บทที่ 449: ใจแอบรัก
ซือเนี่ยน: “...”
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน อย่างน้อยเธอก็เคยเป็นครูมาก่อน แถมบริษัทเก่าที่เคยทำก็ต้องเจรจากับฝรั่งตาน้ำข้าวอยู่เป็นประจำ ทักษะการแปล การพูด การเจรจาต่อรองของเธอถือว่าเข้าขั้นโปรแล้ว แต่นี่ต้องให้เธอมาแข่งกับนักศึกษาปี 1
มันไม่ใช่ว่าซือเนี่ยนหลงตัวเองหรอกนะ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับลู่เหยาเลย เป็นการชนะที่ไม่สง่างามอย่างแรง
ปัญหาคืออาจารย์สอนภาษาอังกฤษดันเป็นพวกตบตาได้ยาก ไม่อย่างนั้นซือเนี่ยนคงยกโอกาสนี้ให้ลู่เหยาไปแล้ว เธอจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวหาเรื่องใส่ตัว
“ซือเนี่ยน เธออย่ากังวลไปเลยนะ ฉันว่าเธอทำได้สบายมากอยู่แล้ว” หลิวนานาที่เห็นสีหน้าเครียดๆ ของเพื่อนก็คิดไปไกลว่าซือเนี่ยนกำลังกังวลว่าจะทำผลงานได้ไม่ดี
ซือเนี่ยนได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอไม่ได้กังวลเรื่องตัวเองสักนิด แต่กำลังกังวลแทนลู่เหยาต่างหาก ถ้าถึงเวลาแล้วลู่เหยาไม่ได้รับเลือกขึ้นมาจริงๆ จะไม่หันมาแว้งกัดเธอทีหลังใช่ไหมเนี่ย? โอ๊ย... ความสัมพันธ์ของมนุษย์นี่มันช่างซับซ้อนยุ่งเหยิงเสียจริง
พอเห็นซือเนี่ยนเดินกลับบ้านไปด้วยใบหน้าอมทุกข์ สองสาวที่เหลือก็หันมามองหน้ากัน
“ต้องเป็นเพราะเรื่องลู่เหยาแน่ๆ ดูสิ ซือเนี่ยนถึงขั้นไม่ยอมกลับมานอนที่หอพักแล้ว” จางเสวี่ยเป็นฝ่ายเริ่มประเด็น
เธอยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้ลู่เหยาเที่ยวไปป่าวประกาศในหอพักว่าซือเนี่ยนเป็นพวกไม่รักเรียน แต่ใครจะไปนึกล่ะว่าผลสอบของซือเนี่ยนกลับได้คะแนนเต็ม แถมยังสูงกว่าลู่เหยาเสียอีก ตั้งแต่นั้นมา บรรยากาศระหว่างสองคนนั้นก็เริ่มแปลกๆ อึดอัดชอบกล
มาคราวนี้ลู่เหยาก็เล่นใหญ่ไม่เบา นอกจากจะไม่ยอมช่วยพวกเธอจองที่นั่งในห้องเรียนแล้ว ยังมาประกาศตัวแย่งชิงโอกาสที่อาจารย์มอบให้ซือเนี่ยนแบบซึ่งๆ หน้า นี่มันจงใจหาเรื่องกันชัดๆ เลยนี่นา!
“ก็มีแต่ซือเนี่ยนนั่นแหละที่ใจดีเกินเหตุ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันโกรธจนอกแตกตายไปแล้ว” จางเสวี่ยบ่นอุบ
“แต่ก็นั่นแหละ พี่ซือเนี่ยนเขารวยจะตายอยู่แล้ว นั่งรถเก๋งหรูมาเรียนขนาดนั้น จะมาลำบากทำงานแบบนี้ให้เหนื่อยตัวทำไมก็ไม่รู้ ทั้งโดนคนเหม็นขี้หน้า แถมยังยุ่งยากอีก” เธอนึกถึงรถคันที่ซือเนี่ยนนั่งมาเมื่อเช้า
“เธอเบาๆ หน่อยเถอะน่า” หลิวนานาปรามเพื่อน
สองสาวเพิ่งเลิกคลาส กำลังจะเดินกลับหอพัก แต่ดันสวนกับคนคุ้นหน้าเข้าพอดี
พอเห็นว่าเป็นเฉินฮ่าวหราน หลิวนานาก็รีบเอาศอกกระทุ้งเพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ ทันที
จางเสวี่ยหน้าแดงแปร๊ด รีบยกมือขึ้นเสยผมทรงใหม่ที่เพิ่งไปดัดมาหมาดๆ ตายจริง โชคดีอะไรอย่างนี้ เธอเพิ่งไปทำผมทรงใหม่มา พ่อหนุ่มที่แอบปิ๊งก็โผล่มาหาพอดีเป๊ะ
