บทที่ 443: พ่อผู้ให้กำเนิด
นี่มันเรื่องอะไรกัน โจวเจ๋อตงกับโจวเจ๋อหานเป็นลูกของพี่ชายพ่ออย่างนั้นหรือ? เซียวป๋อเหวินไม่ใช่เด็กอมมือ เขารู้ความหมายของมันดี ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็แปลว่าเขากับเจ้าเด็กสองคนนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกันน่ะสิ
หัวสมองของเซียวป๋อเหวินสับสนปั่นป่วนไปหมด จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นที่โรงเรียน เขาก็ยังคงเหม่อลอยไม่มีสมาธิเหมือนเดิม
ขนาดถูกครูเรียกให้ลุกขึ้นตอบคำถาม เขาก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง จนเพื่อนๆ ในห้องต้องพากันหันมามองเป็นตาเดียว โจวเจ๋อตงเองก็เหลือบไปมองเขาแวบหนึ่ง พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย คนที่ขยันเรียนเป็นที่หนึ่งอย่างเซียวป๋อเหวิน ทำไมถึงมาเหม่อในห้องเรียนได้
พอเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น โจวเจ๋อตงก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือที่ยืมมาต่อทันที ในนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับขั้นตอนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เขาอ่านไปได้เยอะพอสมควร แต่ปัญหาคือเขาไม่มีอุปกรณ์พวกนี้เลยสักชิ้น เขากำลังครุ่นคิดว่าจะไปหาของพวกนี้มาทดลองจากที่ไหนดี จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดความคิดของเขาขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูซับซ้อนแปลกๆ
“โจวเจ๋อตง”
โจวเจ๋อตงเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏว่าเป็นเซียวป๋อเหวิน เขาวางหนังสือในมือลงแล้วเอ่ยถามเรียบๆ “มีธุระอะไร”
เซียวป๋อเหวินจ้องมองโจวเจ๋อตงอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาจำได้ว่าตอนที่ไปเยี่ยมคุณทวด เขาเหลือบไปเห็นรูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ตอนนั้นเขายังชี้ถามพ่อเลยว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ พ่อคือใคร ทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย
พ่อเพียงแค่ลูบหัวเขาเบาๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่านั่นคือลุงใหญ่ของเขาเอง ได้ยินว่าลุงใหญ่เดินทางไปอยู่ที่ไกลแสนไกล ซึ่งถ้าพูดกันแบบไม่รักษาน้ำใจ ก็คงหมายความว่าเสียชีวิตไปแล้วนั่นแหละ
เซียวป๋อเหวินโตจนป่านนี้แล้ว มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ ลุงใหญ่ของเขาดูสูงสง่าและหล่อเหลามาก ขนาดพ่อของเขายังดูสู้ไม่ได้เลย เครื่องหน้าทุกส่วนดูโดดเด่นคมคาย พ่อยังเคยบอกด้วยว่าลุงใหญ่เป็นอัจฉริยะตัวจริง...
