บทที่ 420: คำขอโทษกับการมาเยือน
"หนังสือพิมพ์น่าจะออกมาแล้วนะครับ คุณเห็นหรือยัง"
เสียงผู้กองหลี่โทรมาถามแต่เช้า แต่ซือเนี่ยนยังไม่ได้แตะหนังสือพิมพ์เลยด้วยซ้ำ
เธอกำลังวุ่นวายอยู่กับการถ่ายทอดวิชาเชฟกระทะเหล็กให้เจ้าใหญ่เข้าใจวิธีตุ๋นซุปให้อร่อยเหาะ พร้อมๆ กับที่ต้องจับมือเหยาเหยาคัดตัวอักษรไปด้วย
ภารกิจแม่บ้านรัดตัวเสียยิ่งกว่าอะไรดี เมื่อวางสายจากผู้กองหลี่ปุ๊บ เธอก็เลยใช้บริการลูกชายคนโตทันที "เจ้าใหญ่ ไปซื้อหนังสือพิมพ์มาให้แม่หน่อย"
เจ้าใหญ่วิ่งกลับมาพร้อมหนังสือพิมพ์หลายฉบับในมือ และก็ตามคาด หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เจ้าปัญหาพาดหัวตัวเบ้อเริ่ม เป็นคำแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างด่วนจี๋
แต่เรื่องราวไม่ได้จบแค่นั้น ยังมีหนังสือพิมพ์อีกเจ้าที่กระโดดลงมาเล่นประเด็นนี้ด้วย โดยเล่าเรื่องราวของเธอที่อุตส่าห์สอบได้ที่ 1 สายวิทย์ระดับมณฑล แต่กลับถูกครอบครัวอุปถัมภ์เก่าจ้องทำลายชื่อเสียง แถมยังมีการสัมภาษณ์ผู้กองหลี่และอาจารย์ใหญ่มาประกอบให้เนื้อหาน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
บทสัมภาษณ์ของอาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 ก็เด็ดดวงไม่แพ้กัน "ถูกต้องครับ! พวกเขาแค่อิจฉาที่นักเรียนซือสอบได้ที่ 1 เท่านั้นแหละ ความริษยามันทำให้คนเราหน้ามืดตามัว ทำอะไรบิดๆ เบี้ยวๆ ได้ทั้งนั้น"
ส่วนฝั่งผู้กองหลี่ก็ให้ข้อมูลแบบเป็นทางการ แต่แอบเจ็บแสบ "จากการสอบสวนญาติคนหนึ่งของตระกูลนั้น ให้การว่าแรงจูงใจน่าจะมาจากการที่สหายซือสอบได้คะแนนสูงสุด แต่ลูกสาวแท้ๆ ของบ้านนั้นสอบได้คะแนนธรรมดาๆ ฝ่ายนั้นเลยโกรธจนถึงขั้นเป็นลมล้มพับไป แล้วก็เลยผูกใจเจ็บผู้เสียหาย ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวไว้หมดแล้ว ขอให้ประชาชนอย่าได้สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้ผู้เสียหายอีกเลยนะครับ"
ซือเนี่ยนอ่านถึงตรงนี้ก็แทบจะพ่นซุปที่กำลังชิมอยู่ออกมา ทำไมบทสัมภาษณ์ของผู้กองหลี่มันฟังดูเหมือนกำลังซุบซิบนินทามากกว่าแถลงข่าวจริงจังแบบนี้ล่ะ
หนังสือพิมพ์หลายฉบับที่วางเรียงกันต่างประสานเสียงยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอ บางเจ้าถึงกับประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะอยู่เคียงข้างเธอและเชื่อมั่นในคุณธรรมของเธอเต็มที่
แม้ซือเนี่ยนจะไม่รู้ว่าใครกันที่ลงทุนลงแรงช่วยจัดการเรื่องราวใหญ่โตเบื้องหลังได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นกระแสสังคมพลิกกลับมาทางนี้ ก็น่าจะการันตีได้ว่ามรสุมข่าวฉาวครั้งนี้คงจะผ่านพ้นไปในเร็ววัน
…
ตัดภาพมาที่โรงพยาบาล สองสหาย เจ้ารองและเจี่ยงจิว ที่ดั้นด้นมาเยี่ยมเพื่อนบ้านคนใหม่ กลับต้องพบกับความจริงอันน่าตกใจ เพราะฟางป๋อเหวินไม่ได้ป่วยธรรมดาๆ แบบที่พวกเขาจินตนาการไว้เลย
