บทที่ 446: ชีวิตดีๆ ที่น่าอิจฉา
ที่มันน่าทึ่งที่สุดก็คือ บ้านทั้งหลังดันมีกลิ่นหอมฟุ้งไปหมดนี่สิ ปกติพวกผู้หญิงวัยกลางคนอย่างพวกเธอก็คิดว่าตัวเองเป็นคนรักสะอาดพอตัวแล้ว แต่ให้สะอาดเอี่ยมอ่องขนาดนี้บอกเลยว่าไม่มีทางทำได้หรอก ก็ไอ้พวกลิงทะโมนที่บ้านวิ่งเล่นแป๊บเดียวก็ทำบ้านเละเป็นกองขยะแล้ว
แต่บ้านของซือเนี่ยนไม่ใช่แค่สะอาดนะ แต่ยังสวยหยดประณีตไปทุกกระเบียดนิ้ว ตู้ไม้สีอ่อนๆ ตัดกับม่านโปร่งสีขาว มันช่างดูแพงและสวยงามจนพวกป้าๆ มองตาค้างกันเป็นแถว ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นยายเพิ้งคนบ้านนอกที่หลงเข้ามาในวังก็พุ่งพรวดขึ้นมาในใจ
ตอนแรกก็แค่กะว่าจะแวะมาทักทายเพื่อนบ้านใหม่ตามมารยาท แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าพากันเดินลูบๆ คลำๆ สำรวจไปทั่วบ้านเหมือนเด็กเห่อของเล่นใหม่ ไม่ยอมกลับกันง่ายๆ
พวกเธอต่างก็อายุอานามปูนนี้กันแล้ว ถูกชีวิตจริงบดขยี้จนไม่เหลือความฝันอะไรแล้วแท้ๆ แต่พอมาเห็นบ้านหลังนี้เข้า ก็อดนึกถึงสมัยยังสาวที่เคยฝันหวานถึงชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้ มันคงต้องเป็นแบบนี้สินะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนใช้ชีวิตได้สวยงามราวกับหลุดออกมาจากบทกวีจริงๆ
“พี่หวัง! มาดูนี่เร็ว บ้านคุณซือเขามีอ่างอาบน้ำด้วยแหละ!”
“อื้อหือ ตายจริง นี่ถ้าได้ลงไปแช่คงสบายตัวน่าดูเลยนะ”
“คุณซือเอ๊ย คุณนี่มันช่างรู้จักใช้ชีวิตสุขสบายจริงๆ”
เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจดังขึ้นรอบทิศทาง
“อ้าว ป้าหลิว ป้าหวัง มาเยี่ยมบ้านใหม่กันเหรอคะ”
ยังไม่ทันขาดคำ ซ่งเจาตี้ก็โผล่มายืนยิ้มหวานอยู่ที่หน้าประตู ในมือหิ้วตะกร้าใส่ผักสด ดูท่าคงเพิ่งกลับจากตลาด เธอเป็นคนที่ต้องไปจ่ายตลาดเวลานี้เป๊ะๆ ทุกวัน ไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องพวกนี้เลย
“อุ๊ย คุณซ่งมาพอดีเลย มาดูบ้านคุณซือเร็ว สวยอย่างกับบ้านในฝัน แค่ได้มองฉันก็มีความสุขแล้วเนี่ย”
“ก็แหงสิ สามีเขาออกจะรักออกจะหลงขนาดนั้น เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันยังเห็นวิ่งวุ่นหาซื้อของเข้าบ้านอยู่เลย ไอ้ห้องน้ำอ่างอาบน้ำนี่ก็คงเพิ่งมาทำเพิ่มทีหลังแน่ๆ เธอดูสิ ของแต่ละอย่างในบ้านเนี่ย ไม่มีชิ้นไหนที่ได้มาฟรีๆ หรอก”
“นั่นสิๆ คู่หนุ่มสาวเขากำลังข้าวใหม่ปลามันก็แบบนี้แหละจ้ะ”