มิน่าล่ะ โจวเจ๋อตงถึงได้เก่งกาจกว่าเขานัก แม้แต่น้องสาวตัวเล็กๆ นั่นก็ยังฉลาดเป็นกรด ส่วนเจ้าโจวเจ๋อหานนั่น เขาตัดทิ้งไปได้เลย บางทีอาจจะเป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยงก็ได้ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้ดูทึ่มขนาดนั้น พอคิดได้แบบนี้ เซียวป๋อเหวินก็ยิ่งมั่นใจ โจวเจ๋อตงกับลุงใหญ่ในรูปถ่ายหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ! นี่มันลุงใหญ่เวอร์ชันย่อส่วนชัดๆ
ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ นั่นก็หมายความว่าเขาต้องเรียกเจ้าเด็กนี่ว่า ‘พี่ชาย’ น่ะสิ? สีหน้าของเซียวป๋อเหวินบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที เขาปฏิเสธความคิดนี้สุดหัวใจ แต่ความสงสัยก็ทำให้เขาทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถามออกไป “สหายโจวเจ๋อตง คือ...คุณลุงโจวไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของนายใช่ไหม”
โจวเจ๋อตงขมวดคิ้วทันที “หมายความว่ายังไง”
“ก็... ก็นายกับคุณลุงโจวหน้าตาไม่ค่อยเหมือนกันเลยนี่นา” เซียวป๋อเหวินพยายามอธิบาย
“ไม่เหมือนตรงไหน คุณแม่ของฉันบอกเองว่าฉันหน้าเหมือนพ่อ” โจวเจ๋อตงเถียงกลับ
เซียวป๋อเหวินแทบอยากจะถอนหายใจ “ฉันได้ยินมาหมดแล้วล่ะน่า ว่าพวกนายเป็นลูกบุญธรรม ไม่ใช่ลูกแท้ๆ สักหน่อย แล้วนายจะไปหน้าเหมือนเขาได้ยังไง”
เรื่องที่เด็กๆ บ้านโจวเป็นลูกบุญธรรมไม่ใช่ความลับอะไรที่ต้องปิดบัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ในละแวกนี้ต่างก็รู้กันดี ก็แหม... ครูซืออายุเพิ่งจะ 19 ปี จะมีลูกชายโตเป็นหนุ่มขนาดนี้ได้ยังไงกัน
ทว่าโจวเจ๋อตงกลับมีสีหน้าเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด “คุณแม่ของฉันไม่โกหกฉันหรอก”
เซียวป๋อเหวินถึงกับอับจนคำพูด นี่คุณแม่ของเขาพูดอะไรก็เชื่อหมดเลยหรือไง ครูซือคงพูดปลอบใจเขาไปอย่างนั้นแหละ! “ถ้าอย่างนั้น... พ่อแท้ๆ ของนายไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ”
คราวนี้โจวเจ๋อตงขมวดคิ้วมุ่น “นายจะถามเรื่องนี้ไปทำไม”
“ฉันก็แค่อยากรู้น่ะ นายเก่งกาจซะขนาดนี้ พ่อแท้ๆ ของนายก็คงจะเก่งมากเหมือนกันสินะ” เซียวป๋อเหวินเคยแอบเห็น ในห้องหนังสือที่บ้านของเขาเต็มไปด้วยถ้วยรางวัลมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นของลุงใหญ่เขาคนเดียว ดูเหมือนว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ลุงใหญ่ของเขาจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และเก่งกาจมากจริงๆ
พอคิดว่าแค่พ่อเลี้ยงของโจวเจ๋อตงก็เก่งกาจหาตัวจับยากแล้วนี่ยังจะมีพ่อแท้ๆ ที่เก่งกาจยิ่งกว่าพ่อของตัวเองอีก แถมตัวเขาเองก็ยังสู้โจวเจ๋อตงไม่ได้สักที เซียวป๋อเหวินก็รู้สึกจุกๆ ในอกอย่างบอกไม่ถูก แต่พอนึกไปถึงหน้าโจวเจ๋อหานที่ดูทึ่มกว่าเขาหลายขุม เขาก็พลันรู้สึกดีขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ที่ชั้นล่างถัดไปอีกชั้น โจวเจ๋อหานก็จามออกมาดังๆ สองทีติดกัน “ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!”
เจี่ยงจิวที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “พี่รอง เป็นอะไรไปน่ะ เป็นหวัดเหรอ”
โจวเจ๋อหานเชิดหน้าขึ้น พูดอย่างมั่นใจในตัวเองสุดขีด “ไม่ใช่สักหน่อย ต้องเป็นคุณแม่ของฉันกำลังคิดถึงฉันอยู่แน่ๆ เลย”
เจี่ยงจิวได้แต่กลอกตามองบน: “...”
กลับมาที่ชั้นบน...
