บทที่ 453: ผู้ช่วยคนใหม่
พอกลับมาเป็นปกติ โจวเจ๋อตงคนพี่ก็กลับมาวางมาดขรึมใส่โจวเจ๋อหานคนน้องตามระเบียบ ทำราวกับว่าไอ้ท่าทีอ่อนโยนเมื่อกี้นี้เป็นเรื่องที่น้องชายคิดไปเองฝ่ายเดียว โจวเจ๋อหานก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร เขาแค่เกาหัวแกรกๆ แล้วตาใสแป๋วถามพี่ชายว่า “แต่ว่าพี่ครับ ไอ้ที่พี่ทำนั่นมันคืออะไรเหรอครับ หวานๆ มีฟองซ่าๆ ด้วย อร่อยสุดๆ ไปเลย อร่อยกว่าไอติมแท่งที่เคยกินอีก”
โจวเจ๋อตงขมวดคิ้วมุ่น เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่ รู้แค่ว่าพอเอาของพวกนั้นมาเทรวมกัน มันก็เกิดฟองฟู่ขึ้นมา ตอนที่เขาวิ่งกลับห้องไปจะเอาสมุดมาจดสูตร หันมาอีกทีน้องชายตัวดีก็ซดเข้าไปเกลี้ยงแล้ว
ซือเนี่ยนที่ฟังอยู่ถึงกับตาวาว ถ้าเสี่ยวหานไม่ได้ท้องเสียเพราะไอ้น้ำนั่น ก็แสดงว่าพ่อลูกชายคนโตของเธอเก่งกาจถึงขนาดทำของวิเศษอะไรขึ้นมาได้จริงๆ “เสี่ยวตง เดี๋ยวกลับบ้านไป ลูกทำแม่ดูหน่อยนะ”
โจวเจ๋อตงพยักหน้ารับคำ
...
พอกลับถึงบ้านได้ลองชิม ซือเนี่ยนก็ฟันธง “นี่มันโคล่า! รสชาติอาจจะจางไปหน่อย แต่ใช่แน่ๆ ฉันจำไม่ผิดหรอก” แต่ปัญหาคือเด็กๆ สมัยนี้ยังไม่รู้จักว่าโคล่าคืออะไร พวกเขาเคยกินอย่างมากก็แค่น้ำโซดา เด็กสามคนเลยได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“คุณแม่ครับ แล้วมันดื่มได้ไหมครับ”
“ดื่มได้สิ แต่เขาเรียกเครื่องดื่มอัดลม นานๆ ดื่มทีก็พอ” ซือเนี่ยนตอบพลางนึกถึงรสชาติ นี่เธอก็ไม่ได้ดื่มของแบบนี้มานานโขแล้ว ยิ่งถ้าได้แช่เย็นเจี๊ยบคงสดชื่นน่าดู เธอยิ่งมองลูกชายคนโตก็ยิ่งทึ่ง เด็กอะไร ทำไมถึงทำโคล่าเป็นด้วย เก่งกาจเกินวัยไปแล้ว เมื่อเห็นว่าลูกชายรักการทดลองเป็นชีวิตจิตใจ เธอเลยหันไปเสนอสามี
“คุณคะ ฉันว่าห้องเก็บของเล็กๆ ในห้องฝั่งตะวันออก เราไม่ได้ใช้ทำอะไร เอามาจัดให้เสี่ยวตงเป็นห้องทดลองส่วนตัวดีไหมคะ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยให้ไปทำในครัว เดี๋ยวก็ได้เกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้อีก”
เธอรู้อยู่แก่ใจว่าชาติที่แล้วโจวเจ๋อตงก็ไปสายนักวิจัย มีหรือที่ตอนนี้เธอจะไม่สนับสนุนเต็มที่ โจวเยว่เซินไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ลูกชายมีจินตนาการและความสามารถขนาดนี้ เขาก็ดีใจเหมือนกัน จึงพยักหน้าตกลง
ซือเนี่ยนเลยถือโอกาสถามไถ่เรื่องการไปทำงานต่างถิ่นของเขา
“เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วครับ” โจวเยว่เซินตอบ “ความจริงการร่วมมือครั้งนี้มันล่าช้าไปหน่อยเพราะเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” แต่กลายเป็นว่าไอ้อุบัติเหตุที่ว่า ดันช่วยให้พวกเขาได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าอย่างไม่น่าเชื่อ จนสุดท้ายก็เซ็นสัญญากันได้สำเร็จ
คู่ค้าครั้งนี้เป็นโรงงานใหญ่จากต่างชาติเลยทีเดียว การได้สัญญาระยะยาวแบบนี้มาครอง อย่างน้อยๆ ก็รับประกันได้ว่าโรงงานของพวกเขาจะอยู่รอดไปได้อีกเป็น 10 ปี แถมยังมีเงินลงทุนก้อนโตไหลเข้ามาอีก เฉินหนานถึงกับวางแผนจะขยายโรงงานให้ใหญ่โตแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
