บทที่ 43: เคยเป็นทหารอยู่หลายปี
เหงื่อเม็ดเป้งไหลโซมกายบางจนเสื้อผ้าแนบเนื้อ ซือเนี่ยนออกแรงเกี่ยวรวงข้าวสาลีได้ไม่เท่าไรก็รู้สึกปวดระบมไปทั่วข้อมือ ฝ่ามือขาวนวลเริ่มแดงและทำท่าว่าจะพองออกมาให้ได้ เธอรู้ตัวดีว่าเรี่ยวแรงของเธอน้อยกว่าคนอื่นอย่างเทียบไม่ติด เพียงไม่นานก็รั้งท้ายขบวนไปโดยปริยาย
หญิงสาวฝืนยืดตัวตรง กะว่าจะบีบนวดมือให้คลายเมื่อยสักหน่อย แต่แล้วเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็เคลื่อนเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์จนมิด
โจวเยว่เซินนำเสื้อคลุมของตัวเองมาคลี่กางไว้เหนือศีรษะ ช่วยบังแดดที่แผดเผาใบหน้าของเธอจนแดงก่ำ “ไปหาที่ร่มๆ พักเถอะ ตรงนี้ผมจัดการต่อเอง” น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกและแฝงไปด้วยความห่วงใย
ซือเนี่ยนยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา วันนี้เธอเลือกใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีอ่อนที่เนื้อผ้าบางเบาสบายตัว แต่ตอนนี้มันกลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนแนบสนิทไปกับผิว เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของเอวคอดกิ่ว ขับเน้นเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นให้เด่นชัดขึ้นกว่าเดิม ก่อเกิดเป็นความงามในแบบฉบับของหญิงสาวที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอม
สายตาหลายคู่ที่อยู่รอบๆ แอบชำเลืองมองมาเป็นระยะ แต่ร่างสูงของโจวเยว่เซินก็ช่วยกำบังเธอจากสายตาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เขาจ้องมองภาพนั้นอยู่เพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น
“ก็ได้ค่ะ งั้นคงต้องรบกวนคุณแล้ว” ซือเนี่ยนไม่ใช่พวกดันทุรังทำในสิ่งที่เกินกำลังตัวเอง
อีกอย่าง ร่างเดิมที่เธอมาอาศัยอยู่นี้ก็ถูกเจ้าของเก่าดูแลมาอย่างดีเยี่ยม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างก็สวยงามจนเธอเองยังอดหลงใหลไม่ได้ แล้วจะปล่อยให้ตัวเองมาตรากตรำจนโทรมได้ยังไง ผู้หญิงทุกคนย่อมรักสวยรักงามกันทั้งนั้น การดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตัวเอง
เมื่อเห็นเธอเดินไปพักแล้ว โจวเยว่เซินก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออย่างแข็งขัน ซือเนี่ยนทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างไม่ตั้งใจ ทุกครั้งที่เขาขยับตัว กล้ามเนื้อแขนที่แข็งแกร่งก็เกร็งขึ้นเป็นมัด เผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนอย่างชัดเจน มือของเขาใหญ่และหยาบกร้าน สามารถรวบรวงข้าวสาลีได้เต็มกำในคราวเดียว แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดไหน หากมือคู่นั้นเผลอไปบีบใครเข้าคงเจ็บจนกระดูกแทบแหลก
ความคิดแผลงๆ วิ่งพล่านเข้ามาในหัวจนซือเนี่ยนเผลอหน้าแดงซ่าน เธอรีบยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ เป็นการเรียกสติ แล้วรีบหันไปมองทางอื่น ทำทีเป็นไม่สนใจ แต่ก็ไม่ทันได้สังเกตว่าชายหนุ่มเองก็ลอบเงยหน้าขึ้นมามองเธอจากระยะไกลเช่นกัน
เมื่อตะวันคล้อยต่ำจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี บรรดาผู้หญิงก็พากันกลับบ้านไปเตรียมมื้อเย็น ปล่อยให้เหล่าผู้ชายจัดการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีที่เหลือให้เสร็จสิ้น
