บทที่ 413: การลงทุน
"พวกนายนี่มันน่ารำคาญจริง กลับไปเลยไป" เด็กหญิงตัวเล็กที่ชื่อฉีเหอกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วดังกร๊อบ ท่าทางเอาเรื่องเต็มที่ ทำเอาโจวเจ๋อหานที่กำลังคึกคะนองชะงักไปเหมือนกัน
โจวเจ๋อตงเห็นท่าไม่ดีจึงปรามน้องชายเสียงเข้ม "เสี่ยวหาน นั่งลงเดี๋ยวนี้"
พอเจอพี่ชายดุเข้าให้ โจวเจ๋อหานก็หงอยไปในบัดดี้ เขาลอบมองสีหน้าเคร่งขรึมของพี่ชายแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเอามือตะครุบปากตัวเอง แล้วเดินต้อยๆ ไปนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ แต่โดยดี
หลี่โหย่วไฉเห็นโจวเจ๋อหานโดนดุก็หัวเราะเยาะ "สมน้ำหน้า ถ้านายยังไม่ไปนั่งดีๆ ระวังโดนอัดนะจะบอกให้ แต่ว่าไป เด็กคนนั้นย้ายโรงเรียนไปตั้งนานแล้ว คงกลับมาสอนมวยนายไม่ไหวหรอก"
พูดจบก็ทำท่าเสียดาย ทั้งที่ความจริงตัวเองนั่นแหละที่โล่งอกที่สุด ได้ยินมาว่าบ้านของฉีเหอรวยมาก ย้ายครอบครัวเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ตั้งนานแล้ว ที่โผล่มาวันนี้ก็คงเพราะกลับมาสอบเท่านั้น
ฉีเหอที่ได้ยินคนพูดพาดพิงก็แค่นเสียงเหยียดๆ "ฉันไม่เสียเวลาไปอัดคนโง่ทุกคนหรอก ถ้าจะอัด ก็จะเลือกอัดเฉพาะพวกคนเลวที่เก่งแต่รังแกคนอ่อนแอ แต่พอเจอคนที่แข็งแกร่งกว่าก็หงอน่ะ"
คำพูดนั้นแทงใจดำหลี่โหย่วไฉเข้าอย่างจังจนเถียงไม่ออก เขายังจำฝังใจได้ดี สมัยเด็กๆ ที่ยังไม่ประสีประสา เขาเห็นว่าฉีเหอหน้าตาสวยเหมือนตุ๊กตาฝรั่ง ก็นึกอยากได้มาเป็นแฟน เลยไปดักทางกวนประสาทตามประสาเด็กเกเร สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายที่โดนอัดยับเยินจนกลับบ้านแทบไม่ถูก
ที่เจ็บใจกว่าคือ ภูมิหลังครอบครัวของเขาก็เทียบชั้นบ้านนั้นไม่ติดฝุ่น พ่อแม่ที่อยากจะไปทวงความยุติธรรมให้ลูกชายก็ทำอะไรไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมา แค่เห็นเงาฉีเหอ เขาก็ต้องรีบแจ้นเดินเลี่ยงไปอีกทาง
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาเปลี่ยนสเปกไปเลย เขาไม่ชอบเด็กผู้หญิงก้าวร้าวแบบนี้อีกแล้ว ผู้หญิงมันต้องน่ารักอ่อนหวาน อ่อนโยนเอาใจใส่เหมือนเซียงเอ๋อร์สิ ถึงจะน่าคบหา
หลี่โหย่วไฉอยากจะเถียงใจจะขาด แต่ก็กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยโดนอัดอีกรอบ แต่ครั้นจะยอมรับว่ากลัวเด็กผู้หญิงต่อหน้าเพื่อนๆ มันก็น่าขายหน้าสิ้นดี เขาเลยทำได้แค่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ บรรยากาศมาคุจึงเข้าครอบงำโต๊ะเด็กชั่วขณะ ทุกคนพากันเงียบกริบ
โชคดีที่อาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ ความตึงเครียดเมื่อครู่จึงสลายไปในพริบตา พอเห็นของกินล่อตาล่อใจ ยังไงก็ยังเป็นเด็ก ความสนใจทั้งหมดจึงพุ่งเป้าไปที่จานอาหารตรงหน้าทันที
ผิดกับซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินที่แทบไม่ได้แตะอาหารเลย โดยเฉพาะโจวเยว่เซินที่ต้องเดินทักทายรับรองแขกเหรื่อตลอดทั้งงาน เพราะวันนี้ นอกจากญาติสนิทมิตรสหายแล้ว ยังมีแขกระดับบิ๊กๆ ทั้งนักธุรกิจใหญ่ที่มีหน้ามีตาในวงการ หรือแม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วมาร่วมงานด้วยหลายท่าน
