บทที่ 416: ฟางฮุ่ยถูกจับ
อันที่จริง เรื่องบาดหมางที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซือเนี่ยนไม่เคยเก็บมาใส่ใจหรือคิดเล็กคิดน้อยกับฟางฮุ่ยเลยสักนิด ต่อให้เพื่อนบ้านคนนี้จะหยิ่งผยองไม่ยอมลดตัวลงมาเอ่ยคำขอโทษสำหรับความเข้าใจผิดครั้งก่อน เธอก็ปล่อยผ่าน ไม่ได้ว่าอะไร
ทว่าครั้งนี้ ฟางฮุ่ยกลับเล่นงานเธอแรงเกินไปจริงๆ
มีหรือที่ซือเนี่ยนจะยังก้มหน้ายอมทนให้คนอื่นมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณ... เอ่อ สหายซือเนี่ยนครับ คนกลุ่มนี้คือทีมงานที่เขียนบทความชิ้นนั้นขึ้นมา คุณวางแผนจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดีครับ จะยอมความไกล่เกลี่ยกันเป็นการภายใน หรือว่า...”
ซือเนี่ยนตวัดสายตากลับมาจากกลุ่มคนหน้าซีด ก่อนจะทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไกล่เกลี่ยกันเองเหรอคะ”
เธอหัวเราะหยันออกมาคำหนึ่ง “ไม่มีทางค่ะ พวกเขาทำลายชื่อเสียงฉันจนไม่เหลือชิ้นดีขนาดนี้ ถ้าฉันยอมอ่อนข้อให้เรื่องมันจบเงียบๆ ก็เท่ากับยอมรับกลายๆ ว่าฉันเป็นคนแบบที่พวกเขาเขียนน่ะสิคะ”
ผู้กองหลี่พยักหน้าเห็นพ้อง “พูดมีเหตุผลมากครับ งั้นคุณตั้งใจจะ...”
“ก็ต้องฟ้องศาลสิคะ” ซือเนี่ยนประกาศเจตจำนงชัดเจน “ฟ้องสำนักพิมพ์ของพวกเขา ให้พวกเขาออกมาขอโทษต่อหน้าสาธารณชน แล้วก็จ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย ส่วนตัวต้นเรื่องที่กุข่าวใส่ร้ายฉันจนสร้างผลกระทบเลวร้ายขนาดนี้ ก็ต้องส่งเข้าไปอบรมมารยาทในคุก ให้สังคมช่วยขัดเกลาและสอนให้รู้ว่าการเป็นมนุษย์ที่ดีมันเป็นยังไง!”
เพียงแค่ประโยคเดียว ก็ทำเอาพนักงานสำนักพิมพ์ทุกคนหน้าถอดสีเป็นไก่ต้ม
หากเรื่องที่ตีพิมพ์ไปมันไม่ใช่ความจริง พวกเขาก็หนีไม่พ้นข้อหาการสร้างข่าวลือใส่ร้ายผู้อื่น แต่ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าเรื่องมันจะลุกลามใหญ่โตไปถึงขั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล มันจะบานปลายไปถึงขนาดนั้นเชียวหรือ
หัวหน้าบรรณาธิการซึ่งเป็นชายวัยกลางคนลนลานขึ้นมาทันที เขาจ้องมองซือเนี่ยนด้วยแววตาตื่นกลัว “เดี๋ยวก่อน ส... สหายซือใช่ไหมครับ เรื่องนี้พวกเราทำตามข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มานะครับ มันไม่เกี่ยวกับพวกเราโดยตรงเลยนะ”
ซือเนี่ยนจ้องกลับไปที่เขา ก่อนจะเหลือบไปมองฟางฮุ่ยที่ยืนตัวสั่นหน้าซีดอยู่ข้างๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“สัมภาษณ์เหรอคะ การสัมภาษณ์ของพวกคุณคือการไม่คิดไตร่ตรอง ไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี แล้วจับเอาเรื่องของคนคนหนึ่งไปขยี้ป้ายสีลงหนังสือพิมพ์ พิมพ์ขายเป็นแสนๆ ฉบับเนี่ยนะคะ พวกคุณอาศัยชื่อเสียงที่ฉันสอบได้อันดับหนึ่งสายวิทย์ของมณฑลไปหากิน โกยกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองมหาศาล นี่มันเข้าข่ายใช้ชื่อเสียงของคนอื่นไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบชัดๆ มันผิดกฎหมายนะคะ แล้วคุณยังจะกล้าพูดอีกเหรอว่าไม่เกี่ยว”
เธอเน้นย้ำทีละคำ “คนอื่นจะป้อนข้อมูลอะไรให้พวกคุณ ฉันไม่สนใจ แต่คนที่ได้ประโยชน์และหากำไรอย่างผิดกฎหมายจากเรื่องนี้คือพวกคุณทุกคน ไม่มีใครรอดไปได้หรอก”
ซือเนี่ยนหันไปยิ้มให้ฟางฮุ่ย “ก่อนจะคิดทำร้ายใคร อย่างน้อยก็น่าจะไปเปิดตำรากฎหมายอ่านดูบ้างนะคะ จริงไหมคะ คุณฟาง”