ซือเนี่ยนทำได้แค่ส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป พอเห็นว่าทุกคนน่าจะสำรวจกันจนหนำใจแล้ว เธอกำลังจะอ้าปากชวนให้อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันเสียหน่อย แต่ปรากฏว่าเหล่าป้าๆ กลับพากันเผ่นแน่บกลับบ้านไปไวกว่าที่คิด
พอบ้านเงียบลง ซ่งเจาตี้ก็ขยับเข้ามาพูดเสียงเบา “น้องซือ พี่มีเรื่องจะเตือน... น้องได้ยินข่าวหรือยังว่าไอ้หวังเอ้อร์โก่วมันออกมาจากคุกอีกแล้วนะ”
ซือเนี่ยนใจกระตุกไปวูบหนึ่ง “จริงเหรอคะ”
“จริงสิ พี่ได้ยินเขาพูดกันว่ารอบนี้มันติดอยู่ไม่กี่วันก็ได้ปล่อยตัวแล้ว น้องต้องระวังตัวให้ดีเลยนะ คราวก่อนพี่เห็นมันมาเจ็บตัวที่บ้านน้อง พี่กลัวว่ามันจะผูกใจเจ็บกลับมาแก้แค้น นี่สามีน้องก็ไม่อยู่บ้านด้วยใช่ไหม”
ดวงตาของซือเนี่ยนไหวระริกเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไป “เขาคงกลับมาพรุ่งนี้มะรืนนี้แล้วล่ะค่ะ พี่ซ่งไม่ต้องห่วงนะคะ”
ซ่งเจาตี้คลี่ยิ้ม “งั้นก็ดีแล้วจ้ะ งั้นพี่กลับไปทำกับข้าวก่อนนะ ยังไงคืนนี้นอนก็ล็อกประตูหน้าต่างให้แน่นหนาล่ะ”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำ
แต่เพียงแค่ซ่งเจาตี้หันหลังกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็หุบลง
ทำไมซ่งเจาตี้ถึงต้องเจาะจงเรื่องหวังเอ้อร์โก่วมากขนาดนี้ด้วยนะ
ถ้าไอ้หมอนั่นมันเป็นพวกชั่วช้าเลวทรามอย่างที่เธอว่าจริงๆ มันจะบ้าจี้เขียนจดหมายขอโทษส่งมาทำไมกัน
จริงๆ แล้ว แค่ฟังวิธีพูดจาของคนเรา ก็พอจะเดานิสัยใจคอได้คร่าวๆ แล้ว หวังเอ้อร์โก่วคนนั้นดูยังไงก็เป็นพวกปอดแหกขี้กลัวแท้ๆ แถมยังรู้จักขอโทษขอโพยเป็นกับเขาด้วยเหรอ คนที่เที่ยวลักเล็กขโมยน้อยจนเป็นสันดานเนี่ยนะ จะมาสำนึกผิดเป็น
ที่สำคัญคือ ซ่งเจาตี้รู้ละเอียดถึงขั้นว่าเขาถูกจับเข้าไปวันไหน แล้วถูกปล่อยออกมาเมื่อไหร่
นี่มันหมายความว่าเธอกำลังจับตาดูหมอนั่นอยู่ตลอดเวลาใช่หรือเปล่า แล้วเธอจะไปสนใจมันทำไมกัน
เมื่อกี้พวกป้าๆ ที่มากันตั้งหลายคน ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้สักแอะ
แบบนี้... เรื่องคดีเมื่อสิบปีก่อนนั่น ต้องมีซ่งเจาตี้เข้ามาเอี่ยวด้วยแน่ๆ
…
พอโรงเรียนเลิก โจวเจ๋อตงก็ทำหน้าที่พี่ชายคนโต ไปรับน้องสาวตัวเล็กที่ห้องเรียนก่อน แล้วค่อยจูงมือกันมายืนรอน้องชายจอมแสบอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน
แต่รอน้องชายเท่าไหร่ก็ไม่โผล่มาสักที ดันมาเจอเซียวป๋อเหวินแทน
เจ้าเด็กนั่นมีผู้หญิงท่าทางภูมิฐานอายุราว 50-60 ปีจูงมือมาด้วย ช่วงนี้เขาเห็นผู้หญิงคนนี้บ่อยจนชินตา เพราะเธอชอบมายืนจ้องเขานิ่งๆ ด้วยสายตาแปลกๆ ที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก
เซียวป๋อเหวินเดินดุ่มๆ เข้ามาหา “โจวเจ๋อตง ไปห้องสมุดเล่นหมากล้อม 5 ตัวแก้ตัวกันหน่อยไหม คราวที่แล้วยังไม่รู้ผลกันเลยนะ”
โจวเจ๋อตงส่ายหน้าทันที: “ไม่เล่น”
เซียวป๋อเหวินหน้ามุ่ย “ทำไมล่ะ”
โจวเจ๋อตงตอบเสียงเรียบ “ฉันจะกลับบ้าน”
ช่วงนี้คุณพ่อไม่อยู่ คุณแม่สั่งไว้ชัดเจนว่าเลิกเรียนปุ๊บต้องแจ้นกลับบ้านทันที
เหยาเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับลูกอมในปาก พอได้ยินคำว่า "เล่นหมาก" ตาก็ลุกวาว รีบเขย่าแขนพี่ชาย “พี่ใหญ่ขา หนูอยากเล่นด้วย หนูอยากเล่น”
“ไม่ได้นะ คุณแม่บอกให้รีบกลับบ้าน ถ้าเรากลับช้าคุณแม่จะโกรธเอานะ”
“เดี๋ยวกลับถึงบ้านแล้วพี่เล่นด้วย โอเคไหม”
พอได้ยินว่าคุณแม่จะโกรธ เหยาเหยาก็หุบปากฉับ พยักหน้าหงึกๆ อย่างว่าง่าย
เทียบกับความอยากเล่นหมากแล้ว เธอไม่อยากให้คุณแม่โกรธมากกว่าหลายเท่า
พอเห็นว่าสองพี่น้องเมินใส่กันดื้อๆ เซียวป๋อเหวินก็รู้สึกจ๋อยไปเลย
เขาก็เป็นน้องชายเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมโจวเจ๋อตงถึงไม่เคยใจดีกับเขาบ้างเลย ทั้งที่เขาก็อุตส่าห์ไปหาข้อมูลมาแล้วนะว่าความสัมพันธ์แบบนี้เขาเรียกว่า "ลูกพี่ลูกน้อง" ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องแท้ๆ สักหน่อย
คุณย่าเซียวที่ยืนมองอยู่ก้าวเข้ามายิ้มใจดี “แหม เซียวป๋อเหวินอยากเล่นหมากกับเพื่อนเหรอจ๊ะ”
เซียวป๋อเหวินคอตกพยักหน้า
หลังจากวันนั้น เขาก็ลองไปชวนคนอื่นเล่นด้วยตั้งหลายคน แต่ไอ้พวกนั้นมันอ่อนหัดเกินไป ไม่ถึงห้านาทีก็แพ้เขาราบคาบ มีแค่โจวเจ๋อตงคนเดียวเท่านั้นที่พอจะสู้กับเขาได้สูสี เขาเลยอยากเล่นกับคนนี้คนเดียว
“โอ๊ย เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง ถ้างั้นเดี๋ยวย่าพาไปเล่นที่บ้านเพื่อนเขาก็สิ้นเรื่อง เดี๋ยวตอนค่ำๆ ย่าค่อยขับรถไปรับกลับบ้าน ตกลงไหม”
“พวกหนูเป็นเพื่อนสนิทกันใช่ไหมล่ะจ๊ะ”
เซียวป๋อเหวินถึงกับไปไม่เป็น
พวกเขา... ไม่น่าจะเรียกเพื่อนสนิทได้กระมัง
โจวเจ๋อตงเองก็เหลือบมองคุณย่าคนนั้นด้วยสายตาพิลึก
คุณย่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าเขาเป็นเพื่อนรักกับเจ้าเด็กนี่กัน
จังหวะนั้นเอง เจ้าตัวแสบเสี่ยวเหล่าเอ้อร์กับเจี่ยงจิวก็วิ่งหน้าตั้งออกมาจากโรงเรียน
“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! เสี่ยวเจี่ยงบอกว่าคืนนี้เขาจะไปค้างบ้านเราด้วยล่ะ เรารีบกลับบ้านกันเถอะ! คุณแม่เห็นเสี่ยวเจี่ยงต้องดีใจมากๆ เลย!”