พอซือเนี่ยนเห็นสีหน้าสบายใจของสามี เธอก็วางใจไปด้วย เลยเริ่มเม้าท์มอยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งเรื่องวุ่นๆ ของหวังเอ้อร์โก่วกับซ่งเจาตี้ และเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าที่มหาลัย
“ความสัมพันธ์ระหว่างคนนี่มันซับซ้อนจริงๆ เลยนะคะ อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคู่แข่งขันกันซะงั้น จะทำเป็นเล่นๆ ไม่ตั้งใจ ครูเขาก็จะมองเราไม่ดีอีก แต่ถ้าลู่เหยาเกิดแพ้ฉันขึ้นมา พอกลับไปที่หอพักบรรยากาศมันก็คงอึดอัดแย่ เฮ้อ รู้อย่างนี้ไม่น่าสมัครอยู่หอพักเลยจริงๆ”
ผัวเมียกำลังคุยกันเพลินๆ ก็มีเสียงคนมาเคาะประตู เจ้ารองโจวเจ๋อหานวิ่งแน่วไปเปิด พอเห็นว่าเป็นคุณป้าคนสวยหน้าแปลกตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาก็เอียงคอถามอย่างสงสัย “คุณป้าครับ คุณมาหาใครครับ”
“หนูน้อยจ๊ะ ป้ามาหาพ่อของหนู พ่อหนูอยู่บ้านไหมจ๊ะ”
ใบหน้าไร้เดียงสาของโจวเจ๋อหานเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม หาพ่อ? นี่มันครั้งแรกเลยนะเนี่ย ที่เขาเห็นผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่แม่มาหาพ่อถึงบ้าน
“คุณแม่ครับ! คุณพ่อครับ! มีคุณป้าคนสวยมาหาคุณพ่อด้วยครับ!”
เจ้าตัวเล็กวิ่งตึงตังกลับไปรายงาน ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองโจวเยว่เซินเป็นเชิงถาม เธอก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสูททำงานแบบตะวันตกเนี้ยบกริบ กับรองเท้าส้นสูงปรี๊ดเดินเข้ามาในบ้าน
“สวัสดีค่ะ ขอโทษนะคะ ประธานโจวอยู่ไหมคะ”
ซือเนี่ยนเอียงคอมองสำรวจ ผู้หญิงคนนี้อายุคงราวๆ ยี่สิบกว่าๆ อยู่ในชุดสูททำงานที่ดูคล่องแคล่วปราดเปรียว ผมยาวดัดเป็นลอนสวยงาม ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นสาวออฟฟิศมืออาชีพ เธอมองตรงไปยังโจวเยว่เซิน
โจวเยว่เซินขมวดคิ้วมุ่น ถามกลับเสียงเรียบ “มีธุระอะไรครับ”
“ประธานโจวคะ นี่เอกสารที่ประธานเฉินฝากฉันมาให้คุณเซ็นค่ะ” หญิงสาวคนนั้นยื่นซองเอกสารในมือส่งให้ “พอดีเมื่อคืนคุณเมามาก ฉันเลยไม่อยากรบกวนคุณค่ะ ก็เลยเพิ่งเอามาให้วันนี้”
โจวเยว่เซินรับเอกสารมา “รบกวนคุณแล้ว”
“ประธานโจวอย่าเกรงใจเลยค่ะ ฉันเป็นผู้ช่วยของคุณนะคะ ต่อไปถ้ามีอะไรให้รับใช้ก็เรียกได้เลยค่ะ”
“คุณกลับไปก่อนเถอะ” โจวเยว่เซินพูดแทรกขึ้นมาดื้อๆ น้ำเสียงและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่างเหินและเฉยเมยชัดเจน
ผู้หญิงคนนั้นหน้าเจื่อนไปนิดหน่อย แต่ก็รีบปั้นยิ้มกลับมา เหลือบตามองซือเนี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ซือเนี่ยนมองตามแผ่นหลังบางๆ นั้นไปอย่างใช้ความคิด หุ่นดี อรชรอ้อนแอ้น แถมยังสวยอีกต่างหาก แหม ก็แน่ล่ะสิ เป็นถึงเจ้านายใหญ่ระดับประธาน ผู้ช่วยหรือเลขาฯ ส่วนตัว มันก็ต้องคัดหน้าตาคัดหุ่นกันมาอย่างดีอยู่แล้ว
“เฉินหนานเป็นคนหามาให้ ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องการ แต่เขาเถียงว่าผู้ช่วยที่พูดภาษาเยอรมันกับภาษาอังกฤษคล่องๆ มันหายาก” โจวเยว่เซินรีบอธิบายทันทีที่เห็นภรรยาเงียบไป
ซือเนี่ยนหันมามองเขา “อ้อ... เหรอคะ เมื่อคืนคุณเมาเหรอ”
โจวเยว่เซินชะงักไปนิด “ผมแกล้งทำ ผมไม่ได้เมาหรอก ก็แค่พวกนั้นตื๊อไม่เลิกรา”
ซือเนี่ยนทำเสียงขึ้นจมูก พูดตามตรงเลยนะ ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ไอ้เรื่องเจ้านายกับเลขานี่มันเป็นของคู่กันจริงๆ
