บทที่ 436: ไปโรงเรียน
เสียงทุ้มต่ำของโจวเยว่เซินเจือแววขบขัน “เดี๋ยวผมหาคนงานมาจัดการตรงนี้หน่อย แล้วก็สร้างห้องน้ำเพิ่มอีกห้อง จะได้ซักผ้า อาบน้ำกันสะดวกๆ”
ข้อเสนอแสนวิเศษนี้ทำเอาซือเนี่ยนตาโตเป็นประกาย ความตื่นเต้นดีใจมันล้นทะลักจนต้องโผเข้ากอดคอสามี แล้วประทับจูบลงบนแก้มสากของเขาดังฟอด!
“โจวเยว่เซิน! ฉันเคยบอกคุณหรือยังนะ ว่าคุณเป็นสามีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลย!”
เรือนกายสูงใหญ่เกร็งขึ้นเล็กน้อย ขณะที่นัยน์ตาคมเข้มฉายแววลุ่มลึก “ไม่เคยเลย นี่เพิ่งเป็นครั้งที่สองที่คุณเรียกผมว่าสามี”
“หา” ซือเนี่ยนทำหน้างง “ฉันเคยเรียกด้วยเหรอคะ”
ปกติเธอเรียกชื่อเต็ม ‘โจวเยว่เซิน’ จนติดปากไปแล้ว นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าไอ้คำว่า ‘สามี’ มันหลุดออกจากปากเธอไปตอนไหนกัน
ชายสูงวัยกว่ากัดฟันเบาๆ “นึกไม่ออกจริงๆ น่ะเหรอ”
“อื้อ นึกไม่ออกจริงๆ ค่ะ” เธอยืนยันด้วยสีหน้าซื่อๆ
โจวเยว่เซินชักมีน้ำโหหน่อยๆ ผู้หญิงคนนี้พอใช้ประโยชน์จากเขาเสร็จก็โยนทิ้งข้างทางเลยหรือไง เธอจำไม่ได้จริงๆ หรือว่าเคยใช้คำนั้นเรียกเขาเพื่อยั่วโมโหผู้ชายคนอื่น
“ถ้างั้น” เสียงของเขาแหบพร่าลง มือแกร่งสอดรัดรอบเอวบาง ดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดแนบแน่น “ผมจะช่วยให้คุณนึกออกเอง”
ค่ำคืนนี้ปราศจากเสียงเล็กๆ ของเหล่าลูกแกะที่นอนอยู่ห้องข้างๆ สองร่างที่โหยหากันจึงปลดปล่อยอารมณ์ได้ดังกว่าที่เคย
เจ้าต้าหวงที่นอนเฝ้าอยู่สะดุ้งเงยหน้าขึ้นทันที มันกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง แต่เมื่อไม่พบสิ่งใดน่าสงสัย มันก็แค่พ่นลมหายใจพรืด ก่อนจะม้วนตัวกลับไปหลับต่ออย่างสบายอารมณ์
***
เช้าวันที่ 30 สิงหาคม ซือเนี่ยนตัดสินใจจะไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยล่วงหน้าสักหน่อย จริงๆ เธอไม่ได้วางแผนจะอยู่หอพักเลยแม้แต่น้อย ก็โรงเรียนมันอยู่ใกล้บ้านแค่นี้เอง เดินชิลๆ สิบนาทีก็ถึงแล้ว ถ้านั่งรถเมล์ก็แค่สองป้ายเท่านั้น
แถมถนนหนทางแถวนี้ก็เรียบกริบ แม้กลางคืนจะเปลี่ยวจนดูวังเวงไปนิด แต่พอเป็นตอนกลางวัน ทิวทัศน์สองข้างทางกลับงดงามชวนฝัน ด้วยแนวต้นแปะก๊วยสีเหลืองทองที่ปลูกสลับกันเป็นทิวแถว ผู้คนต่างขี่จักรยานสวนกันไปมาจนเป็นภาพชินตา เห็นแล้วซือเนี่ยนก็ชักจะคิดถึงจักรยานคันเก่งของเธอขึ้นมาจับใจ
โจวเยว่เซินจูงมือเธอเดินไปไม่ห่าง ท่าทางการเดินของซือเนี่ยนยังคงดูขัดๆ เขินๆ จนโจวเจ๋อหานสังเกตเห็น เด็กชายเงยหน้ามองอย่างเป็นห่วง “คุณแม่ข้อเท้าแพลงเหรอครับ”
ซือเนี่ยนแอบส่งแรงหยิกไปที่มือใหญ่ๆ ของต้นเหตุที่เธอต้องเดินเป๋ ส่วนใบหน้าก็ยังคงฉีกยิ้มหวาน “นิดหน่อยจ้ะ”