พ่อแท้ๆ เก่งมากงั้นเหรอ? โจวเจ๋อตงพยายามนึกย้อนกลับไปโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น เศษเสี้ยวของความทรงจำจากมุมที่มืดมิดที่สุดในสมองก็ผุดขึ้นมา มันช่างเลือนรางเหลือเกิน
เขาจำได้ลางๆ แค่ว่าผู้ชายคนนั้นเคยให้หนังสือเขาสองสามเล่ม ซึ่งเขาชอบอ่านมันมาก เวลาที่ผู้ชายคนนั้นอยู่ แม่ก็จะดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ... แต่เขากลับจำรูปร่างหน้าตาของผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลย เขารู้แค่ว่าพอชายคนนั้นหันหลังเดินจากไปเมื่อไหร่ แม่ก็จะกลายร่างเป็นปีศาจ พุ่งเข้ามาทุบตีเขาอย่างบ้าคลั่ง เขาทำได้เพียงกอดน้องชายตัวเล็กที่ยังพูดไม่เป็นคำไว้แน่น ซุกตัวอยู่ที่มุมกำแพง ปล่อยให้ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง เนื้อตัวแตกยับเยิน มันเจ็บ... เจ็บปวดราวกับกำลังจะตายทั้งเป็น
“อึ่ก!” โจวเจ๋อตงรีบยกมือกุมหัวตัวเองแน่น เขาไม่อยากนึกถึงมันอีกแล้ว
เซียวป๋อเหวินตกใจกับท่าทางของเขา “เฮ้! นาย... นายไม่เป็นไรนะ คือ... ถ้านายไม่อยากพูดก็... ก็ช่างมันเถอะ”
พูดจบ เขาก็รีบหมุนตัววิ่งกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองทันที
…
ช่วงสองสามวันนี้ซือเนี่ยนไม่ได้แวะไปที่หอพักนักศึกษาบ่อยเหมือนเคย ก็เพราะเรื่องของลู่เหยามันทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจชอบกล
หลังเลิกเรียน ซือเนี่ยนตั้งใจเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อซื้อกับข้าว และถือโอกาสมองหา ‘บ้านผีสิง’ ที่ร่ำลือกันไปด้วย ต้องยอมรับเลยว่าทำเลที่ตั้งของบ้านหลังนี้จัดว่าดีเยี่ยม เป็นบ้านที่หันหน้าไปทางทิศใต้และอิงทิศเหนือตามหลักฮวงจุ้ยเป๊ะ เพียงแต่คงเพราะขาดการดูแลมานานหลายปี มันถึงได้ดูเก่าโทรมและน่ากลัวขนาดนี้ แต่ในสายตาของซือเนี่ยน นี่ไม่ใช่บ้านผีสิงที่ไหน แต่มันคือขุมทรัพย์มูลค่าหนึ่งร้อยล้านในอนาคตต่างหาก!
น่าเสียดายที่บ้านหลังนี้ถูกปิดตายไปแล้ว ด้านนอกประตูยังมีแถบกระดาษสีขาวแปะผนึกเอาไว้แน่นหนา
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังยืนมองด้วยความสนใจอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นมาเสียก่อน “โอ๊ย น้องสาว อย่าคิดจะเข้าไปดูเชียวนะ ข้างในนั่นน่ะ มันน่าขนลุกจะตายไป”
ซือเนี่ยนหันขวับไปมอง ก็เห็นกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคนสองสามคนกำลังถือตะกร้าผักเดินผ่านมาพอดี เธอจึงเอ่ยถาม “น่าขนลุกเหรอคะ”
“ใช่แล้วน่ะสิ! ป้าได้ยินมาว่าเมื่อก่อนน่ะ ถึงจะหาศพเจอแล้วนะ แต่ก็ยังมีคนได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากข้างในอยู่เลย เธอบอกมาสิว่ามันน่ากลัวไหมล่ะ”
“ดูท่าทางแล้ว เธอเพิ่งย้ายมาใหม่ใช่ไหมจ๊ะ สองสามวันก่อนป้าก็ได้ยินแว่วๆ ว่ามีคนย้ายเข้ามาใหม่ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้เจอหน้าค่าตากัน”
ซือเนี่ยนยิ้มหวานพลางพยักหน้ารับ “ค่ะ พอดีฉันต้องไปโรงเรียน เลยไม่ค่อยมีเวลาได้ออกมาเดินเล่นเท่าไหร่”
“อ๋อ เป็นนักศึกษานี่เอง แล้วเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไหนล่ะจ๊ะ”
“มหาวิทยาลัยปักกิ่งที่อยู่ใกล้ๆ นี่แหละค่ะ”