ค่ำวันนี้ซือเนี่ยนรู้สึกอ่อนเพลียเป็นพิเศษ แม่หลินจึงอาสาเข้าครัวทำอาหารแทน ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเธอที่ไม่ต้องออกแรง
ทว่าเมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้านและพบว่าอาหารมื้อนี้เป็นฝีมือของแม่หลิน สีหน้าของแต่ละคนก็ฉายแววผิดหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง จนคนทำถึงกับโกรธจนแก้มป่องเหมือนปลาปักเป้า
แต่เพราะตลอดทั้งวันทุกคนเหนื่อยล้าจากการทำงาน ทั้งยังเจอเรื่องให้ประหลาดใจและหวาดเสียวมาหมาดๆ จึงไม่มีใครคิดจะต่อว่าอะไร ก้มหน้าก้มตากินกันไปเงียบๆ
พอฟ้ามืดสนิท เด็กๆ ที่วิ่งเล่นมาทั้งวันก็เริ่มหนังตาหย่อนและสัปหงกกันเป็นแถว
เนื่องจากมันดึกเกินกว่าจะเดินทางกลับ แม่หลินจึงคะยั้นคะยอให้ซือเนี่ยนกับโจวเยว่เซินค้างคืนที่นี่ โดยจัดแจงห้องพักให้เป็นอย่างดี แถมยังอุตส่าห์เปลี่ยนผ้าปูที่นอนชุดใหม่เอี่ยมให้ด้วย
ทุกคนในบ้านหลินต่างรู้ดีว่าซือเนี่ยนย้ายเข้าไปอยู่บ้านของโจวเยว่เซินแล้ว จึงทึกทักเอาเองว่าทั้งสองคงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันไปแล้ว การจัดให้นอนห้องเดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกอย่างทั้งคู่ก็กำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้า การได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพื่อเรียนรู้กันและกันมากขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
“เนี่ยนเนี่ยน คืนนี้ลูกก็นอนพักกับเยว่เซินที่ห้องนี้นะ ถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกแม่ได้เลย”
คำพูดของแม่หลินทำให้ซือเนี่ยนที่กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธต้องชะงักงัน พอสบเข้ากับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของหญิงสูงวัย เธอก็ทำได้เพียงกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอ
เอาเถอะ...ถ้าเธอยืนกรานว่าจะไม่นอนห้องเดียวกับเขา อาจจะทำให้ทุกคนเป็นกังวลไปเปล่าๆ ไหนๆ ก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว จะนอนด้วยกันเร็วขึ้นสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีความคิดติดตลกว่าอย่างน้อยก็มีเด็กๆ อยู่ด้วย คงไม่มีอะไรต้องกังวล
แต่ความคิดนั้นก็พังทลายลงในวินาทีต่อมา เมื่อแม่หลินพูดเสริมขึ้นว่า “แม่เห็นว่าเหยาเหยากับพวกเสี่ยวเฟิงหลับปุ๋ยไปแล้ว พวกเธอสองคนก็พักผ่อนกันให้เต็มที่นะ ไม่ต้องเป็นห่วงเด็กๆ เดี๋ยวแม่จัดการดูแลให้เอง”
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็น “...”
โจวเยว่เซินยังคงมีสีหน้านิ่งสงบตามแบบฉบับของเขา หลังจากที่แม่หลินเดินออกจากห้องไปแล้ว เขาก็มองหน้าเธอเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแต่จริงจัง “ไม่ต้องกังวลไป ถ้าคุณยังไม่พร้อม ผมจะไม่แตะต้องตัวคุณเด็ดขาด”
ซือเนี่ยนยืนนิ่งไปชั่วครู่ ไม่เข้าใจว่าคำพูดของเขาหมายความว่าอย่างไร เธอไปแสดงท่าทีรังเกียจเขาตอนไหนกัน
จริงอยู่ที่เธอไม่ได้รู้สึกรักใคร่พิศวาสในตัวเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่อยากจะนอนกอดผู้ชายหล่อล่ำกล้ามแน่นคนนี้สักหน่อย!