“พี่ใหญ่ครับ ดูนี่สิ! พ่อผมให้เอาลูกโลกจำลองมาให้พี่ด้วยนะ อันนี้ใหญ่กว่าของผมอีก!”
เจี่ยงจิวพูดพลางรูดซิปกระเป๋า หยิบเอาลูกโลกจำลองอันเบ้อเริ่มออกมาส่งให้โจวเจ๋อตง
โจวเจ๋อตงตาโตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปรับมาถือไว้อย่างทนุถนอม
พอเจี่ยงจิวเห็นว่าอีกฝ่ายชอบของขวัญที่เขาให้มาก ก็รีบแอ่นอกเชิดหน้า ทำจมูกฟุดฟิดด้วยความภาคภูมิใจ
เห็นไหมล่ะ ว่าต่อให้เป็นพี่ใหญ่ที่เย็นชาขนาดไหน ก็ต้องมาสยบแทบเท้าเสน่ห์อันล้นเหลือของเขาอยู่ดี
“ขอบใจนายมากนะ เสี่ยวจิว”
“โธ่พี่ใหญ่ พี่ก็เป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ ของผมนั่นแหละน่า ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกครับ”
เจี่ยงจิวตบอกรับอย่างใจกว้าง
โจวเจ๋อตงเผลอยิ้มออกมาบางๆ เอื้อมมือไปขยี้หัวเด็กน้อย “อืม ไปกันเถอะ”
ภาพที่โจวเจ๋อตงปฏิบัติกับเจี่ยงจิว เทียบกับท่าทีเย็นชาที่ปฏิบัติต่อตัวเอง
มันทำให้เซียวป๋อเหวินรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอ
เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงซ่อนความผิดหวัง แม้คุณย่าจะบอกว่าให้ไปเล่นที่บ้านโจวได้
แต่เขาไม่มีความกล้าพอจะเอ่ยปาก
ก็ดูเหมือนว่า... พวกเขาไม่มีใครอยากเล่นกับเขาสักคน
ขณะที่เซียวป๋อเหวินกำลังยืนทำตัวไม่ถูก โจวเจ๋อหานก็เพิ่งจะเหลือบมาเห็นเขาเข้าพอดี เลยตะโกนทักเสียงดังลั่น “เอ้า! นั่นฟางป๋อเหวินนี่นา มายืนทำไรตรงนี้อ่ะ”
“ฉันชื่อเซียวป๋อเหวิน” เซียวป๋อเหวินหันมาแก้ชื่ออย่างไม่ลดละ
“เออๆ ใช่ๆ ลืมไปว่านายเปลี่ยนชื่อแล้ว แล้วตกลงนายมายืนบื้อทำอะไรตรงนี้”
“ฉะ... ฉันเปล่าทำอะไรสักหน่อย” เซียวป๋อเหวินสะบัดหน้าหนี หันหลังให้ซะเลย
คุณย่าเซียวมองภาพเด็กๆ เถียงกันด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ขอบตาของเธอมีรอยแดงจางๆ
“คืออย่างนี้จ้ะ เสี่ยวป๋อเหวินเขาอยากไปเล่นหมากล้อมที่บ้านพวกหนูด้วยน่ะจ้ะ ไม่รู้ว่าพวกหนูจะใจดีพาเขาไปเล่นด้วยหน่อยได้ไหมจ๊ะ เดี๋ยวคุณป้าซื้อลูกอมอร่อยๆ ให้กินเอารางวัล”
เจ้ารองรีบตอบรับ “ได้เลยครับ! คราวก่อนผมดันพลาดท่าแพ้เขาไป แต่เที่ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ ผมไม่ยอมแพ้เขาอีกเด็ดขาด วันนี้ผมต้องล้างอาย ชนะเขาให้ได้!”