อดีตผู้การเจี่ยงซึ่งนั่งร่วมโต๊ะเดียวกับซือเนี่ยน มองดูแขกที่ทยอยเข้ามาทักทายโจวเยว่เซินแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ เขาเพิ่งรู้วันนี้เองว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันแท้ๆ จะมีภูมิหลังไม่ธรรมดาขนาดนี้
ขนาดผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากกองทัพยังเดินทางมาด้วยตัวเอง แถมยังเป็นคนรู้จักเก่าแก่กันอีกต่างหาก ไม่เว้นแม้แต่ผู้กำกับหลี่ก็มาด้วย กลายเป็นว่าโต๊ะนี้เป็นโต๊ะรวมดาวไปเสียอย่างนั้น
ทุกคนต่างก็ไม่คาดคิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ กวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เจอแต่คนคุ้นเคย อดที่จะหัวเราะออกมาอย่างขบขันไม่ได้
"อ้อ ที่แท้เมื่อก่อนคุณอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือนี่เอง ถึงว่าสิ ผมก็ว่าถ้ามีคนเก่งกาจระดับนี้อยู่ในพื้นที่ ทำไมผมถึงไม่รู้จัก" ผู้เฒ่าเจี่ยงกล่าวกลั้วหัวเราะ
แขกอีกท่านที่เป็นทหารเก่าเหมือนกันรีบเสริม "เหล่าเจี่ยง คุณอาจจะไม่รู้จักชื่อเขา แต่คุณต้องเคยได้ยินฉายา 'สามวีรบุรุษแห่งซีเป่ย' บ้างล่ะน่า เสี่ยวโจวของเรานี่แหละ คือหัวหน้าทีมสามวีรบุรุษที่ว่านั่นเลย"
คราวนี้ผู้การเจี่ยงยิ่งตกตะลึงหนักกว่าเดิม "อะไรนะ แล้วทำไมถึงไม่ประจำการอยู่ในกองทัพต่อล่ะ" เขารู้สึกเสียดายแทนจริงๆ
จตามหลักแล้ว คนที่มีความสามารถโดดเด่นขนาดนี้ หากยังรับราชการทหารต่อ อนาคตต้องรุ่งโรจน์แบบไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้ ดีไม่ดีอาจจะเก่งกาจแซงหน้าลูกศิษย์มือหนึ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุดไปแล้วก็ได้
แขกคนเดิมถอนหายใจ "ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนหรอกครับ น่าเสียดายจริงๆ"
ผู้กำกับหลี่ที่ฟังอยู่เงียบๆ กลับหัวเราะออกมา "จะไปน่าเสียดายอะไรกันล่ะครับ ชีวิตคนเรา ความสุขนี่แหละสำคัญที่สุด ตอนนี้เสี่ยวโจวเขาก็มีครอบครัวที่อบอุ่นน่ารัก แถมยังหาเงินเก่งอีกต่างหาก จะต้องการชื่อเสียงยศถาบรรดาศักดิ์นอกกายพวกนั้นไปทำไม"
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะทหารผ่านศึกจำนวนมากหลังจากปลดประจำการ ชีวิตก็ไม่ได้สุขสบายนัก น้อยคนนักที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์ได้แบบโจวเยว่เซิน
จังหวะนั้นเอง หวังเหล่าป่าน นักธุรกิจที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยก็เอ่ยขึ้นมา "พูดถึงเรื่องหาเงิน บริษัทสาขาที่เราเพิ่งไปเปิดที่ปักกิ่งล่าสุด ก็ได้เชิญเสี่ยวโจวให้มาร่วมลงทุนด้วยนะ ไม่ทราบว่ามีท่านผู้ใหญ่ท่านไหนสนใจอยากจะลงทุนด้วยกันหน่อยไหมครับ"
