บทที่ 447: การทดลองของพี่ใหญ่
ยังไม่ทันที่ซือเนี่ยนจะได้พักหายใจ ก็มีผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางดูดีมีระดับ แต่งกายภูมิฐานเดินตรงเข้ามาหา สายตาคู่นั้นมองสำรวจซือเนี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "คุณคือแม่ของเด็กๆ เหรอคะ"
"คุณคือ..." ซือเนี่ยนถามกลับอย่างสุภาพ
"ฉันเป็นย่าของป๋อเหวินค่ะ" หญิงสูงวัยแนะนำตัว "พอดีป๋อเหวินเขาบอกว่าอยากมาเล่นหมากล้อมห้าตัวกับเสี่ยวตง ฉันเลยอาสามาส่งเด็กๆ ด้วยกันเลย"
ชื่อ 'เสี่ยวตง' ที่หลุดออกมา ทำให้ซือเนี่ยนต้องหันควับไปมองหน้าลูกชายคนโต โจวเจ๋อตงเองก็ทำหน้าไม่ถูก เขาไม่ชินกับการถูกคนแปลกหน้าเรียกชื่อเล่นอย่างสนิทสนมขนาดนี้
ซือเนี่ยนหันกลับมายิ้มให้ "ขอบคุณนะคะที่ลำบาก"
"ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ ลูกชายฉันเล่าให้ฟังหมดแล้วว่าตอนอยู่ที่ย่านยูนนาน-กุ้ยโจว-เสฉวน พวกคุณช่วยดูแลเซียวป๋อเหวินไว้เป็นอย่างดี" พอได้ยินว่าเป็นเรื่องนี้ ความกังวลในใจของซือเนี่ยนก็หายไป ถึงว่าทำไมถึงอุตส่าห์ขับรถมาส่งเด็กๆ ด้วยตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลกอะไร เธอจึงยิ้มพยักหน้าแล้วเชิญอีกฝ่ายเข้าบ้าน
แต่ย่าเซียวส่ายหน้าปฏิเสธ "ฉันยังมีธุระต่อน่ะค่ะ เอาเป็นว่าฝากป๋อเหวินไว้เล่นที่นี่แล้วกันนะคะ นี่เบอร์โทรศัพท์บ้านฉันค่ะ ถ้าดึกๆ เขาอยากกลับเมื่อไหร่ก็โทรมาได้เลย" ซือเนี่ยนรับกระดาษเบอร์โทรไว้ มองดูอีกฝ่ายขึ้นรถซานตานาคันหรูขับจากไป ก่อนจะหันกลับมาจัดการกับเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย
โจวเจ๋อตงรีบเม้มปากแน่น กลัวคุณแม่จะดุเอาที่ไปข้องเกี่ยวกับบ้านนั้นอีก เพราะจำได้แม่นว่าคุณแม่เคยเตือนไว้ว่าให้ห่างๆ กันหน่อย
"คุณแม่ครับ ผมเปล่านะครับ เขาอยากมาเอง ผมไม่ได้ชวน" พ่อตัวเล็กพยายามแก้ต่างให้ตัวเองสุดฤทธิ์ ผลก็คือเซียวป๋อเหวินที่ยืนฟังอยู่ด้วยถึงกับหน้าแดงก่ำ
ซือเนี่ยนถึงกับต้องไอแก้เก้อ โถ ลูกชายคนโตนี่ก็พูดจาตรงไปตรงมาเสียจริง ส่วนเจ้าหนูอัจฉริยะคนนี้ก็คงจะไอคิวสูงปรี๊ดแต่อีคิวติดดินจริงๆ นั่นแหละ มิน่าล่ะถึงไม่มีเพื่อนคบ
"ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ อยากมาก็มาได้ พวกเราก็รู้จักกันอยู่แล้วนี่นา" เธอพูดตัดบท "เอาล่ะ รีบเข้าบ้านกันได้แล้ว คืนนี้แม่จะเข้าครัวทำของอร่อยให้กินเอง พวกเราก็ไปเล่นกันก่อนนะ"
เด็กๆ พยักหน้ารับคำแล้วพากันวิ่งเข้าบ้าน แม้จะรู้จักกันมาพักใหญ่ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวป๋อเหวินได้เข้ามาในบ้านตระกูลโจว เขาจึงมัวแต่เดินสำรวจไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ จนกระทั่งเจ้ารองวิ่งไปหยิบกระดานหมากล้อมห้าตัวออกมานั่นแหละ เขาถึงได้สติกลับมา
เด็กๆ พากันไปจับจองที่นั่งใต้ต้นไม้ในลานบ้าน ตรงนั้นมีชุดโต๊ะหินกับม้านั่งหินวางไว้อยู่แล้ว ดูเหมือนจะมีแค่โจวเจ๋อตงคนเดียวที่ไม่สนใจกิจกรรมนี้ เขากลับไปง่วนอยู่กับการต่ออะไรบางอย่างด้วยเครื่องมือกระจุกกระจิกในมือ
หลังจากเล่นไปได้แค่สองกระดาน เซียวป๋อเหวินก็เริ่มเบื่อ แต่โจวเจ๋อตงก็ยังไม่สนใจเขาอยู่ดี เขาเลยหันไปกระซิบถามเจ้ารอง "พี่ชายนายทำอะไรอยู่น่ะ เขาไม่เล่นเหรอ"
เจ้ารองเอียงคอชะโงกไปมอง ก็เห็นพี่ชายกำลังถือถ้วยกระดาษสองใบทำอะไรยุกยิก แต่ยังไม่ทันจะได้ถาม เจี่ยงจิวที่นั่งมองอยู่นานก็เป็นคนแรกที่ทนความสงสัยไม่ไหว "พี่ใหญ่ครับ พี่ทำอะไรอยู่เหรอครับ"
"ทำโทรศัพท์" โจวเจ๋อตงตอบกลับมาสั้นๆ โดยที่หน้ายังไม่เงยจากงานตรงหน้า
"หา! โทรศัพท์เหรอครับ" เด็กอีกสามคนร้องเสียงหลง "เหมือนโทรศัพท์ที่ใช้โทรในบ้านน่ะเหรอครับ"
"อืม" โจวเจ๋อตงรับคำในคอ
เขาใช้ดินสอเจาะรูเล็กๆ ที่ก้นถ้วยกระดาษทั้งสองใบ ตัดหลอดดูดนมเมื่อเช้าเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาด้ายฝ้ายร้อยผ่านรูที่ก้นถ้วย มัดปมยึดไว้ ทำแบบเดียวกันทั้งสองด้าน ในที่สุดถ้วยกระดาษสองใบก็ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน
ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองอย่างอยากรู้อยากเห็น เขาก็ยื่นถ้วยใบหนึ่งให้เจ้ารอง "ลองดูสิ"
"ลองยังไงครับ" เจ้ารองรับมาอย่างงงๆ
"นายถือเดินเข้าไปในบ้านเลย ดึงเชือกให้ตึงเปรี๊ยะ แล้วเอาถ้วยแนบหูไว้"
เจ้ารองทำตามอย่างว่าง่าย เขาถือถ้วยเดินเข้าบ้านไป พอเชือกตึงก็ได้ยินเสียงพี่ชายดังแว่วออกมาจากก้นถ้วยกระดาษ "ได้ยินไหม"
เท่านั้นแหละ เจ้ารองสะดุ้งโหยงแทบจะปาถ้วยทิ้ง "อ๊า! พี่ครับ! มีเสียงพี่อยู่ในถ้วยจริงๆ ด้วย!"