อันที่จริง เฉินฮ่าวหรานกับพวกเธอก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมายนัก แค่บังเอิญเจอกันบนรถไฟขามาปักกิ่ง ตอนนั้นเขาตาดีเห็นว่ามีคนกำลังจะแอบรื้อกระเป๋าของพวกเธอ ก็เลยส่งสัญญาณเตือน จนได้ทำความรู้จักกัน เฉินฮ่าวหรานเป็นหนุ่มสำอาง แต่งตัวทันสมัย หน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ซึ่งเป็นสเปกยอดนิยมของสาวๆ ในยุคนี้เลยทีเดียว
ตอนนั้นเขาบอกว่ากำลังจะกลับปักกิ่งพอดีหลังจากไปเที่ยวมา พอคุยกันไปมาถึงได้รู้ว่าทุกคนกำลังจะไปรายงานตัวเป็นนักศึกษาใหม่ที่ปักกิ่งเหมือนกันหมด ก็เลยได้คุยกันถูกคอ เฉินฮ่าวหรานเป็นคนเจ้าถิ่น เขารู้จักที่ทางแถวนี้ดี แถมยังอัธยาศัยดี คอยช่วยเหลือพวกเธอไม่ขาด พอได้ใช้เวลาร่วมกันบ่อยๆ เข้า บรรยากาศระหว่างจางเสวี่ยกับเขาก็เริ่มมีอะไรคลุมเครือๆ
แหม ก็ทั้งหล่อ บ้านรวย แถมยังเรียนที่เดียวกันอีก จางเสวี่ยก็เลยหวั่นไหวน่ะสิ ตอนนี้หัวใจเธอมันแอบยกให้เขาไปแล้ว เหลือก็แค่รอให้ฝ่ายชายมาสะกิดเปิดประเด็นเท่านั้นแหละ
แต่เพราะเฉินฮ่าวหรานเป็นหนุ่มฮอต สาวๆ คนอื่นก็หมายปองเขาเยอะแยะ ขนาดวันงานเต้นรำเชื่อมสัมพันธ์ ยังมีผู้หญิงตั้งหลายคนรุมล้อมเข้าไปคุยกับเขา จางเสวี่ยเลยเริ่มร้อนใจ นี่แหละคือเหตุผลที่เธอต้องรีบแจ้นไปซื้อชุดใหม่ ทำผมทรงใหม่ ก็เพื่อจะพรีเซนต์ตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดให้เขาเห็นยังไงล่ะ
ตอนนี้พอเห็นเขาเดินตรงมาหาเธอก่อน จางเสวี่ยก็เลยดีใจจนเนื้อเต้น
“ฮ่าวหราน คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ?” เธอรีบเดินเข้าไปทักทายอย่างอารมณ์ดี กำลังจะอ้าปากถามต่อว่า "มาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"
แต่พ่อหนุ่มกลับมองซ้ายทีขวาที ไม่ได้หยุดสายตาไว้ที่เธอเลยสักนิด “เอ๊ะ พี่เนี่ยนล่ะครับ? ไม่ได้มากับพวกคุณเหรอ?”
รอยยิ้มหวานหยดของจางเสวี่ยแข็งทื่อ “ซือเนี่ยน?”
“ใช่ครับ เธอไม่ได้อยู่กับคุณเหรอ?” เฉินฮ่าวหรานถามซ้ำ
“เธอ... เธอกลับบ้านไปแล้วค่ะ คุณมีธุระอะไรกับเธอเหรอคะ?” จางเสวี่ยรู้ดีว่าซือเนี่ยนสวยหยาดเยิ้มขนาดไหน แค่ไม่กี่วันที่เปิดเทอมมานี่ ก็มีหนุ่มๆ แวะเวียนมาถามไถ่เรื่องซือเนี่ยนกับพวกเธอไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็มีแต่คนเหลียวหลังมองจนคอแทบเคล็ด แต่คนพวกนั้นมันไม่รู้ว่าซือเนี่ยนแต่งงานมีสามีแล้ว การที่พวกเขามาสนใจมันก็ไม่แปลก
แต่เฉินฮ่าวหรานรู้เรื่องนี้ดีนี่นา! แล้วทำไมเขายังต้องมาสนใจไยดีอะไรกับซือเนี่ยนนักหนาด้วย? จางเสวี่ยรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่
“อ้าวเหรอครับ ผมกะว่าจะเดินไปส่งเธอกลับบ้านสักหน่อย ไม่คิดว่าจะไปซะแล้ว ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมไปก่อนนะ” เขาโบกมือลา แล้วก็รีบจ้ำอ้าวจากไป
สีหน้าของจางเสวี่ยดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม เดิน... เดินไปส่งซือเนี่ยนกลับบ้านเนี่ยนะ? ทำไมกัน?