สิ้นเสียงหวังเหล่าป่าน บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ท่านอื่นก็พากันกรอกตามองบนเป็นแถว "พอเลยคุณ ไอ้พ่อค้าหน้าเลือด เจอหน้ากันปุ๊บก็คิดจะมาล้วงเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณของพวกเราเลยนะ ไม่กลัวบาปกรรมหรือไง"
คนหนึ่งโพล่งขึ้นมาอย่างขบขัน แต่อีกคนก็แย้ง
"เดี๋ยวก่อน แต่ขนาดเสี่ยวโจวยังกล้าลงทุนด้วย หรือว่าครั้งนี้สายตาของเหล่าหวังจะเฉียบแหลมขึ้นมาจริงๆ"
หลังจากแซวหวังเหล่าป่านพอหอมปากหอมคอ ทุกคนก็หันมาสนใจโจวเยว่เซิน เพราะเชื่อว่าคนอย่างเขาไม่น่าจะลงทุนอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแน่นอน
"เสี่ยวโจว ตกลงคุณคิดยังไงกันแน่ หรือว่าคุณวางแผนจะขยายธุรกิจไปไกลถึงปักกิ่งเลยเหรอ"
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับเล็กน้อย "ครับ หลายปีก่อนผมมีเพื่อนที่ทำธุรกิจอยู่ที่ปักกิ่ง ผมเคยลองลงทุนไปบ้างสองสามครั้ง ตลาดที่นั่นพัฒนาไปเร็วมาก ครั้งนี้หวังเหล่าป่านเขาก็มองเห็นช่องทางธุรกิจ พอดีกับที่จะไปเปิดห้างสรรพสินค้าสาขาที่นั่น ผมเลยตั้งใจว่าจะลองร่วมลงทุนดูครับ"
ความจริงก็คือ ตอนนี้ฟาร์มปศุสัตว์ของเขาเริ่มอยู่ตัวและขยายจนสุดทางแล้ว โจวเยว่เซินเพิ่งจ้างผู้ช่วยคนใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารบริษัทมาก่อน ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งงานต่างๆ มีคนรับผิดชอบครบถ้วน เขาจึงไม่จำเป็นต้องทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไว้ที่ฟาร์มอีกต่อไป
การหันไปลงทุนในจังหวะที่ตลาดกำลังเติบโตต่างหาก คือหนทางที่จะสร้างผลตอบแทนมหาศาล แม้ว่าแน่นอน... มันจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงลิ่วก็ตาม
พอได้ฟังเหตุผล ทุกคนต่างก็สบตากันไปมา เริ่มมีอาการลังเลใจ
ซือเนี่ยนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับต้องเอียงคอเหลือบมองสามีตัวเอง... โอ้โห ที่แท้คุณโจวเยว่เซินของเธอก็ไม่ได้เก่งแค่การทำฟาร์มปศุสัตว์ แต่ยังแอบไปเป็นนักลงทุนอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ด้วย
มิน่าล่ะ เขาถึงชอบยัดเยียดเงินค่าขนมให้เธออยู่เรื่อย จนเธอแทบไม่จำเป็นต้องไปถอนเงินของตัวเองมาใช้เลย เงินในยุคนี้มันก็มีค่ามากจริงๆ ใช้ยังไงก็ไม่พร่อง ไม่รู้ว่าเงินลงทุนก้อนโตพวกนั้นเขาเอาไปเก็บไว้ที่ไหน คงไม่ได้ยัดไว้ใต้สมุดบัญชีเล่มเดียวกับที่ให้เธอหรอกนะ
ขณะที่เธอกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก โจวเยว่เซินก็คีบซี่โครงหมูชิ้นโตมาใส่ในถ้วยให้เธอ ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเขาก็สบตากับสายตาอ่อนโยนที่มองมาก่อนแล้ว
"เหนื่อยหรือยังครับ ทานเสร็จเราก็กลับบ้านกันนะ" เขากระซิบถามเบาๆ เพราะรู้ดีว่าการต้องต้อนรับแขกมากมายขนาดนี้ทั้งวัน ภรรยาของเขาคงจะเหนื่อยแย่แล้ว
ซือเนี่ยนจะไปเหนื่อยอะไรได้เล่า ในสมองเธอกำลังตื่นเต้นกับเรื่องที่เขาจะไปลงทุนอยู่ต่างหาก แต่พอโดนสายตาห่วงใยของเขามองมาแบบนี้ เธอก็รู้สึกผิดขึ้นมาแปลกๆ จึงรีบกระแอมไอแก้เก้อแล้วพยักหน้าตกลง