“ถ้างั้นคุณแม่เดินระวังๆ นะครับ ผมช่วยประคองเอง” ลูกชายคนรองรีบเข้ามาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์แม่ทันที
โจวเจ๋อตงที่จูงมือน้องสาวอยู่อีกข้าง เหลือบมองภาพน้องชายที่กำลังประจบประแจงคุณแม่อย่างออกนอกหน้าแล้วก็ได้แต่กรอกตา นี่มันช่างขัดหูขัดตาเสียจริง เขาเลยตัดสินใจเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่เห็นเสียก็จบเรื่อง
ส่วนโจวเยว่เซินน่ะเหรอ แม้จะโดนภรรยาหยิกจนเนื้อเขียว ก็ยังคงรักษามาดนิ่งขรึมไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย ก็เห็นกลุ่มรุ่นพี่ทั้งชายหญิงยืนต้อนรับน้องใหม่อยู่เต็มไปหมด บางคนถึงกับติดป้าย ‘อาสาสมัคร’ ที่แขนเสื้อ พอเห็นครอบครัวของซือเนี่ยนที่ประกอบไปด้วยผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว และเด็กเล็กๆ เดินมาด้วยกัน พวกเขาก็รีบกรูเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร
ตอนแรกกลุ่มรุ่นพี่ก็ยังงงๆ กับส่วนผสมที่ดูไม่เข้ากันนี้ แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นมือของชายหนุ่มร่างสูงกับหญิงสาวที่สอดประสานกันแน่น ทุกคนก็เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ในบัดดล ต้องบอกว่าในยุคสมัยนี้ การแต่งงานมีลูกระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนักหนาในแถบนี้
“รุ่นน้องครับ เชิญทางนี้เลย เดี๋ยวผมพาไปรายงานตัว” รุ่นพี่คนหนึ่งอาสา
“ขอบคุณค่ะ” จริงๆ ซือเนี่ยนร้อนจนอยากจะสะบัดมือทิ้งอยู่แล้ว แต่พ่อคุณโจวเยว่เซินกลับกุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เธอเลยได้แต่ส่งค้อนให้เขาไปวงหนึ่ง ก่อนจะเดินตามรุ่นพี่เข้าไป พอถูกถามว่าแต่งงานแล้วใช่ไหม เธอก็ตอบกลับไปตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม “ใช่ค่ะ ฉันแต่งงานแล้ว นี่สามีฉันเอง ส่วนนี่ก็... ตัวถ่วงทั้งสามของฉันค่ะ”
โจวเจ๋อหานที่จูงมือเธออีกข้างเอียงคอถามด้วยความสงสัย “คุณแม่ครับ ตัวถ่วงคืออะไรเหรอครับ”
“ก็คือคนที่คอยถ่วงความเจริญไงล่ะจ๊ะ” เธอหัวเราะคิกคัก
“เอ๋ แต่ผมไม่ได้ถ่วงความเจริญคุณแม่สักหน่อยนี่ครับ” ลูกชายคนรองยังคงงุนงง
รุ่นพี่ที่เดินนำทางมา ตอนแรกเขาเดาว่าเด็กผู้ชายสองคนนี้น่าจะเป็นน้องชายของเธอ เพราะดูจากวัยแล้วคนโตก็น่าจะสิบขวบต้นๆ ในขณะที่ซือเนี่ยนดูยังไงก็ไม่เกินสิบเจ็ดสิบแปด เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีลูกโตขนาดนี้
แต่พอได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ เขาก็ถึงกับอ้าปากค้าง แม้ว่าที่นี่จะมีคนแต่งงานแล้วมาเรียนอยู่บ้าง แต่เคสแบบนี้เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก!