จะให้ในหัวว่างเปล่าไม่มีผู้ชายก็พอทำได้ แต่จะให้ข้างกายไม่มีผู้ชายมานอนกอดนี่มันทำใจยากนะ!
ซือเนี่ยนครองตัวเป็นโสดมานานเกินไปแล้ว บางครั้งก็แค่อยากจะหาผู้ชายสักคนมาจูบให้ชุ่มชื่นหัวใจ พอได้โอกาสเหมาะเจาะมาเจอกับชายหนุ่มรูปงามที่ทั้งหล่อทั้งดูเป็นผู้ใหญ่ เขากลับเป็นฝ่ายมาตั้งกำแพงบอกว่าจะไม่แตะต้องเธอถ้าเธอไม่ยินยอมเสียอย่างนั้น
แล้วคำว่า ‘ยินยอม’ เนี่ย ผู้หญิงที่ไหนเขาจะพูดออกมาตรงๆ กันเล่า!
โจวเยว่เซินขมวดคิ้วเล็กน้อย...ทำไมแววตาของเธอดูเหมือนคนกำลังผิดหวังขนาดนั้น
การมาค้างคืนที่นี่ไม่สะดวกสบายเท่าบ้านของโจว อีกทั้งยังไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ซือเนี่ยนจึงทำได้เพียงเช็ดเนื้อเช็ดตัวพอเป็นพิธีแล้วจึงเข้านอน
ห้องพักถูกปัดกวาดเช็ดถูไว้อย่างสะอาดสะอ้าน ผ้าปูที่นอนและเครื่องนอนต่างๆ ล้วนเป็นของใหม่ แม้จะเป็นเพียงเตียงไม้ธรรมดา แต่แม่หลินก็อุตส่าห์หาฟูกมาปูทับให้หลายชั้น เรียกได้ว่าอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับว่าที่ลูกเขยและลูกสาว
ซือเนี่ยนไม่ชอบใส่กางเกงนอน เธอจึงไปขอกระโปรงตัวหลวมๆ จากแม่หลินมาเปลี่ยน ถึงแม้จะเป็นกระโปรงลายดอกไม้ที่ดูค่อนข้างมีอายุ แต่เมื่อมันมาอยู่บนเรือนร่างของเธอแล้ว กลับขับเน้นความงามสง่าแบบย้อนยุคออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ
ขนาดแม่หลินเองเห็นแล้วยังอดหน้าแดงไม่ได้ พลางคิดในใจว่าใครก็ตามที่ได้ลูกสาวของเธอไปเป็นภรรยา ชาติที่แล้วคงจะสร้างบุญมามหาศาล
หลังจากกลับเข้าห้องมาได้ไม่นาน โจวเยว่เซินก็เดินตามเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ เขาคงจะเพิ่งไปอาบน้ำมาเนื่องจากตอนกลางวันเหงื่อออกเยอะ และยังถือโอกาสซักเสื้อผ้าของตัวเองมาด้วย
แผงอกที่กำยำเปลือยเปล่าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน้อยใหญ่
ซือเนี่ยนเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็ถึงกับนิ่งไป
บนหน้าอกข้างซ้ายใกล้กับตำแหน่งของหัวใจ ปรากฏรอยแผลเป็นลึกที่ดูคล้ายกับ...รอยกระสุนปืน
เธออดที่จะสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ในนิยายต้นฉบับ โจวเยว่เซินเป็นเพียงตัวประกอบชายคนหนึ่ง เรื่องราวของเขาจึงไม่ได้ถูกกล่าวถึงในรายละเอียดมากนัก เธอจึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในอดีตเขาเคยผ่านอะไรมาบ้าง นอกจากรอยแผลเป็นที่เด่นชัดนั้นแล้ว ยังมีรอยแผลเป็นอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังและลำตัว ซึ่งล้วนแต่เป็นรอยแผลเก่าทั้งสิ้น
