บทที่ 421: เงินชดเชย
เมื่อคิดได้ว่าฟางป๋อเหวินรอดพ้นจากอันตรายมาได้ ซือเนี่ยนก็โล่งใจจนอยากจะขอบคุณลูกแฝดทั้งสองของเธอเหลือเกิน พวกเขาคือดาวนำโชคตัวน้อยๆ ที่สวรรค์ส่งมาให้เธออย่างแท้จริง
หากปราศจากความช่วยเหลือของพวกเขาในวันนั้น ผลลัพธ์คงไม่ออกมาสวยงามเช่นนี้แน่
…
ณ โรงพยาบาล
หลินซือซือถูกหามส่งโรงพยาบาลอีกรอบแล้ว
ข่าวที่ว่าซือเนี่ยนสอบได้อันดับหนึ่งของมณฑลในสายวิทยาศาสตร์ กระแทกเข้ากลางใจเธออย่างจัง จนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาสามวันสามคืนเต็มๆ สุดท้ายร่างกายก็ทนไม่ไหว ต้องระเห็จมานอนให้น้ำเกลืออีกจนได้
ส่วนจางชุ่ยเหมยนั้นเล่า สภาพก็ดูไม่จืดเหมือนกัน เธอทรุดโทรมลงไปราวกับคนแก่ชราอายุเพิ่มขึ้นอีกสิบกว่าปี เส้นผมที่เคยดกดำบัดนี้กลับแซมไปด้วยสีขาวโพลน เห็นได้ชัดว่าผลกระทบจากข่าวใหญ่นี้ไม่ได้ถาโถมใส่แค่หลินซือซือ แต่ยังส่งผลต่อจิตใจของเธออย่างรุนแรงไม่แพ้กัน
ในความทรงจำอันเลือนรางของจางชุ่ยเหมย ซือเนี่ยนก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงที่ฉลาดกว่าคนอื่นนิดหน่อยเท่านั้น
เธอยังจำได้ดีว่าตอนที่เด็กคนนั้นเอ่ยปากว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอยังนึกขำและเยาะเย้ยไปว่าช่างไม่เจียมกะลาหัว คิดจะทำเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้า
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เธอกลับเป็นฝ่ายถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนชาไปทั้งแถบ
ไม่กี่วันก่อน ตอนที่หนังสือพิมพ์ประโคมข่าวว่าซือเนี่ยนเป็น "อสรพิษอกตัญญู" จางชุ่ยเหมยยังรู้สึกสะใจอยู่เลย คิดว่าเป็นการระบายความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานได้เสียที
ทว่าความสุขนั้นช่างสั้นนัก เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา สำนักพิมพ์เจ้ากรรมก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แถมเธอยังได้ยินมาแว่วๆ ว่าพวกที่กุข่าวขึ้นมาก็ถูกลากตัวไปเข้าคุกเรียบร้อยแล้ว
ทั้งที่เธอก็แค่พูดความจริง! เธอเลี้ยงดูปูเสื่อซือเนี่ยนมาตั้งสิบกว่าปี! ที่เด็กนั่นมีวันนี้ได้ มีความสำเร็จรุ่งโรจน์จนใครๆ ก็อิจฉา ทั้งหมดก็เพราะครอบครัวซือของพวกเธอไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมอีแค่การยอมรับพวกเธอมันจะตายหรือไงกัน
จางชุ่ยเหมยคันปากยิบๆ อยากจะป่าวประกาศให้โลกรู้ถึงความร้ายกาจของซือเนี่ยน อยากจะแฉว่าเด็กนั่นปฏิบัติต่อพวกเธอและหลินซือซืออย่างเลือดเย็นเพียงใด
แต่พอนึกถึงผลลัพธ์ที่ตามมาว่ามันร้ายแรงถึงขั้นฟ้องร้องกันขึ้นโรงขึ้นศาล ขนาดจางเสี่ยวอวิ๋น น้องสาวแท้ๆ ของเธอที่ดันทะลึ่งไปช่วยผสมโรงเผยแพร่ข่าวลือ ยังถูกพักงานกะทันหันเพราะเรื่องนี้บานปลายเกินควบคุม ความกล้าทั้งหมดก็หดหายไปในบัดดล
จางชุ่ยเหมยเลยไม่กล้าปริปากพูดจาในแง่ลบถึงซือเนี่ยนอีกเลย ทำได้เพียงเก็บงำความเดือดดาลอัดอั้นนี้ไว้ในอกตามลำพัง
มันช่างเป็นความรู้สึกที่ทรมานจนแม้แต่ตอนนอนหลับ เธอยังฝันถึงเรื่องนี้จนโกรธแทบคลั่งสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
เธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเรื่องราวมันเดินมาถึงจุดแตกหักนี้ได้อย่างไร ถ้าจะว่ากันตามจริง เมื่อก่อนเธอก็แค่รู้สึกไม่ผูกพันกับซือเนี่ยนเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รักไม่เอ็นดูเด็กที่เลี้ยงมากับมือเลยเสียเมื่อไหร่ เธอมึนงงไปหมดว่าเพียงช่วงเวลาแค่ปีกว่าๆ ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงกลับตาลปัตรไปได้ถึงเพียงนี้
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงพยาบาลสองคนที่เดินผ่านหน้าห้องไปก็ดังแว่วเข้ามา
“นี่เธอได้ยินเรื่องนั้นไหม นักเรียนที่สอบได้ที่หนึ่งของมณฑลสายวิทย์น่ะ ชีวิตเธอน่าสงสารมากเลยนะ กว่าจะสอบได้นี่ก็เลือดตาแทบกระเด็น แล้วยังต้องมาเจอครอบครัวบุญธรรมใจยักษ์ที่ทิ้งเธอไปแล้ว กลับมาปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงกันอีก คนอะไรใจดำจริงๆ”
“นั่นสิ โชคดีนะที่คนส่วนใหญ่เขาไม่โง่ ได้ยินว่าตอนนี้ทั้งมหาวิทยาลัยชิงหัว ทั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ส่งคนมาแย่งตัวกันให้วุ่นเลย มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็จ้องตาเป็นมันเหมือนกัน ก็แน่ล่ะ คะแนนสูงลิ่วขนาดนี้ แสดงว่าต้องเป็นคนเก่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าไม่โดนบังคับให้แต่งงานไปซะก่อนนะ ป่านนี้อนาคตเธอคงสดใสไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
คำพูดเหล่านั้นเสียดแทงเข้าหูจางชุ่ยเหมยเต็มๆ จนใบหน้าของเธอซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
น้ำเสียงของพวกเธอฟังดูเหมือนกำลังกล่าวโทษว่าครอบครัวเธอเป็นตัวมารขัดขวางอนาคตของซือเนี่ยนอย่างนั้นแหละ! นี่มันอะไรกัน ตอนนั้นซือเนี่ยนไม่ใช่เหรอที่พอได้ยินว่าจะได้แต่งงานกับฟู่หยาง ก็เนื้อเต้นดี๊ด๊าจนทิ้งการเรียนไปเอง แล้วจะมาโทษพวกเธอได้ยังไง
อีกอย่าง เด็กผู้หญิงเรียนสูงๆ สอบได้ดีๆ มันจะมีประโยชน์อะไรนักหนา สุดท้ายก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปเป็นของคนอื่นอยู่ดี ไม่หัดนึกถึงบุญคุณกันบ้างเลยว่าใครเป็นคนทุ่มเงินทุ่มแรงเลี้ยงดูเธอมาจนปีกกล้าขาแข็งได้ขนาดนี้!
คนพวกนี้นี่มันจริงๆ เลย กล้าดียังไงมานินทาว่าร้ายครอบครัวเธอ น่ารังเกียจที่สุด!
จางชุ่ยเหมยรู้สึกเหมือนมีก้อนหินมาจุกอยู่ที่คอหอย มันทั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อึดอัดจนแทบจะบ้าตาย
เมื่อหันไปมองลูกสาวตัวเองที่ยังนอนซมอยู่บนเตียง แล้วเปรียบเทียบกับซือเนี่ยนที่เพิ่งประกาศคะแนนปุ๊บก็มีแต่มหาวิทยาลัยชั้นนำแย่งตัวกันปั๊บ ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ถาโถมเข้าใส่จนจุกอก
หลินซือซือของเธอต้องมาเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีมหาวิทยาลัยไหนตอบรับเลย
นับตั้งแต่วันที่โดนซือเนี่ยนพูดจายั่วโมโหวันนั้น หลินซือซือก็ไม่ยอมแตะต้องอาหารอีกเลย จนร่างกายผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
นี่ยังไม่นับเรื่องที่ครอบครัวฟู่คอยส่งคนมากดดันเร่งรัดให้หย่าร้างไม่เว้นวันอีก ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวเธอล้มป่วยปางตายอยู่แบบนี้ ป่านนี้คงโดนลากตัวไปเซ็นใบหย่าเรียบร้อยแล้ว!