เจ้าตัวเล็กกำหมัดแน่นอย่างมุ่งมั่น
คุณย่าเซียวหัวเราะเบาๆ “ดีจ้ะ งั้นเดี๋ยวคุณย่าขับรถไปส่งพวกหนูที่บ้านเลยนะ”
พูดไม่ทันขาดคำ รถเก๋งคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า คนขับรถในชุดสูทก็รีบลงมาเปิดประตูให้
เจ้ารองถึงกับอ้าปากหวอ “โห... เซียวป๋อเหวิน นี่นายมีรถส่วนตัวมารับมาส่งเลยเหรอเนี่ย โคตรเท่!”
ลึกๆ ในใจเซียวป๋อเหวินก็แอบภูมิใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็แกล้งทำเสียงเรียบๆ “ก็งั้นๆ แหละ ที่บ้านฉันมีรถแบบนี้จอดอยู่เต็มไปหมด”
แต่พูดจบ เขาก็นิ่งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่ว “...จริงๆ บ้านพวกนายก็มีเหมือนกันนั่นแหละ”
เจ้ารองไม่ได้ยินประโยคหลัง เขาหันไปเกาะหน้าต่างรถกับเจี่ยงจิวด้วยความตื่นเต้น
“พี่ใหญ่ดูสิ คนข้างนอกเขาจ้องพวกเรากันใหญ่เลย”
โจวเจ๋อตงอุ้มน้องสาวนั่งเงียบๆ อยู่อีกฟากหนึ่ง พลางขมวดคิ้วแน่น
เขาอยากจะปฏิเสธใจจะขาด แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เจ้าตัวแสบน้องชายเขากับเจี่ยงจิวก็โดดขึ้นไปนั่งจับจองที่เรียบร้อย แถมยังหันมากวักมือเรียกเขาหยอยๆ “พี่ใหญ่! รีบขึ้นมาเร็ว พี่กับน้องสาวมานั่งตรงนี้เลย!”
โจวเจ๋อตงอยากจะโดดเข้าไปเขกหัวน้องชายตัวดีสักทีจริงๆ
นาทีนี้เขาไม่อยากจะเสวนาด้วยเลยสักนิด
ซือเนี่ยนได้ยินเสียงรถยนต์ดังอยู่หน้าบ้าน เธอก็ใจเต้นระรัว นึกว่าโจวเยว่เซินกลับมาเร็วกว่ากำหนด
แต่พอรีบเปิดประตูออกไปดู เธอก็ต้องยืนงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อเห็นโจวเจ๋อตงเดินนำขบวน โดยมีเจ้าตัวเล็กอีกสี่หน่อเดินตามต้อยๆ
ไอ้เจ้ารองกับเหยาเหยาน่ะไม่แปลกใจ แต่ไอ้หนูเจี่ยงจิวที่ส่งยิ้มหวานแหววมาให้ กับเจ้าเด็กเซียวป๋อเหวินที่เอาแต่แหงนหน้ามองฟ้ามองต้นไม้ ไม่ยอมสบตาเธอ แต่หูแดงแจ๋นั่นมันอะไรกันล่ะเนี่ย
[จบบท]