ผู้กองหลี่ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ “อ้าว พวกคุณรู้จักกันเหรอครับ”
“ค่ะ” ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “คุณฟางคนนี้เป็นเพื่อนบ้านฉันเอง พักอยู่บ้านติดกันเลย ก่อนหน้านี้เราก็เคยมีเรื่องระหองระแหงกันมาบ้าง อย่างครั้งก่อนเรื่องอหิวาต์สุกร เธอก็เคยมาโวยวายหาเรื่องครอบครัวฉันทีหนึ่งแล้ว สุดท้ายพอรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด ก็เงียบหายไปเลย จนป่านนี้ยังไม่เคยได้ยินคำขอโทษสักคำ”
เธอยักไหล่ “ฉันก็ไม่ได้อยากจะเอาเรื่องอะไรเธอหรอกนะคะ ไม่คิดเลยว่าเธอจะหวนกลับมาหาเรื่องฉันอีกจนได้ ช่างเป็นคู่เวรคู่กรรมกันจริงๆ”
คำพูดเสียดแทงของซือเนี่ยนทำให้ใบหน้าของฟางฮุ่ยเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดสลับกันไป
“เธอ... เธออย่ามาบีบคั้นคนอื่นให้มากนักนะซือเนี่ยน ใช่ ครั้งที่แล้วมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เนื้อหาที่ได้มาจากการสัมภาษณ์ทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง ไม่มีการปรุงแต่งเลยสักนิด ถ้าเธอเป็นคนดีจริง ใสสะอาดอย่างที่พูด แล้วทำไมญาติของเธอถึงออกมาแฉเธอแบบนี้ล่ะ”
ซือเนี่ยนยกมือขึ้นลูบคาง ทำท่าครุ่นคิด “ญาติของฉัน? ญาติคนไหนเหรอ ถ้าเธอไม่ระบุชื่อมาให้ชัดๆ ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาเอง”
ฟางฮุ่ยแค่นเสียงหัวเราะอย่างสมเพช “ถามโง่ๆ ก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในบ้านพักทหารน่ะสิ ญาติฝั่งตระกูลซือยังไงล่ะ เธอกล้าปฏิเสธเหรอว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวบุญธรรมของตระกูลซือ ญาติฝั่งแม่บุญธรรมของเธอนั่นแหละที่เป็นคนเล่าอดีตเน่าๆ ของเธอให้ฉันฟังเอง ตระกูลซือทุ่มเงินทุ่มทองเลี้ยงดูปูเสื่อเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่ดูตอนนี้สิ พอตัวเองประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ก็ถีบหัวส่งพ่อแม่บุญธรรม แม้แต่งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จยังไม่คิดจะเชิญพวกเขา การกระทำมันเนรคุณอกตัญญูขนาดนี้ ฉันพูดอะไรผิดไปหรือไง”
เธอยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล “แถมยังหน้าด้านจงใจไปจัดงานเลี้ยงฉลองที่โรงแรมเดียวกับลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลซืออีก ตั้งใจจะข่มเธอ เยาะเย้ยเธอ บีบคั้นเธอจนทนไม่ไหวเป็นลมล้มพับไปเลยไม่ใช่หรือไง”
ฟางฮุ่ยชี้หน้าซือเนี่ยน “เธอลืมไปแล้วรึเปล่า ว่าทุกอย่างที่เธอมีวันนี้ ทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ เดิมทีมันควรจะเป็นของหลินซือซือทั้งหมด!”
ฟางฮุ่ยระบายความอัดอั้นออกมาอย่างเกรี้ยวกราด เธอรู้สึกมาตลอดว่าซือเนี่ยนเป็นผู้หญิงที่แข็งกร้าวและน่ารังเกียจ แต่ไม่นึกเลยว่าจะเลือดเย็นและเลวร้ายกับครอบครัวที่เลี้ยงดูตัวเองมาได้ถึงเพียงนี้ มันน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว
ซือเนี่ยนที่ฟังข้อกล่าวหามาทั้งหมดถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง “นี่ฉัน... ฉันทำให้หลินซือซือโกรธจนเป็นลมไปเลยเหรอคะ”
ฟางฮุ่ยแสยะยิ้ม “ก็ใช่น่ะสิ เธอก็รู้ตัวนี่ว่าการกระทำของเธอมันน่าสมเพชแค่ไหน”
ซือเนี่ยนกลับยิ้มกว้าง “โห มีเรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอเนี่ย”
ฟางฮุ่ย: “...”