จางชุ่ยเหมยยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
เรื่องหย่าเหรอ ฝันไปเถอะ! เธอไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด
ฟู่หยางคือความหวังสุดท้ายและไพ่ใบเดียวที่เธอเหลืออยู่แล้ว!
…
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่คฤหาสน์ตระกูลฟู่
บรรยากาศภายในบ้านก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน เมื่อพ่อฟู่และคุณนายเจิ้งทราบข่าวว่าหลินซือซือใช้มุกแกล้งป่วยนอนซมอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อประวิงเวลาการหย่าร้าง สองสามีภรรยาก็หน้าดำคร่ำเครียด
“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนบ้านนั้นจะหน้าด้านหน้าทนได้ขนาดนี้! เรื่องนี้เราตกลงกันไปแล้วไม่ใช่เหรอตั้งแต่ก่อนที่หล่อนจะออกจากคุกด้วยซ้ำ นี่พอสอบเสร็จก็มาเล่นละครตบตากันอีกเหรอ น่าขยะแขยงสิ้นดี!”
คุณนายเจิ้งสบถออกมาอย่างหัวเสีย โกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลือง
พ่อฟู่เองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขารู้ดีว่าเรื่องนี้มันซับซ้อน เพราะในทางกฎหมาย หลินซือซือไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอย่างการนอกใจ ตราบใดที่เจ้าตัวยังดื้อแพ่งไม่ยอมหย่า มันก็ยากที่จะบังคับกันได้ ครั้นจะให้พวกเขาไปใช้วิธีการสกปรกใต้ดินเพื่อบีบบังคับ ตระกูลฟู่ก็ไม่ลดตัวลงไปทำเรื่องน่าอายแบบนั้น
แต่ปัญหาก็คือนี่ลูกชายพวกเขาอายุ 26 แล้ว! ถ้ายังคาราคาซังกันอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่พวกเขาจะได้อุ้มหลานกันเล่า
ท่ามกลางความร้อนรนของผู้เป็นพ่อแม่ ฟู่หยางกลับนั่งนิ่งด้วยท่าทีสงบอย่างน่าประหลาด
ดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่เขาพลาดหวังจากซือเนี่ยนไป เขาก็ไม่เคยรู้สึกรู้สากับผู้หญิงคนไหนอีกเลย ไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวหรือตื่นเต้นกับใครอีกต่อไป
ดังนั้น การหย่าร้างครั้งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตเขามากมายนัก ดีเสียอีก มันยังช่วยเป็นเกราะกำบังเขาจากเรื่องน่ารำคาญที่พ่อแม่พยายามจะจับคู่ดูตัวให้ไม่หยุดหย่อน
ต่อให้หลินซือซือคนนี้จากไป เดี๋ยวก็ต้องมีหลินซือซือคนที่สอง ที่สาม โผล่มาอีกอยู่ดี
ฟู่หยางไม่อยากสิ้นเปลืองเวลาชีวิตไปกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ ชีวิตเขามีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่เรื่องแต่งงาน
ถึงกระนั้น การกระทำอันไร้ยางอายของครอบครัวซือก็ทำให้เขาหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
หลังจากใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าเด็ดขาด “ถ้าเธอไม่อยากหย่า ก็ไม่ต้องหย่าครับ ไม่เห็นเป็นไรเลย ขอแค่เธอไม่มาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
สองสามีภรรยาถึงกับชะงัก หันมาขมวดคิ้วใส่ลูกชายเป็นตาเดียว “แกพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ไม่หย่า? แล้วแกจะยอมให้ผู้หญิงคนนั้นมาผูกมัดชีวิตแกไปตลอดอย่างนั้นเหรอ”
“นี่มันการแต่งงานบ้าบออะไร ความรักก็ไม่มี แล้วลูกล่ะ จะมีได้ยังไง!”