"ผมลองมั่ง! ผมลองมั่ง!" เจี่ยงจิวตาโต รีบวิ่งเข้ามาแย่ง "ผมลองพูดนะ" ว่าแล้วก็คว้าถ้วยไปแนบปากแล้วตะโกนใส่ "พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ได้ยินผมไหมครับ โอเวอร์!" ...เจอคำว่า 'โอเวอร์' เข้าไป โจวเจ๋อตงถึงกับไปไม่เป็น
ซือเนี่ยนที่เดินออกมาดูพอดีถึงกับต้องยืนขำ เมื่อเห็นเด็กๆ นอนคุยโทรศัพท์ถ้วยกระดาษกันอย่างสนุกสนาน แถมยังมี 'โอเวอร์' ปิดท้ายประโยคกันทุกคนอีกต่างหาก
เธอเลิกคิ้วสูง...ไอ้การทดลองโทรศัพท์ง่ายๆ ที่ครูเคยสอนในห้องแล็บนี่นา จำได้ว่าตอนนั้นเธอก็ลองทำ แต่ไม่เห็นมันจะสำเร็จสักที แล้วไหงเจ้าพวกลูกลิงพวกนี้ถึงทำได้ล่ะเนี่ย
"พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ คุณแม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว เข้ามากินข้าวเถอะครับ โอเวอร์"
"รับทราบ โอเวอร์"
...ซือเนี่ยนได้แต่ส่ายหัวให้กับความช่างเล่นของเด็กๆ
หลังอาหารเย็น แก๊งเด็กน้อยก็กลับไปหมกตัวเล่นโทรศัพท์ถ้วยกระดาษกันในห้องอีกรอบ แต่ดูเหมือนโจวเจ๋อตงจะเบื่อของเล่นชิ้นนี้แล้ว เขากลับไปนั่งพลิกหนังสืออ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ พอเจอตัวไหนอ่านไม่ออกก็ค่อยๆ เปิดพจนานุกรมเทียบดู ถึงจะช้าไปหน่อยแต่ก็ดูมุ่งมั่นมาก
ส่วนเซียวป๋อเหวินที่แอบมองอยู่ห่างๆ ก็เกิดอาการอยากรู้อยากเห็น อยากจะเข้าไปถามวิธีทำโทรศัพท์ใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้า พอเหลือบไปเห็นโจวเจ๋อตงนั่งอ่านหนังสืออย่างขยันขันแข็ง เขาก็ตัดสินใจได้ในใจ เขากำหมัดแน่น กลับบ้านไปจะต้องขยันอ่านหนังสือบ้าง จะมาแพ้เด็กบ้านนี้ไม่ได้เด็ดขาด
พอเดินออกมานอกห้องก็เห็นเจ้ารองกำลังซ้อมต่อยมวยอยู่กลางลาน ท่าทางดูจริงจังจนหมัดแหวกอากาศดังฟึ่บฟั่บ เซียวป๋อเหวินยิ่งทำหน้าเครียดเข้าไปอีก...ดูท่าเขาคงต้องเริ่มออกกำลังกายบ้างแล้วเหมือนกัน
พอเล่นกันจนเหนื่อย เด็กๆ ก็นอนขดตัวหลับไปด้วยกัน ซือเนี่ยนเลยโทรไปที่บ้านเซียวเพื่อแจ้งให้ทราบว่าเซียวป๋อเหวินจะค้างที่นี่ พรุ่งนี้เธอจะไปส่งที่โรงเรียนพร้อมกันเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น ซือเนี่ยนกำลังเตรียมตัวจะพาลูกๆ ไปโรงเรียน แต่คนขับรถของบ้านเซียวก็ขับรถมารับถึงหน้าบ้านเสียก่อน เมื่อเห็นว่ายังไงก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว เธอเลยขออาศัยรถไปด้วย หลังจากส่งเด็กๆ ทั้งสี่คนเข้าประตูโรงเรียนเรียบร้อย คนขับรถก็ขับเลยมาส่งเธอที่หน้ามหาวิทยาลัย
แต่จังหวะที่เธอก้าวลงจากรถ ก็ดันไปเจอกับจางเสวี่ยและหลิวนานาที่กำลังเดินมาพอดี ทั้งคู่ถึงกับอ้าปากค้างตาโต เมื่อกี้พวกเธอไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม รถที่มาส่งซือเนี่ยนน่ะมันรถซานตานาหรูหราราคาแพง แถมยังเป็นป้ายทะเบียนจากเมืองปักกิ่งอีกต่างหาก นี่ซือเนี่ยนไม่ใช่เด็กต่างจังหวัดธรรมดาๆ หรอกเหรอ