ทุกคนในที่นั้น: “...”
ฟางฮุ่ยรีบหันไปฟ้องตำรวจทันที “ผู้กองหลี่คะ ได้ยินไหมคะ เธอสารภาพเองแล้วนะ นี่มันพิสูจน์ได้ชัดเจนเลยว่าสำนักพิมพ์ของเราไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาเองใช่ไหมคะ”
ณ จุดนี้ หากผู้กองหลี่ไม่เคยรู้ตื้นลึกหนาบางของคดีตระกูลซือมาก่อน เขาคงเผลอคล้อยตามและคิดว่าซือเนี่ยนเป็นฝ่ายทำเกินไปจริงๆ
แต่เมื่อได้เห็นท่าทางสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนของเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะกระแอมออกมาเบาๆ พลางยกกำปั้นขึ้นมาบดบังรอยยิ้มที่แทบจะหลุดออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมแล้วกล่าว
“คุณหลินซือซือเขาโกรธจนเป็นลมไปเอง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับสหายซือเนี่ยนล่ะครับ ก็แค่ฝีมือสู้เขาไม่ได้เองไม่ใช่เหรอ นั่นมันพิสูจน์ว่าตัวคุณหลินซือซือต่างหากที่จิตใจเปราะบาง ทนรับความจริงไม่ได้เอง แล้วจะมาโทษคนอื่นได้ยังไง สำนักพิมพ์ของคุณเอาเรื่องนี้มาขยายความแล้วโยนความผิดทั้งหมดไปให้สหายซือเนี่ยน มันเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่งเลยนะ”
ฟางฮุ่ยถึงกับงง “คะ? แต่... แต่มันชัดๆ เลยนี่คะว่าเธอจงใจยั่วยุหลินซือซือจนเกิดเรื่อง ทำไมถึงจะโทษเธอไม่ได้ล่ะคะ”
ฟางฮุ่ยยังคงเถียงข้างๆ คูๆ “ตระกูลซืออุตส่าห์เลี้ยงดูเธอมาตั้งกี่ปี ทุ่มเทฟูมฟักมาขนาดนี้ พอได้ดีเธอกลับไม่คิดจะทดแทนบุญคุณ แถมยังมาทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้อีก นี่มันเป็นการกระทำที่ชั่วช้ามากนะคะ”
ซือเนี่ยนส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย “สรุปแล้ว ความหมายของคุณก็คือ การที่ฉันอุตส่าห์พยายามจนสอบได้ที่หนึ่งของมณฑลเนี่ย ฉันต้องแอบๆ ซ่อนๆ ห้ามให้หลินซือซือรู้ ห้ามให้เธอเห็นใช่ไหมคะ วันดีคืนดีเธอมาเห็นแล้วเกิดอาการทนไม่ได้จนเป็นลมไปเอง มันก็เลยกลายเป็นความผิดของฉันที่จงใจอวดเบ่งยั่วยุเธอว่างั้น คุณฟางนี่สมกับเป็นนักข่าวสายซุบซิบจริงๆ นะคะ ปั้นน้ำเป็นตัวได้เก่งสุดๆ ไปเลย”
“เธอ!” ฟางฮุ่ยโกรธจนตัวสั่น เธอกล้าดียังไงมาดูถูกอาชีพนักข่าวของเธอว่าเป็นแค่พวกสายซุบซิบ นี่มันเป็นการหยามกันชัดๆ
ผู้กองหลี่รีบพยักหน้าเสริมทัพทันที “ถูกต้องเลยครับ นี่มันเป็นเรื่องมงคลที่น่ายินดีแท้ๆ เขาจะฉลองแล้วมันผิดตรงไหน คุณหลินซือซือโดนยั่วโมโหจนเป็นลมไปเอง มันเกี่ยวอะไรกับคนอื่นล่ะครับ ตัวเองสอบได้คะแนนไม่ดี จะมาโทษใครได้ สำนักพิมพ์ของคุณนี่ก็ตรรกะประหลาดดีนะ ยังจะมีหน้าไปโทษคนอื่นว่าสอบได้คะแนนดีเกินไปอีก”
ฟางฮุ่ยหน้าเสีย แต่ยังไม่ยอมแพ้ “แต่มันไม่ได้มีแค่เรื่องนี้นะคะ เรื่องที่เธอเคยทำไว้ในอดีตอีก ญาติๆ ของเธอเขารู้กันทั้งบางนั่นแหละ”
“ขอโทษทีเถอะค่ะคุณฟาง” ซือเนี่ยนกล่าวแทรก “ฉันตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลซือไปนานนมแล้วค่ะ ส่วนสาเหตุเหรอคะ ก็ง่ายนิดเดียว ตระกูลซือเป็นคนถีบหัวส่งฉันลงชนบทไปแต่งงานเอง เพื่อหลีกทางให้ลูกสาวสุดที่รักของพวกเขายังไงล่ะคะ”
เธอจงใจเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ให้ทุกคนได้ซึมซับข้อมูล ก่อนจะเล่าต่อ “และการแต่งงานครั้งนั้นน่ะ เดิมทีก็เป็นหลินซือซือเองนั่นแหละที่ตอบตกลง แต่พอเธอรู้ความจริงว่าตัวเองเป็นลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลข้าราชการ เธอก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ขโมยเงินสินสอด 3,000 หยวนของฝ่ายชายหนีไป แล้วก็ไปร่วมหัวจมท้ายกับตระกูลซือบีบบังคับให้ฉันไปแต่งงานกับตระกูลโจวแทน นี่แหละค่ะคือสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องมาเป็นแม่เลี้ยงตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เหตุผลโสโครกที่คุณมโนขึ้นมาว่าฉันยอมแต่งเพื่อแลกกับผลประโยชน์หรอกนะคะ เรื่องทั้งหมดนี้ คนในบ้านพักทหารเขารู้กันทั้งนั้น และนี่ก็คือเหตุผลที่เราตัดขาดกัน”
เธอมองหน้าฟางฮุ่ยอย่างรู้ทัน “ส่วนญาติคนดีที่คุณไปคุยมาน่ะ ก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดีเหมือนกัน แต่ทำไมล่ะคะ ประเด็นสำคัญๆ แบบนี้เขาถึงไม่ยอมเล่าให้คุณฟัง มัวแต่สาธยายความเลวของฉันเพลินไปหน่อยเหรอ ให้ฉันเดาเล่นๆ นะคะ ญาติคนนี้ถ้าไม่ใช่คนจากตระกูลซือ ก็ต้องเป็นญาติฝั่งตระกูลจางแน่ๆ ... หรือว่าจะเป็น จางเสี่ยวอวิ๋น น้องสาวของแม่เลี้ยงฉันเอง อ๋อ คนนี้เธอดูไม่ชอบหน้าฉันมานานแล้วนี่นา ก็ช่วยไม่ได้ ลูกสาวตัวเองก็สู้ฉันไม่ได้ พอหลินซือซือโผล่มาก็ยังโดนฉันกดไว้จนโงหัวไม่ขึ้น เธอเลยไม่เคยได้เชิดหน้าชูตาต่อหน้าฉันเลยสักครั้ง...”
สีหน้าที่ตื่นตระหนกและตกตะลึงอย่างสุดขีดของฟางฮุ่ย เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าซือเนี่ยนเดาได้แม่นเผง
เป็นจางเสี่ยวอวิ๋นจริงๆ ด้วย
ผู้กองหลี่แค่นเสียงเย็นชาออกมาทันที “คดีที่คุณหลินซือซือขโมยเงินสินสอด 3,000 หยวนน่ะ ผมนี่แหละเป็นคนทำคดีเอง เธอถึงได้ถูกส่งเข้าไปนอนในคุกตั้งหนึ่งปีเต็ม อุตส่าห์นึกว่าจะสำนึกผิดปรับปรุงตัวได้บ้าง ที่ไหนได้ สันดานเดิมมันเปลี่ยนยากจริงๆ”
เขาหันไปจ้องฟางฮุ่ยเขม็ง “คุณฟาง เรื่องที่คุณพูดพล่ามมาทั้งหมดน่ะ ผมที่เป็นตำรวจรู้ดีกว่าคุณเป็นร้อยเท่า เรื่องที่ตระกูลซือกลัวว่าสหายซือเนี่ยนจะไม่ยอมย้ายออกไป จนต้องทำตัวน่าสมเพช บีบบังคับให้เธอต้องแต่งงานไปอยู่ชนบทเพื่อลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองน่ะ คนทั้งบ้านพักทหารเขารู้กันหมดแล้ว เหอะ พอมาวันนี้เห็นเขาทำคะแนนสอบได้เป็นอันดับหนึ่ง ก็เกิดเสียดายขึ้นมา เลยใช้วิธีสกปรกกลับมาป้ายสีเธอซะงั้น ส่วนพวกคุณ ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ก็เอาเรื่องของเธอไปเขียนลงหนังสือพิมพ์รายวัน โฆษณาป่าวประกาศขายไปทั่ว สหายซือเนี่ยนพูดถูกเผงเลย การกระทำของพวกคุณทั้งหมดมันเข้าข่ายก่ออาชญากรรมแล้ว พวกเรามีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะจับกุมพวกคุณทั้งหมดไปดำเนินคดีตามกฎหมาย”
[จบบท]