หลิวนานาเห็นท่าไม่ดี รีบปลอบเพื่อน “เอาน่า อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันหรือเปล่า ยังไงๆ ซือเนี่ยนเขาก็แต่งงานแล้วนะ”
“เข้าใจผิดบ้าบออะไรกัน! ฉันตาสว่างแล้วล่ะ เฉินฮ่าวหรานต้องแอบชอบซือเนี่ยนแน่ๆ ดูสิ ก่อนหน้านี้ก็พยายามหาเรื่องชวนเธอคุยอยู่เรื่อย พอวันงานเต้นรำ พอซือเนี่ยนกลับ เขาก็กลับตามไปติดๆ ไม่สนใจจะอยู่ต่อเลย แล้วนี่ยังไง อุตส่าห์ดั้นด้นจะมาเดินไปส่งเธอกลับบ้านอีก ถ้ามันไม่มีอะไรในกอไผ่แล้วจะทำแบบนี้เพื่ออะไร!”
พูดจบ จางเสวี่ยก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความโมโห เธอปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ แล้วก็วิ่งกระแทกเท้าปึงปังขึ้นตึกไปเลย
เฉินฮ่าวหรานไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่าการกระทำของตัวเองได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสาวๆ ในหอพักนี้แตกหักกันโดยสมบูรณ์
เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวานพ่อเขาโทรมาสั่งการ บอกว่าเขาต้องไปช่วยดูแลซือเนี่ยนกับเด็กๆ บ้านโจวแทนโจวเยว่เซินที่ไปดูงานต่างถิ่นกับพ่อเขา เห็นว่าไอ้ขโมยที่เคยขึ้นบ้านซือเนี่ยนครั้งก่อนมันเพิ่งออกจากคุก พ่อเขากลัวว่ามันจะฉวยโอกาสที่โจวเยว่เซินไม่อยู่ แอบไปหาเรื่องแก้แค้น
พอได้ยินแบบนั้น เฉินฮ่าวหรานก็ร้อนใจไปด้วย พอเลิกเรียนปุ๊บ เขาก็เลยรีบแจ้นมาสอบถามสถานการณ์ทันที แต่ดันมาไม่เจอตัวซะได้
เขาเดินออกมาจากตึกเรียน ก็เหลือบไปเห็นซือเนี่ยนกำลังก้าวขึ้นรถประจำทางพอดี เลยรีบวิ่งหน้าตั้งเบียดเสียดผู้คนตามขึ้นไป
“พี่ครับ! พี่ครับ! ผมเอง!”
ซือเนี่ยนได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกคุ้นหู ก็เลยเงยหน้ามอง แล้วก็เห็นเฉินฮ่าวหรานที่โดนฝูงชนเบียดจนหน้าตาบู้บี้ยู่ยี่ไปหมด
พ่อหนุ่มพยายามมุดตัวฝ่าคลื่นมนุษย์เข้ามาหาเธอจนเหงื่อแตกพลั่ก “โอ๊ย! นี่พี่จริงๆ ด้วย ทำไมต้องมาทนลำบากอะไรแบบนี้ด้วยล่ะครับเนี่ย? ไหนว่าคุณอาโจวกับพ่อผมทำธุรกิจด้วยกันได้เงินมาตั้งเยอะแยะไง? แล้วทำไมเขายังปล่อยให้พี่โหนรถประจำทางกลับบ้านอีก ไม่รู้จักถนอมคนสวยเอาซะเลย!”
“เฮ้อ พวกคนแก่ก็แบบนี้แหละ อยากได้เมียสวยๆ แต่ดันขี้เหนียว ไม่ยอมควักเงินซื้อรถให้สักคัน” เขาเริ่มร่ายยาวบ่นแทนเธอ
ถึงโจวเยว่เซินจะอายุแค่ 31-32 ก็จริง แต่ในความคิดของเฉินฮ่าวหราน ใครก็ตามที่กล้าเรียกพ่อเขาว่าพี่น้องได้ ก็ถือเป็นมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์รุ่นเดียวกับพ่อเขาทั้งนั้น
แล้วนี่อะไร ซือเนี่ยนที่เรียนรุ่นเดียวกับเขาแท้ๆ ดันไปแต่งงานกับคนรุ่นพ่อ นี่มันโคแก่จอมตะกละที่ชอบเคี้ยวหญ้าอ่อนชัดๆ แถมยังปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ มาโหนรถประจำทางเบียดกับคนอื่นอีก มันเกินไปจริงๆ!