โจวเยว่เซินเห็นท่าไม่ดีเลยได้แต่ลูบจมูกแก้เก้อ “เมื่อคืนพอจบเรื่องงาน ผมก็รีบออกมาแต่เช้าเลย แค่อยากรีบกลับมาหาพวกคุณ” เขาอธิบายต่อ “ก็เลยยังไม่ทันได้หยิบเอกสารมาด้วย”
“โอ้... โห...” ซือเนี่ยนลากเสียงยาวเป็นพิเศษ “จะบอกอะไรให้นะคะ สัมผัสที่ 6 ของผู้หญิงมันแม่นมาก สายตาที่ผู้ช่วยคนสวยของคุณมองคุณเมื่อกี้น่ะ มันมีความประจบประแจงซ่อนอยู่”
“ฉันน่ะเชื่อใจคุณนะ แต่ฉันไม่เชื่อคนอื่น” ซือเนี่ยนพูดดักคอ เธอก็ไม่ได้จะโทษผู้หญิงฝ่ายเดียวหรอก ถ้าเรื่องแบบนี้มันจะเกิด ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังอยู่แล้ว “ถ้าฉันไปจับได้ว่ามีอะไรในกอไผ่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลบ้าบออะไรก็ตาม เราหย่ากันสถานเดียว” สายตาเธอมันมีไว้มองของสวยๆ งามๆ ไม่ได้มีไว้ทนเรื่องระคายเคือง
โจวเยว่เซินถึงกับขบกรามแน่น “เนี่ยนเนี่ยน มันจะไม่เป็นแบบนั้นครับ”
“ไม่เป็นแบบนั้น... อะไรคะ”
“จะไม่มีวันนั้น” เขายืนยันเสียงจริงจัง
เขากุมมือเธอขึ้นมา ก่อนจะล้วงกล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ เมื่อเปิดออก ข้างในกลับเป็นแหวนเพชรวงเล็กๆ วงหนึ่ง
“ตอนที่ผมไปทำงาน นอกจากเรื่องงานแล้ว ในหัวผมก็มีแต่คุณ”
เขาอุตส่าห์รีบกลับมา ก็เพราะอยากจะเอาของขวัญชิ้นนี้มาให้เธอเซอร์ไพรส์ แต่ดันมาเกิดเรื่องของเจ้ารองขัดจังหวะซะก่อน จนเขาเกือบจะลืมไปแล้ว
เขาสวมแหวนเพชรลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ มันพอดีอย่างกับวัดมา ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป พออยู่บนมือที่ขาวเนียนละเอียดจนแทบจะมองเห็นขนอ่อนบางๆ ใต้แสงไฟ มันก็ยิ่งดูสวยงามเป็นพิเศษ
โจวเยว่เซินกุมมือเธอยกขึ้นมาจรดริมฝีปาก จูบลงไปเบาๆ
ซือเนี่ยนหน้าแดงก่ำ เผลอค้อนให้วงหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ชักจะกล้าเกินไปแล้ว ลูกๆ ทั้งสามคนยังนั่งหัวโด่อยู่ในห้องนะ!
เธอรีบกวาดตามองไปรอบๆ แต่กลับพบว่าพี่คนโตกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ เจ้ารองก็กำลังมุดหัวค้นของในกระเป๋าเดินทางของพ่ออย่างเมามัน ส่วนเหยาเหยาก็นั่งขีดๆ เขียนๆ วาดรูปเล่นอยู่คนเดียว
โอเค... ไม่มีใครสนใจ
เธอแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่วายค้อนให้สามีอีกที เธอไม่ได้พูดเล่นเรื่องหย่านะจะบอกให้
“คุณแม่ครับ ดูนี่สิครับ! เครื่องบินจำลอง! อันนี้ของผมใช่ไหมครับ” เจ้ารองร้องขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวิบวับจ้องพ่อตาแป๋ว
โจวเยว่เซินยังคงโอบเอวซือเนี่ยนไว้ หันไปมองลูกชายแวบหนึ่งแล้วตอบเรียบๆ “นั่นของพี่ชายลูก”
“อ้าว... แล้วอันนี้ล่ะครับ ของผมหรือเปล่า” เจ้ารองหยิบกระเป๋านักเรียนใบน้อยสีสันสดใสออกมาโชว์
ใบหน้าเล็กๆ ของเขาเหยเกนิดๆ กระเป๋ามันน่ารักเกินไป ไม่เห็นจะเข้ากับมาดเท่ๆ ของเขาเลย แต่เอาน่า... เห็นแก่ที่พ่ออุตส่าห์ซื้อมาให้ ต่อให้น่ารักกุ๊กกิ๊กแค่ไหนก็จะยอมใช้ก็ได้
“นั่นของน้องสาว”
โจวเจ๋อหาน: “...”
เขายังไม่หมดหวัง ก้มหน้าก้มตารื้อค้นต่อไป จนไปเจอกับก้อนอะไรกลมๆ เหมือนกำปั้นสองข้าง
“แล้วนี่อะไรครับ”
“นวมชกมวย อันนี้แหละของลูก เอาไว้ใส่ซ้อมมวย”
[จบบท]