เมื่อทานอาหารกันจนอิ่มหนำสำราญ แขกเหรื่อก็เริ่มทยอยกล่าวลาและเดินทางกลับบ้าน
ซือเนี่ยนถึงเพิ่งจะมีเวลาปลีกตัวไปดูเด็กๆ ที่โต๊ะ และภาพที่เห็นก็คือลูกชายคนรองตัวดีของเธอกับเจี่ยงจิวกำลังกุลีกุจอใช้กล่องพลาสติกตักขาไก่กับอาหารที่เหลือนิดหน่อยบนโต๊ะ
"เสี่ยวหาน ทำอะไรอยู่น่ะลูก" เธอถามอย่างแปลกใจ
โจวเจ๋อหานหันขวับกลับมา "คุณแม่ครับ นี่ผมเก็บไว้ให้ป๋อเหวิน วันนี้ผมได้ยินพี่ตงบอกว่าเขาไม่สบาย ผมเลยอยากจะห่อกลับไปแบ่งให้เขาทานด้วยกันครับ"
ซือเนี่ยนชะงักไปนิด ป๋อเหวินป่วยอย่างนั้นเหรอ "แล้ว... ลูกไม่กลัวว่าแม่ของเขาจะมาเห็น แล้วพาลโกรธเอาอีกเหรอ" เธอถามอย่างเป็นห่วง
แต่ลูกชายคนรองกลับยิ้มเจ้าเล่ห์ "คุณแม่วางใจได้เลยครับ แม่ของป๋อเหวินกลับบ้านดึกทุกวัน ผมรู้น่า เดี๋ยวผมแอบเอาไปให้เขาเอง ผมน่ะมีประสบการณ์โชกโชน" พูดจบก็รีบปิดฝากล่องแล้วยัดใส่กระเป๋านักเรียนตัวเองทันที
เจี่ยงจิวก็รีบพูดเสริม "ใช่ครับคุณน้า แม่ของป๋อเหวินไม่ดุผมเลยสักนิด คราวก่อนเธอเจอผม เธอยังชวนให้ผมไปหาป๋อเหวินเล่นที่บ้านอยู่เลยครับ" (แน่นอน เขาไม่ไปคนเดียวแน่ๆ)
ซือเนี่ยนถอนหายใจเบาๆ พอจะเดาความคิดของฟางฮุ่ยได้ทะลุปรุโปร่ง ที่แท้ก็เกลียดชังเธอ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากจะผูกมิตรเอาอกเอาใจตระกูลเจี่ยง เลยปฏิบัติต่อเด็กๆ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวๆ
ในเมื่อเด็กๆ ยืนยันหัวชนฝาขนาดนี้ เธอจะไปห้ามก็คงไม่ฟัง แต่ถ้าเจี่ยงจิวเป็นคนเอาไปให้ ฟางฮุ่ยก็คงไม่กล้าว่าอะไรหรอกมั้ง ช่วงนี้เธอก็สังเกตว่าฟางฮุ่ยไม่ค่อยอยู่บ้าน เห็นว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลแทน แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่ค่อยเห็นป๋อเหวินออกมาวิ่งเล่นข้างนอกอยู่ดี
ส่วนครอบครัวหลินที่เดินทางมาไกลก็พักค้างที่บ้านของโจว ซือเนี่ยนตั้งใจจะให้พวกเขาเที่ยวเล่นพักผ่อนสักสองสามวันค่อยกลับ
ตลอดทั้งวันเธอก็เลยลากทั้งพ่อแม่และน้องชายฝาแฝดทั้งสองคนไปเดินชอปปิงซื้อเสื้อผ้าใหม่ยกชุด และดูเหมือนว่าการได้เจอฉีเหอในวันนี้จะจุดประกายอะไรบางอย่างให้ลูกชายคนรอง เขาถึงกับมาตอแยเธอไม่เลิก "คุณแม่ครับ ผมอยากเรียนเทควันโดด้วย"
ซือเนี่ยนไม่แน่ใจว่าเขาไปได้ยินคำศัพท์แปลกใหม่นี้มาจากไหน แต่พอลองนึกถึงพลังงานที่ล้นเหลือของเสี่ยวหาน บวกกับพรสวรรค์ด้านกีฬาที่เห็นได้ชัด การให้เขาได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวไว้บ้างก็น่าจะเป็นเรื่องดี
"เรื่องนั้น... ลูกต้องไปขออนุญาตพ่อเขาก่อนนะ" เธอบอกไป แม้จะมั่นใจว่าโจวเยว่เซินต้องไฟเขียวแน่นอน แต่เรื่องแบบนี้ยังไงก็ควรให้เกียรติถามความเห็นเขาก่อน
สองหนุ่มหลินเฟิงกับหลินอวี่ที่ฟังอยู่ด้วยก็ตาโตอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่พวกเขาก็รู้ตัวดีว่าอยู่ที่หมู่บ้านในชนบท ไม่มีทางมีของแบบนี้ให้เรียนแน่ๆ ทั้งสองจึงทำได้เพียงเก็บงำความอิจฉาเล็กๆ นั้นไว้ในใจ
[จบบท]