ซือเนี่ยนได้ยินเขาบ่นเจื้อยแจ้วก็ขำ “เงินของคุณอาโจวทั้งหมดอยู่ที่ฉันนี่แหละจ้ะ เขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อรถล่ะ อีกอย่าง นั่งรถไปแค่สองป้ายเอง ขับรถมาเองเผลอๆ จะยุ่งยากกว่าด้วยซ้ำ แต่เธอน่ะ ต่อไปนี้กรุณาเรียกฉันว่า 'อา' ด้วยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปฟ้องพ่อเธอจริงๆ ด้วย คอยดู”
เฉินฮ่าวหรานทำหน้าเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางกบาล “โธ่พี่ครับ! ผมอุตส่าห์หวังดีกับพี่นะ ทำไมต้องมาแกล้งผมกลับด้วยล่ะ? เรียก 'อา' อะไรกัน ฟังไม่เข้าหูเลย มันฟังดูแก๊แก่!”
“แต่ฉันไม่ถือนะ ถ้าเธอจะมาเป็นเด็กน้อยรุ่นหลานฉัน” ซือเนี่ยนยิ้มกวน
เฉินฮ่าวหรานเบ้ปาก เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าซือเนี่ยนกำลังหาทางเอาเปรียบเขาอยู่แน่ๆ สงสัยเป็นเพราะเมื่อกี้เขาดันไปนินทาคุณอาโจวเข้า เลยทำให้เธอไม่พอใจล่ะสิท่า ผู้หญิงอะไร ช่างคิดเล็กคิดน้อยจริงๆ
“ว่าแต่ นี่เธอกำลังจะไปไหนเหรอ?” ซือเนี่ยนเลิกแกล้งเขาแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
“ก็พ่อผมน่ะสิ! พ่อบอกว่าคุณอาโจวไปดูงานต่างถิ่นกับเขา แล้วคุณอาโจวก็เป็นห่วงพี่กับลูกๆ มาก เลยสั่งให้ผมแวะมาช่วยดูแลหน่อย ผมก็เลยว่าจะแวะไปดูลาดเลาสักนิดครับ”
ซือเนี่ยนพยักหน้าเข้าใจ “ขอบคุณที่เป็นธุระให้นะ แต่พวกเราสบายดี ไม่มีอะไรหรอก”
“สบายดีก็ประมาทไม่ได้นะครับพี่ ผมได้ยินมาว่าไอ้ขโมยที่มันเคยปีนกำแพงบ้านพี่ครั้งก่อนน่ะ มันออกจากคุกมาแล้ว พ่อผมดันทำเรื่องผิดพลาดไว้ คือดันขายบ้านหลังนั้นให้พวกพี่ ตอนนี้ผมในฐานะลูกชาย ก็เลยต้องมารับผิดชอบชดเชยสิ่งที่พ่อทำไว้ไงครับ”
“พี่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะช่วยสั่งสอนไอ้ขโมยหน้าด้านคนนั้นให้เอง รับรองว่ามันจะไม่กล้ามาปีนกำแพงบ้านพี่อีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน!” เขาพูดอย่างกระตือรือร้น “อ้อ แล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปขอข้าวบ้านพี่กินฟรีๆ หรอกนะ พี่วางใจได้เลย”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันเพลินๆ รถก็จอดเทียบป้ายพอดี
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถได้ไม่กี่ก้าว พวกเขาก็ดันไปเจอหวังเอ้อร์โก่วตัวเป็นๆ เข้าจนได้ และที่มันช่างบังเอิญแบบเหมาะเจาะอะไรขนาดนี้ก็คือ เจ้าหมอนั่นกำลังง่วนอยู่กับการปีนกำแพงบ้านหลังหนึ่งอยู่พอดี!
“เฮ้ย! ไอ้ขโมยตัวแสบ! กล้าดียังไงมาปีนกำแพงต่อหน้าคุณชายอย่างอั๊ว!”
เฉินฮ่าวหรานไม่รอช้า พุ่งพรวดเข้าไปทันที เขาใช้เวลาแค่ไม่กี่อึดใจก็กระชากคอหวังเอ้อร์โก่วร่วงลงมาจากกำแพงได้สำเร็จ
“โอ๊ย!” หวังเอ้อร์โก่วร้องลั่นด้วยความตกใจ มันยังไม่ทันได้ตั้งหลักด้วยซ้ำ หมัดลุ่นๆ ของเฉินฮ่าวหรานก็ประเคนลงมาบนหน้ามันเรียบร้อยแล้ว
ซือเนี่ยนที่กำลังมองสำรวจกำแพงอยู่ ต้องรีบหันมาห้าม “เดี๋ยวก่อนเฉินฮ่าวหราน! นี่มันไม่ใช่บ้านฉันนะ!”
เฉินฮ่าวหรานหยุดกึก เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ถึงกับสะดุ้ง
เพราะบนประตูไม้สีแดงที่เก่าจนสีลอกร่อนบานนั้น ดันมีแถบผนึกสีขาวที่ขาดวิ่นติดแปะเอาไว้
[จบบท]