ซือเนี่ยนเห็นเพื่อนร่วมหอทั้งสองคนแล้ว แต่เพราะเธอกำลังรีบมาก เนื่องจากเมื่อเช้ารถติดบนถนนนานไปหน่อย เธอเลยได้แต่ทักทายสั้นๆ
"อ้าว จางเสวี่ย พวกเธอยืนทำอะไรตรงนั้นล่ะ จะเข้าเรียนสายแล้วนะ"
พูดจบเธอก็รีบจ้ำอ้าววิ่งเข้ามหาวิทยาลัยไปทันที จากหน้าประตูไปถึงตึกเรียนยังต้องใช้เวลาอีกตั้ง 10 นาที เธอเลยไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าตกตะลึงของเพื่อนทั้งสองคน จางเสวี่ยกับหลิวนานามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบวิ่งตามหลังซือเนี่ยนไป
ทั้งสามคนวิ่งกระหืดกระหอบไปถึงห้องเรียน พอไปถึงเท่านั้นแหละ ที่นั่งโซนปลอดภัยด้านหลังถูกเพื่อนๆ จับจองไปหมดเกลี้ยง เหลือแต่ที่นั่งแถวหน้าสุด หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'โซนเปียก' นั่นก็เพราะอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของภาควิชานี้ ท่านมีปัญหาเรื่องฟันหลอ เวลาสอนทีไร น้ำลายก็ฟุ้งกระจาย แถมยังชอบเดินมาจ่อบรรยายอยู่หน้าแถวแรกอีกต่างหาก
เคยมีตำนานเล่าว่ามีนักศึกษาผู้โชคร้ายโดนสเปรย์น้ำลายท่านอาจารย์สาดใส่จนหัวเปียกโชกมาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่มีใครกล้าเสี่ยงชีวิตไปนั่งตรงนั้นอีกเลย
ทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างจนปัญญา แต่ก็จำเป็นต้องเดินไปนั่งที่ว่างสามที่สุดท้ายแถวหน้าสุด
ลู่เหยาที่มาถึงก่อนหน้านี้นานแล้ว นั่งอยู่แถวถัดไปด้านหลังพวกเธอ จางเสวี่ยหันไปเห็นลู่เหยานั่งสวยๆ อยู่ อดไม่ได้ที่จะโวยวาย "ลู่เหยา ทำไมเธอไม่จองที่ให้พวกเราบ้างล่ะ เราอยู่หอเดียวกันไม่ใช่เหรอ"
ลู่เหยาขมวดคิ้วอย่างรำคาญ "ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าพวกเธอจะมาสายขนาดนี้ แล้วอีกอย่าง ข้างหน้าก็ยังว่างนี่นา ทำไมไม่ไปนั่งล่ะ"
"แต่คราวก่อนพวกเรายังอุตส่าห์จองที่ให้เธอเลยนะ" จางเสวี่ยเถียงอย่างไม่พอใจ
"ช่างเถอะน่า ช่างเถอะ" หลิวนานารีบดึงแขนเพื่อนไว้ ลู่เหยาก็เป็นแบบนี้แหละ ถึงจะอยู่หอเดียวกันแต่ก็ไม่เคยสุงสิงกับใคร เธอเป็นพวกโลกส่วนตัวสูง รักการเรียนเป็นชีวิตจิตใจ แถมตอนอยู่ที่หอยังห้ามไม่ให้คนอื่นส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเธอด้วย
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะพาลโมโหเอาได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ ทั้งจางเสวี่ยและหลิวนานาเลยรู้สึกว่าลู่เหยาเป็นพวกเข้าถึงยาก ก็เลยไม่ค่อยได้สุงสิงอะไรกันมากนัก ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจึงออกจะจืดชืด ไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไหร่
[จบบท]