวกนั้นจะกลับไปด้วยสีหน้าแบบไหน ซือเนี่ยนไม่อยากจะเสียเวลาคิด
เธอกับโจวเยว่เซินตรวจดูความเรียบร้อยที่อวี๋ตงเตรียมไว้ ซึ่งก็ไม่ขาดตกบกพร่องอะไร ร้านนี้คุ้นเคยกับการจัดงานเลี้ยงเหมาอยู่แล้ว ทุกอย่างจึงเป็นไปอย่างมืออาชีพ แม้กระทั่งเครื่องดื่มก็ยังคัดสรรแต่ของดีที่สุดมาบริการ ถือเป็นการให้เกียรติเจ้าของงานอย่างเต็มที่
จริงๆ แล้วซือเนี่ยนไม่ใช่คนขี้เหนียวอะไร เพียงแต่เธอแค่ไม่อยากจัดงานให้มันใหญ่โตครึกโครมตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อทุกคนต่างก็ตั้งใจและให้ความสำคัญกับเธอขนาดนี้ เธอก็ไม่คิดจะทำตัวเป็นคนตระหนี่เหมือนกัน ซือเนี่ยนจึงควักเงินสดสองพันหยวนที่พกติดตัวมา ส่งเป็นซองแดงซองโตให้อวี๋ตงเป็นค่าเหนื่อย
แต่อวี๋ตงกลับไม่กล้ารับแม้แต่เฟินเดียว แค่เรื่องที่เขาปล่อยให้ครอบครัวซือเข้ามาป่วนในร้าน พี่ใหญ่ก็ยังไม่ได้คิดบัญชีกับเขาเลย เขายังนึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่าชีวิตหลังจากนี้จะโดนอะไรบ้าง แล้วยังมีหน้าจะมารับเงินอีกหรือ
อวี๋ตงรีบปฏิเสธพัลวันก่อนจะหาข้ออ้างปลีกตัวเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
เวลาประมาณสี่โมงเย็น ครอบครัวของแม่หลินก็เดินทางมาถึงบ้านโจว ตอนที่รู้ข่าวว่าซือเนี่ยนสอบได้ที่ 1 ของสายวิทย์ระดับมณฑล ทุกคนก็ดีใจกันยกใหญ่ พากันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดเท่าที่มี
หลินเฟิงกับหลินอวี่ น้องชายฝาแฝดของเธอก็มาด้วย ทั้งคู่โตขึ้นมากจากปีที่แล้ว แม้จะดูผอมบางและผิวคล้ำไปหน่อย แต่ก็ดูแข็งแรงสมวัย ซึ่งแตกต่างจากโจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานที่ใช้ชีวิตในเมืองมาหนึ่งปีจนผิวดูขาวผ่องกว่าเห็นๆ
เด็กๆ พอเจอกันก็ดีใจกันยกใหญ่ พากันวิ่งไล่จับเล่นรอบลานบ้านเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลฟางที่อยู่ติดกัน ในห้องนอนที่มืดสลัว ฟางป๋อเหวินนอนซมอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียว เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจนทรมานไปหมด
เดิมทีแม่สั่งให้เขานั่งทำการบ้านเงียบๆ ที่บ้าน แต่เพราะอาการไม่สบายตัวที่รบกวนไม่หยุด ทำให้เขาเผลอหลับไปงีบหนึ่ง แต่กลายเป็นว่ายิ่งนอนก็ยิ่งรู้สึกแย่ลง
เสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขจากบ้านข้างๆ คือสิ่งที่ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น แค่ฟังก็รู้ทันทีว่าเป็นเสียงของโจวเจ๋อหานกับเพื่อนๆ
เขาลุกขึ้นจากเตียงอย่างสะลึมสะลือ เดินโซเซไปที่หน้าต่างแล้วรูดม่านเปิดออก แสงแดดยามบ่ายที่จ้าจนแสบตาสาดกระทบใบหน้าทันที เขาต้องหยีตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตา ก่อนจะมองไปยังลานบ้านข้างเคียงอย่างเลื่อนลอย
ภาพที่เห็นคือโจวเจ๋อหานกำลังคุยเล่นหัวเราะอย่างสนุกสนานกับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่รู้จักหน้า
ฟางป๋อเหวินรู้ดีว่ากิจวัตรของโจวเจ๋อหานเวลาพาเพื่อนใหม่มาบ้านคืออะไร... อันดับแรก ต้องเดินอวดรอบบ้านหนึ่งรอบ อธิบายผังบ้าน จากนั้นก็อวดหมา อวดกระต่าย และปิดท้ายด้วยการอวดบ่อปลา เขารู้ขั้นตอนพวกนี้ขึ้นใจหมดแล้ว
เด็กชายเกาะขอบหน้าต่าง พยายามเพ่งมองตามร่างเล็กๆ ของโจวเจ๋อหานที่กำลังนำขบวนเพื่อนๆ เข้าไปในตัวบ้าน เดาว่าเป้าหมายต่อไปคงหนีไม่พ้นห้องนอนกับห้องหนังสือส่วนตัวสินะ
เขานึกสงสัยว่าวันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมบ้านครูซือถึงได้ดูคึกคักเป็นพิเศษ... แต่เมื่อคิดดูอีกที บ้านครูซือก็คึกคักแบบนี้มาตลอดอยู่แล้วนี่นา บ้านของเขาต่างหากที่เงียบเหงา
แววตาของฟางป๋อเหวินฉายประกายความอิจฉาออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาอยากจะเดินไปถามว่าพวกนั้นกำลังจะไปไหนกัน แต่ก็ไม่กล้าพอ เพราะแม่สั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ให้เขาไปสุงสิงกับเด็กบ้านโจวอีก
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ เขาก็ได้ยินเสียงของโจวเจ๋อตงที่ดังขึ้นมาอย่างเป็นผู้ใหญ่เกินตัว “พอแล้วน่าเสี่ยวหาน อย่ามัวแต่เล่นสิ คุณแม่โทรมาตามแล้ว บอกให้เรารีบไปสมทบกับพวกน้าชายได้แล้ว”
พอเห็นว่าเด็กกลุ่มนั้นกำลังจะออกไป ฟางป๋อเหวินก็รีบยืดตัวตรงทันที พวกเขาจะไปไหนกันน่ะ เขามองตามและต้องประหลาดใจเมื่อเห็นหลี่โหย่วไฉกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ฟางป๋อเหวินรีบวิ่งตึงตังลงบันไดไปที่ประตูหน้าบ้านทันที เขาแอบมองผ่านช่องประตูออกไป
นอกจากกลุ่มของโจวเจ๋อตง โจวเจ๋อหาน และเด็กคนอื่นๆ แล้ว เขายังเห็นผู้ใหญ่อีกหลายคน มีทั้งคนจากบ้านตระกูลเจี่ยง และอีกหลายคนที่เขาไม่รู้จัก ทุกคนแต่งตัวสวยงามดูรื่นเริงเหมือนกำลังจะไปงานมงคลอะไรสักอย่าง ดูคึกคักและมีความสุขกันมาก
โจวเจ๋อตงกำลังจะก้าวขึ้นรถ แต่จู่ๆ เขาก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงไอแค่กๆ ดังแผ่วๆ มาจากทิศทางหนึ่ง
[จบบท]