“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ” ฟู่หยางยักไหล่ “ยังไงซะ ต่อให้ไม่มีเธอ พวกพ่อแม่ก็ต้องบังคับให้ผมแต่งงานกับคนอื่นอยู่ดี แล้วถ้าดูจากรสนิยมการเลือกสะใภ้ของคุณแม่แล้ว คนต่อไปก็ไม่แน่ว่าจะดีไปกว่าหลินซือซือสักเท่าไหร่ ในเมื่อเธออยากจะดันทุรังอยู่ในสถานะนี้ เราจะไปเหนื่อยบังคับเธอทำไมล่ะครับ อีกอย่าง... ผมก็จะไปแล้วด้วย”
“ไอ้ลูกคนนี้นิ!” คุณนายเจิ้งโกรธจนแทบจะหงายหลัง “ถ้าไม่ใช่เพราะแกมันไม่เอาไหน ไม่ยอมหาเอง แล้วฉันจะต้องมาเดือดร้อนหาให้เหรอ! แล้วสายตาฉันมันทำไม มันแย่ตรงไหน อย่างซือเนี่ยนน่ะไม่ดีตรงไหน ดูสิ ทั้งสวย ทั้งฉลาด มีการศึกษา ตอนนี้อนาคตไกลขนาดไหน ถ้าไม่ใช่เพราะแกมัวแต่อีโก้สูง ยืดเยื้อไม่ยอมตัดสินใจ ป่านนี้พวกแกก็ได้แต่งงานกันไปแล้ว จะมีที่ว่างให้ยัยหลินซือซือแทรกเข้ามาได้ยังไง!”
ฟู่หยางขมวดคิ้วแน่น แต่เลือกที่จะเงียบ ไม่ต่อปากต่อคำ
กลับเป็นพ่อฟู่ที่มองหน้าลูกชายด้วยแววตาจริงจัง “แกตัดสินใจแน่วแน่แล้วเหรอ”
“ครับ” ฟู่หยางพยักหน้ารับ “ชีวิตของผมควรจะอุทิศให้กับการรับใช้ประเทศชาติ การต้องมาวุ่นวายอยู่กับผู้หญิงคนเดียว มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
คุณนายเจิ้งเริ่มร้อนใจ “นี่พวกคุณพ่อลูกเล่นอะไรกัน พูดจาเป็นปริศนาอะไรกันอยู่”
พ่อฟู่ถอนหายใจยาว “ปล่อยเขาไปเถอะคุณ”
ความจริงก็คือ ฟู่หยางได้ยื่นเรื่องขอย้ายตัวเองไปประจำการและศึกษาต่อเชิงลึกที่กองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนืออันแสนทุรกันดาร
ในตอนแรก พ่อฟู่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
แต่เมื่อเห็นแววตาที่ดื้อรั้นและมุ่งมั่นของลูกชาย เขาก็เริ่มลังเล
หรือบางที... การปล่อยให้ลูกไปเผชิญโลกกว้างอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้
นับตั้งแต่ที่ฟู่หยางกลับมาจากการเดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือครั้งนั้น เขาก็ดูเปลี่ยนไปมาก เป็นผู้ใหญ่ขึ้น สุขุมขึ้น และมีความรับผิดชอบมากขึ้น
ในเมื่อเขาเลือกที่จะไป ก็แสดงว่าที่นั่นต้องมีบางสิ่งที่เขาปรารถนา
แล้วจะยังดึงดันใช้ผู้หญิงมาเป็นเครื่องผูกมัดเขาไว้ทำไมกัน
พอได้ยินข่าวนี้ แม้แต่ฟู่เชียนเชียนที่ยืนลอยหน้าลอยตาแอบฟังอยู่นานก็ยังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
พี่ชายเธอน่ะเหรอ จะไปประจำการที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ! แถมยังไปทีละหลายๆ ปี ไม่กลับบ้านเลยด้วย!
เพียงชั่วพริบตาเดียว รอยยิ้มสมน้ำหน้าบนใบหน้าเธอก็พลันสลายไป
วินาทีนี้เองที่เธอเพิ่งจะนึกถึงคุณงามความดีของพี่ชายจอมยุ่งขึ้นมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะชอบเถียงเขา กัดเขา เยาะเย้ยเขาอยู่เป็นประจำ แต่ลึกๆ แล้วฟู่หยางก็ดีกับเธอมาก เขามักจะซื้อของที่เธออยากได้ให้ แถมยังคอยให้เงินเธอใช้ไม่เคยขาด
ถ้าไม่มีพี่ชายคนนี้ เงินค่าขนมของเธอก็จะหายไปครึ่งหนึ่งทันที!
ถึงตอนนี้เธอจะเริ่มทำงานมีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้ว แต่เธอก็ยังต้องพึ่งพาท่อน้ำเลี้ยงสายหลักจากพี่ชายอยู่ดี
คราวนี้พี่ชายตัวดีหนีไปไกลถึงขนาดนั้น แล้วใครจะให้เงินเธอใช้ล่ะ!
โธ่เอ๊ย... เศร้าเป็นบ้าเลย!
ฟู่หยางได้แต่มองน้องสาวนิ่งๆ: “...”
[จบบท]