เด็กชายยังคงนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียง ทั้งที่สองหน่ออุตส่าห์หอบหิ้วกระดานหมากห้าตัวมาด้วยเต็มที่ กะว่าจะมาท้าดวลให้หายอยาก แต่พอเห็นร่างเล็กจิ๋วของฟางป๋อเหวินนอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย มีสายยางต่อระโยงระยางเต็มไปหมด แถมใบหน้าก็ซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ความคึกคักที่พกมาเต็มกระเป๋าก็พลันเหี่ยวเฉาลงไปทันตา
พวกเขารู้แค่ว่าฟางป๋อเหวินป่วยออดๆ แอดๆ มานาน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าอาการจะหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้
เซียวอี้ ผู้เป็นพ่อของเด็กชาย พาเด็กทั้งสองที่จ๋อยสนิทไปนั่งพักที่เก้าอี้ข้างๆ เจ้ารองจึงเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "คุณลุงเซียวครับ ฟางป๋อเหวิน... เขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ"
เซียวอี้พยักหน้าเบาๆ พยายามคลายความกังวลให้เด็กๆ "ไม่ต้องห่วงนะ เขาพ้นขีดอันตรายแล้ว" แม้ปากจะบอกอย่างนั้น แต่สีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีที่นึกถึงสาเหตุ
"เดิมทีป๋อเหวินเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาๆ เท่านั้น แต่เพราะถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นเวลานาน มันเลยลุกลามจนกลายเป็นโรคปอดบวม อาการถือว่าสาหัสมากเลย"
เซียวอี้เล่าย้อนไปถึงเมื่อวานที่เขามาถึง ตอนนั้นเขาพบว่าลูกชายไอหนักมาก แถมตัวร้อนจี๋ไข้สูงไม่ยอมลด แต่เมื่อมองหาหยูกยาในบ้าน กลับพบเพียงกล่องยาแก้หวัดว่างเปล่า
ส่วนฟางฮุ่ยผู้เป็นแม่ ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงพี่เลี้ยงเด็กที่ทำหน้างงๆ เมื่อถูกซักถาม พี่เลี้ยงก็ตอบได้แค่ว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะปกติมีหน้าที่แค่ทำกับข้าวแล้วก็ส่งฟางป๋อเหวินไปเรียนพิเศษเท่านั้น
"ถึงครูที่โรงเรียนจะเคยเตือนว่าน้องเริ่มไอ แต่คุณฟางฮุ่ยเธอกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทุกคืน ดิฉันก็ไม่รู้จะรอแจ้งเธอยังไง เลยคิดว่าเป็นแค่หวัดไอธรรมดาๆ"
พี่เลี้ยงกล่าว แถมตัวฟางป๋อเหวินเองก็เป็นเด็กเก็บกด ไม่เคยปริปากบ่นว่าตัวเองไม่สบายตรงไหนเลย สุดท้ายเซียวอี้ต้องเป็นคนหน้าเครียดอุ้มลูกส่งโรงพยาบาลเอง และผลตรวจที่ออกมาก็คือปอดบวม
เด็กอายุแค่ 7 ขวบ กลับต้องมาเป็นปอดบวมรุนแรง เซียวอี้แทบไม่อยากจะเชื่อว่าฟางฮุ่ยเลี้ยงดูลูกตัวเองแบบไหนกัน
ซ้ำร้าย เธอยังไม่กลับบ้านทั้งคืน พอเขาลองให้คนไปตรวจสอบดู ถึงได้รู้ความจริงที่น่าสมเพชว่าผู้หญิงคนนั้นดันถูกตำรวจจับข้อหาปล่อยข่าวลือใส่ร้ายคนอื่น!