“รุ่น...รุ่นน้อง เธอแต่งงานมานานขนาดนี้เลยเหรอครับ”
ซือเนี่ยนเห็นท่าทางตกตะลึงสุดขีดของอีกฝ่ายก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “ฮ่าฮ่า ตกใจกลัวเลยเหรอคะ ฉันเพิ่งแต่งงานไม่นานหรอกค่ะ ดูยังไงพวกเขาก็ไม่น่าใช่ลูกแท้ๆ ของฉันใช่ไหมล่ะ พวกเขาเป็นลูกเลี้ยงน่ะค่ะ”
รุ่นพี่หนุ่มถอนหายใจโล่งอกพลางปาดเหงื่อเย็นๆ แม้จะเคยได้ยินมาบ้างว่าบางพื้นที่เด็กผู้หญิงอายุสิบสามสิบสี่ก็ออกเรือนกันแล้ว แต่พอเจอกับตัวเมื่อกี้มันก็อดใจหายวาบไม่ได้จริงๆ
ซือเนี่ยนเดินคุยเล่นกับรุ่นพี่ไปพลาง จูงมือโจวเยว่เซินแน่นไปพลาง เดินตามเขาไปยังจุดรายงานตัวของสาขาวิชา เธอยื่นใบตอบรับเข้าศึกษา แล้วก้มหน้าก้มตากรอกข้อมูลส่วนตัว
ขั้นตอนการรายงานตัวนั้นเรียบง่ายกว่าที่คิด พอถึงตอนจัดสรรหอพัก ทีแรกซือเนี่ยนตั้งใจว่าจะไม่เอา แต่พลันคิดขึ้นมาได้ว่า เก็บไว้เผื่อมางีบพักผ่อนตอนกลางวัน หรือใช้เก็บของก็น่าจะสะดวกดี เธอเลยตัดสินใจยื่นเรื่องขอหอพักไปด้วย
สภาพหอพักในยุคนี้ช่างแตกต่างจากโลกอนาคตที่เธอจากมาลิบลับ มันเป็นเพียงอาคารปูน 5 ชั้นที่ต้องเดินขึ้นบันได การตกแต่งก็แสนจะเก่าคร่ำครึ บ่งบอกถึงอายุอานามของตึกได้เป็นอย่างดี
ห้องของซือเนี่ยนอยู่ชั้น 3 ถือว่าไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป เป็นห้องสำหรับ 4 คน ใช้เตียงสองชั้น ข้างในถูกปัดกวาดเช็ดถูไว้ค่อนข้างสะอาด ซือเนี่ยนน่าจะเป็นนักศึกษาคนแรกของห้องนี้ที่มารายงานตัว แต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ มันไม่มีห้องน้ำในตัว โชคยังดีที่เธอวางแผนจะใช้มันแค่สำหรับพักผ่อนเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ซือเนี่ยนกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอย้อนเวลากลับไปสมัยเรียนมัธยมต้นไม่มีผิด
ตอนนั้นเธอเรียนหนังสือในตำบล ก็ได้นอนหอพักสภาพแบบนี้เป๊ะ จะเข้าห้องน้ำแต่ละทีต้องเดินฝ่าครึ่งโรงเรียน ลำบากลำบนสุดๆ แต่ก็นั่นแหละ ในยุคสมัยที่อะไรๆ ก็ยังไม่สะดวกสบาย การมีหอพักสภาพนี้ก็นับว่าหรูหรามากแล้ว อย่าลืมสิว่าโรงเรียนอีกตั้งหลายแห่ง นักเรียนต้องอัดกันอยู่ถึง 8 คนต่อห้อง นี่ถือว่าดีกว่าที่เธอคาดไว้เยอะ
เตียงเป็นเตียงเหล็กธรรมดา ปูพื้นด้วยแผ่นไม้ ส่วนเครื่องนอนอย่างผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม ทางมหาวิทยาลัยก็จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ช่วยให้เธอไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อเอง