ภาพของเขาตอนทำงานในทุ่งนาวันนี้ย้อนกลับเข้ามาในความคิดของเธออีกครั้ง จะให้บรรยายเป็นคำพูดก็คงยาก ความคล่องแคล่วและชำนาญของเขานั้นพลิ้วไหวราวกับปลาที่แหวกว่ายอยู่ในสายน้ำ แต่พละกำลังที่แฝงอยู่ในทุกการเคลื่อนไหวนั้นกลับดุดันและทรงพลังไม่ต่างจากสัตว์ป่า
โจวเยว่เซินกับซือเนี่ยนรู้จักกันมาพอสมควรแล้ว และในอีกไม่นานก็จะถึงวันแต่งงาน ยังมีเรื่องอีกหลายอย่างที่พวกเขาจำเป็นต้องเปิดอกคุยกัน ชายหนุ่มจึงทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง จ้องมองเธอด้วยสายตาจริงจัง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น “ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณ”
ซือเนี่ยนละสายตาจากรอยแผลเป็นบนตัวเขาอย่างเชื่องช้า แล้วพยักหน้ารับ “คุณพูดมาได้เลยค่ะ”
เขาใช้สายตาเป็นเชิงบอกให้เธอนั่งลง เธอจึงขยับตัวเข้าไปนั่งเผชิญหน้ากับเขาบนเตียง
แสงจันทร์นวลใยอาบไล้เข้ามาภายในห้องนอนหลังเล็ก ทำให้ใบหน้าของคนทั้งสองพร่าเลือนอยู่ในเงามืด ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบนั้น โจวเยว่เซินก็ค่อยๆ เปิดฉากการสนทนา “ซือเนี่ยน เราสองคนกำลังจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ถึงผมจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมคุณถึงมาที่นี่ แต่ในเมื่อคุณตัดสินใจที่จะแต่งงานกับผม ผมก็จะไม่มีวันทำให้คุณต้องลำบากใจเด็ดขาด ถ้าคุณมีความต้องการอะไร สามารถบอกผมได้ทุกเรื่อง หรือถ้ามีคำถามอะไรที่อยากรู้ ก็ถามผมได้เลย”
ซือเนี่ยนกะพริบตาถี่ๆ ขนตางอนยาวเป็นแพ ดวงตากลมโตของเธอทอประกายสดใสภายใต้แสงจันทร์ “ตกลงค่ะ ในเมื่อคุณพูดแบบนี้ฉันก็จะไม่เกรงใจแล้วนะคะ...ทำไมคุณถึงไม่อยากมีลูกอีกเหรอคะ”
คำถามของเธอไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ในช่วงแรก เหตุผลหลักก็คือเด็กทั้งสามคนนั่นแหละ คุณก็เห็นว่างานของผมมันยุ่งมาก ผมไม่อยากให้ลูกของผมต้องมีชะตากรรมเดียวกับลูกๆ ของพี่สาว ที่ต้องเติบโตมาโดยขาดความอบอุ่นจากพ่อ เพราะเขาทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแล ซึ่งมันสร้างบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนให้กับเด็กๆ”
ซือเนี่ยนพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ แค่ภาระในการเลี้ยงดูหลานทั้งสามคนก็หนักหนาเอาการอยู่แล้ว หากต้องมีลูกของตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกคน ความกดดันที่เขาต้องแบกรับคงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
“แล้ว...รอยแผลเป็นพวกนี้ล่ะคะ” นิ้วเรียวขาวของเธอชี้ไปยังรอยแผลเป็นบนหน้าอกของเขา “ทำไมบนตัวคุณถึงมีแผลเป็นเยอะแยะไปหมด”
โจวเยว่เซินเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ก่อนหน้านี้...ผมเคยเป็นทหารอยู่หลายปี แผลพวกนี้ได้มาระหว่างปฏิบัติภารกิจ”
[จบบท]