เมื่อคืนนี้ทั้งคืน เซียวอี้ต้องนั่งเฝ้าลูกชาย พยายามชวนคุยเรื่องสัพเพเหระไม่ให้สติของเด็กน้อยดับวูบไป เขาถามไถ่ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่
และน่าแปลกใจที่ตลอดการสนทนา ใบหน้าซีดเซียวของฟางป๋อเหวินกลับดูมีชีวิตชีวาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง เฉพาะตอนที่เอ่ยถึง "บ้านครูซือ" ที่อยู่ติดกันเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้สีหน้าของเซียวอี้ย่ำแย่ลงไปอีก และมันก็ตอกย้ำการตัดสินใจของเขาที่จะตัดขาดจากฟางฮุ่ยอย่างเด็ดขาด
ผู้หญิงที่จิตใจมืดบอดมัวเมาอยู่กับการทำร้ายคนอื่นจนละเลยลูกแท้ๆ ของตัวเองปางตายแบบนี้ การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งเสริมคนเลว
ที่ผ่านมาเขาปล่อยให้เธอมาที่นี่ก็เพียงเพื่อใช้เธอเป็นเครื่องมือในการสืบสวนบางเรื่องเท่านั้น
และตอนนี้ เมื่อเป้าหมายของเขาบรรลุแล้ว ฟางฮุ่ยก็ไม่ต่างอะไรจากหมากที่หมดประโยชน์โดยสิ้นเชิง
สายตาของเซียวอี้เหลือบไปมองเสี่ยวเหล่าเอ้อร์แวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะรีบดึงสายตากลับมาเก็บซ่อนความคิดทั้งหมดไว้
…
ฟางป๋อเหวินฟื้นขึ้นมาจริงๆ ก็ตอนบ่ายแก่ๆ ทันทีที่สติเริ่มกลับมา เขาก็ได้ยินเสียงเด็กสองคนกำลังเถียงอะไรกันอยู่เบาๆ
เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น และภาพที่เห็นก็คือเจ้ารองกับเจี่ยงจิวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียงของเขา เล่นหมากห้าตัวกันอย่างเมามัน
เด็กชายคิดว่าตัวเองคงกำลังฝันไปแน่ๆ เขาจึงหลับตาลงอีกครั้ง... ใช่ เขาต้องฝันไปแน่ๆ เพราะเขาเคยฝันว่าได้เล่นกับเด็กๆ บ้านข้างๆ แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเป็นความฝัน เขาก็ยังไม่อยากตื่นตอนนี้
เขานอนนิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งสัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือใหญ่ของใครบางคนวางลงบนหน้าผาก พร้อมกับเสียงทุ้มที่เอ่ยถาม
"ฟื้นแล้วเหรอ" ครั้งนี้ฟางป๋อเหวินค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้งอย่างลังเล และก็ได้สบตากับผู้ชายคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างเตียง
เขารู้จักคนคนนี้... ตั้งแต่ยังเล็กมาก แม่ของเขาเคยชี้ไปที่ผู้ชายคนนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์ คนที่ดูสง่างามและโดดเด่นกว่าใคร แล้วบอกเขาว่า "นี่คือพ่อของลูก"
แต่แม่ก็บอกอีกว่า เขาจะต้องตั้งใจเรียนให้เก่งที่สุด ต้องเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุด พ่อถึงจะยอมมาหาและยอมรับเขาเป็นลูก นั่นคือเหตุผลที่เขาพยายามเรียนอย่างหนักมาตลอด และในที่สุด พ่อก็มาหาเขาจริงๆ
ฟางป๋อเหวินเบิกตากว้าง นี่ไม่ใช่ความฝัน! สองหน่อที่กำลังจดจ่อกับกระดานหมากหันขวับมาทันทีที่เห็นเขาตื่น ทั้งคู่รีบพุ่งหน้าเข้ามาใกล้จนเกือบจะชนกัน แล้วก็เริ่มรัวคำถามใส่
"เฮ้! ฟางป๋อเหวิน ตื่นแล้วเหรอ"
"นายโอเคไหม ไม่เจ็บตรงไหนใช่เปล่า"
"นายนี่มันแย่จริงๆ ป่วยซะนานเลย อ๊ะ... จะกินลูกอมไหม"
"ฉันมีขนมปังกรอบมาด้วยนะ เอาไหมๆ"
ฟางป๋อเหวินรู้สึกร้อนที่ขอบตาจนต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เขาไม่ชินกับการมีคนมาห่วงใยแบบนี้ เด็กชายเลยทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือการทำตัวเย็นชาและปากแข็ง เขาหันหน้าหนีไปอีกทาง พูดเสียงอู้อี้
"ฉะ...ฉันไม่ต้องการของของพวกนายหรอก!"
เจ้ารองกับเจี่ยงจิวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "อ้าวเหรอ... โอเค งั้นถ้านายไม่อยากได้ก็ไม่เป็นไร"
ว่าแล้วทั้งคู่ก็ดึงขนมในมือกลับไปเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองหน้าตาเฉย
ฟางป๋อเหวินที่แอบเหล่ตามองอยู่: "..."