โจวเจ๋อหานเดินเข้าไปลูบๆ คลำๆ เตียงอย่างสนอกสนใจ “คุณแม่ครับคุณแม่ เตียงนี้เล็กจังเลย ไม่เห็นใหญ่เหมือนเตียงของคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเลย”
“ก็แน่ล่ะสิจ๊ะ” ซือเนี่ยนยิ้ม “เพราะเตียงนี้เขามีไว้นอนแค่คนเดียวน่ะ”
ลูกชายคนรองพยักหน้าหงอยๆ อย่างผิดหวัง ดูเหมือนเตียงที่บ้านจะดีกว่าเยอะ นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าหอพัก เขาหมดความใฝ่ฝันอยากอยู่หอไปเลย อยู่บ้านตัวเองนั่นแหละดีที่สุดแล้ว แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายังไงคุณแม่ก็จะกลับบ้านทุกเย็น เขาก็หายกังวลเป็นปลิดทิ้ง
แม้ว่าที่นอนจะดูสะอาดตา แต่ซือเนี่ยนก็ยังอยากจะทำความสะอาดซ้ำอีกรอบอยู่ดี โจวเยว่เซินจึงรับหน้าที่ไปตักน้ำมาให้ เขาเดินเข้าเดินออกอยู่หลายรอบ เช็ดทั้งเตียงและตู้เสื้อผ้าจนขึ้นเงา ส่วนโจวเจ๋อตงก็ช่วยกวาดพื้นและถูพื้นจนทั่วทั้งห้องสะอาดเอี่ยมอ่อง
ในขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดนั่นเอง กลุ่มนักศึกษาใหม่กลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามา พอเห็นภาพตรงหน้า ตอนแรกพวกเขาก็แค่ประหลาดใจ แต่พอเงยหน้าขึ้นมองชัดๆ หนึ่งในนั้นก็เบิกตากว้าง
“น้องชายคนเก่ง”
โจวเจ๋อตงเงยหน้าขึ้นจากไม้ถูพื้นอย่างงงๆ เมื่อเห็นชายหนุ่มแปลกหน้ากำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความตกตะลึง “คุณคือ...”
อีกฝ่ายนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “โอ้โห ลืมกันง่ายๆ เลยนะ ฉันคือพี่ชายที่เล่นหมากล้อมกะเธอบนรถไฟไง”
พูดจบเขาก็ยิ่งงงหนัก ครอบครัวนี้มาทำอะไรที่นี่ วันนี้มันวันรายงานตัวไม่ใช่เหรอ แปลกจริงๆ หรือว่าบ้านนี้ก็มีคนมาเรียนที่นี่ด้วยเหมือนกัน
หญิงสาวอีกสองคนที่เดินตามมาด้วยกัน พอเห็นสถานการณ์ก็อุ้มหนังสือเดินเข้ามาสมทบ แล้วทุกคนก็ต้องตกตะลึง “นี่พวกคุณ...”
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดอะไรต่อ ชายหนุ่มคนเดิมก็ตบหน้าผากตัวเองดังฉาด “อ้อ! ฉันรู้แล้ว! พวกเธอต้องเป็นคนที่โรงเรียนจ้างมาทำความสะอาดแน่ๆ เลย!”
“สมแล้วที่เป็นมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สวัสดิการดีเลิศจริงๆ!”
ซือเนี่ยน: “...”
“ลำบากหน่อยนะน้องชายตัวเล็ก อายุแค่นี้ก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำงานแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยื่นมือไปในกระเป๋า “มาๆ พี่ชายให้ลูกอมกิน”
โจวเจ๋อตง: “...”
[จบบท]