พอได้ยินว่าเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งเท่านั้นแหละ สายตาของเหล่าคุณป้าที่มองเธอก็เปลี่ยนไปทันที ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “ตายจริง! หนูนี่เก่งจริงๆ เลยนะ สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แบบนี้ได้ด้วย”
“เอางี้ ถ้าหนูกลัวนะ ต่อไปก็เลี่ยงไปเดินอีกทางหนึ่งแล้วกัน ทางนี้ก็อย่ามาเดินบ่อยนักเลย”
“ป้าได้ยินมาว่าไอ้ฆาตกรที่ชื่อหวังเอ้อร์โก่วมันเพิ่งออกจากคุกมาด้วยนะ ยังไงก็ระวังตัวไว้หน่อยล่ะ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เธอเดินไปคุยไปกับกลุ่มคุณป้า “แล้ว... ที่เขาว่ากันว่าเมื่อก่อนแถวนี้มีคนหายตัวไปนี่ เรื่องจริงหรือเปล่าคะ”
“จริงแท้แน่นอนเลยล่ะหนูเอ๊ย! เรื่องนี้มันลึกลับซับซ้อนมากเลยจะบอกให้ ผู้ชายที่หายตัวไปคนนั้นน่ะ เขาดันไปมีสัมพันธ์สวาทกับแม่ม่ายหลิวที่อยู่แถวนี้ ได้ยินมาว่าปกติก็แอบจีบกันไปมา ถูกแม่ม่ายนั่นมอมเมาจนหัวปักหัวปำ ถึงขนาดจะทิ้งลูกทิ้งเมียไปอยู่กับเขาเลยนะ”
ซือเนี่ยนเบิกตากว้าง “จริงเหรอคะ แล้วครอบครัวนั้นเขายังอยู่ที่นี่เหรอคะ”
“ยังอยู่สิ! โอ๊ย... ป้าจำได้ว่าบ้านของเธอก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของหนูเลยนะ พูดแล้วก็น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน อายุเพิ่งจะสิบเจ็ดสิบแปดก็แต่งเข้ามาแล้ว แต่เพราะมีลูกไม่ได้สักที ก็เลยถูกแม่ผัวกับครอบครัวสามีรังเกียจมาตลอด ไอ้ตัวสามีก็เลยได้ที อาศัยเหตุผลนี้เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาไปทั่วข้างนอก แล้วก็กลับมาขอหย่า คิดดูสิ ผู้หญิงที่หย่าร้างในยุคสมัยนั้นน่ะ จะไปมีที่ยืนในสังคมได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ม่ายหลิวคนนั้นดันมาเกิดอุบัติเหตุตายไปซะก่อนนะ ป่านนี้คงหย่ากันไปนานแล้ว ชาวบ้านเขาก็ลือกันให้แซ่ดว่าผู้ชายคนนั้นถูกแม่ม่ายหลิวล่อลวงไป”
“แต่ถ้าให้ป้าพูดนะ ก็สมควรแล้วล่ะ ทำตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่น่าสงสารพ่อแม่ของเขาที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ยังดีนะที่เสี่ยวซ่ง ภรรยาของเขาน่ะ ยังมีคุณธรรม ยอมอยู่เลี้ยงดูพ่อแม่สามีต่อ หลายปีที่ผ่านมานี่ก็ยังไม่ยอมแต่งงานใหม่เลย”
“เสี่ยวซ่งน่ะซื่อสัตย์เกินไป ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่นนะ ป่านนี้หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปนานแล้ว”
“แต่จะว่าไป ครอบครัวสามีของเธอก็ค่อนข้างจะมีฐานะอยู่นะ ตอนนั้นน่ะทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้ไม่น้อยเลย เธอเลยเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนเปิดร้านค้าเล็กๆ สองสามร้านในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ได้ยินว่าก็ทำกำไรได้เยอะทีเดียวล่ะ”
“พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่หรือคะ”
ขณะที่กลุ่มคุณป้ากำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส จู่ๆ ก็มีเสียงใสๆ เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
ทุกคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นซ่งเจาตี้ยืนถือตะกร้าไม้ไผ่อยู่ด้านหลังพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยอะไร ซือเนี่ยนก็รีบชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยรอยยิ้ม “อ๋อ พอดีฉันเพิ่งจะรู้จักกับคุณป้าหลายๆ ท่านน่ะค่ะ พวกเราก็เลยกำลังแนะนำตัวกันอยู่”
[จบบท]