…
พอกลับถึงบ้าน เจ้ารองก็รีบรายงานสถานการณ์ของฟางป๋อเหวินให้ซือเนี่ยนฟังทันที
ซือเนี่ยนเองก็ตกใจไม่น้อย เธอรู้มาแค่ว่าเด็กข้างบ้านเป็นไข้หวัด แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าอาการจะหนักหนาสาหัสถึงขั้นกลายเป็นปอดบวมไปได้
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เซียวอี้ก็จูงมือฟางป๋อเหวินมาที่หน้าประตูบ้านของซือเนี่ยน พร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังเต็มสองมือ
ตอนนี้ใบหน้าของฟางป๋อเหวินแม้จะยังดูซีดๆ อยู่บ้าง แต่ก็มีเลือดฝาดขึ้นมาเยอะ แถมยังไม่ไอแล้วด้วย พอเห็นพวกเจ้ารองยืนอยู่ เด็กชายก็มีท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย แต่เมื่อสบตากับซือเนี่ยน เขาก็รีบก้มหัวทักทายอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ ครูซือ"
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างซับซ้อน เธอยิ้มให้ "อ้าว นักเรียนฟาง หายดีแล้วเหรอจ๊ะ ดีขึ้นมากเลยนะ"
เซียวอี้พยักหน้า ใบหน้าของเขาดูจริงจังอย่างเห็นได้ชัด "ต้องขอบคุณพวกคุณจริงๆ ที่ช่วยดูแลลูกชายผม เขาเล่าว่ายาแก้หวัดที่กินไปก่อนหน้านี้เป็นพวกคุณที่ให้มา ถ้าไม่ได้ยาชุดนั้นช่วยประคองไว้ ป่านนี้ลูกผมอาจจะแย่ไปกว่านี้แล้วก็ได้"
คราวนี้เป็นซือเนี่ยนที่ต้องประหลาดใจ "ยาแก้หวัดเหรอคะ"
"ครับ" เซียวอี้ยืนยัน "ลูกผมเขามีไข้สูงๆ ต่ำๆ มาสักพักใหญ่แล้ว เขาบอกว่าพอได้กินยาที่พวกคุณให้ไป อาการก็ดีขึ้นมาก"
ฟางป๋อเหวินที่ยืนหลบอยู่ข้างๆ พ่อ พูดเสริมขึ้นมาด้วยท่าทีอายๆ "คือ... เพื่อนนักเรียนโจวเจ๋อตงเป็นคนเอามาให้ผมครับ เขาบอกว่าถ้าผมรู้สึกตัวร้อนมากๆ แล้วก็ไอไม่หยุด ให้ลองกินยาตัวนี้ดู ผมก็เลยกิน แล้วมันก็ดีขึ้นจริงๆ ครับ"
เด็กชายเล่าต่อว่าปกติเขาจะไข้ขึ้นสูงตอนกลางคืน แต่พอได้กินยาที่โจวเจ๋อตงให้มา 2 วัน อาการก็ทุเลาลงไปมาก แต่พอยาหมด เขาก็ไม่ได้กินต่อ อาการไข้และไอมันก็เลยกลับมาเป็นหนักอีกครั้ง
ซือเนี่ยนหันขวับไปมองโจวเจ๋อตงที่เพิ่งเดินออกมาจากในบ้านทันที แต่เจ้าลูกชายคนโตกลับมีสีหน้าเรียบเฉยอย่างกับรูปปั้นหิน ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลย
"ก็ก่อนหน้านี้น้องชาย ก็ป่วยอาการคล้ายๆ กันกับฟางป๋อเหวินเลยครับ ผมเลยคิดว่าน่าจะให้เขาลองกินดู" เด็กชายอธิบายต่ออย่างใจเย็น "ผมอ่านฉลากยาดูละเอียดแล้ว ยาตัวนี้มันรักษาได้หลายอาการ ถึงจะไม่ได้ป่วยหนัก กินเข้าไปก็ไม่เป็นอันตราย ผมถึงกล้าเอาไปให้เขาครับ"
ซือเนี่ยนอ้าปากค้าง นี่มันน่าตกใจยิ่งกว่าตอนรู้ข่าวหนังสือพิมพ์เสียอีก!
เธอนึกมาตลอดว่ามีแค่เจ้าลูกชายคนรองจอมใจอ่อน ที่แอบหยิบยื่นมิตรภาพ (และของกิน) ให้เด็กข้างบ้านผู้เงียบขรึม
แต่ไหงกลายเป็นว่าเสี่ยวตง ลูกชายคนโตที่ดูสุขุมเยือกเย็นที่สุด ก็แอบเป็นสายซัพพอร์ต ส่งยาให้เขาเงียบๆ ด้วยเหมือนกัน
แต่เรื่องที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าการแอบส่งยาของลูกชาย ก็คือการที่ฟางป๋อเหวินป่วยหนักถึงขั้นเป็นปอดบวมโดยที่ไม่มีใครรู้เลย
เมื่อคิดย้อนกลับไป ซือเนี่ยนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ถ้าเซียวอี้ พ่อของเด็กคนนี้ ไม่ได้บังเอิญโผล่มาช่วยไว้ได้ทันเวลา แถมแม่ตัวดีอย่างฟางฮุ่ยก็ดันไปก่อเรื่องจนโดนจับเข้าห้องขังไปซะก่อน...
ถ้าทุกอย่างไม่ประจวบเหมาะลงล็อกแบบนี้ การปล่อยให้เด็กป่วยหนักนอนซมอยู่ในบ้านคนเดียว ป่านนี้ฟางป๋อเหวินจะเป็นยังไงบ้าง ไม่อยากจะคิดเลย!
ถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับเด็กคนนี้ในบ้านที่อยู่ติดกันกับเธอแท้ๆ มีหวังเธอคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่!
[จบบท]