บทที่ 454: ศพที่หายไป
โจวเจ๋อหาน: “...”
ซือเนี่ยนดึงสายตากลับมา อืม ดูท่าว่าชายสูงวัยคนนี้จะไม่ได้โกหก เขาก็ยังห่วงใยคนในครอบครัวอยู่จริงๆ นั่นแหละ
พอคิดได้แบบนี้เธอก็ลุกพรวดไปทำมื้อเย็นให้เขากินเสียหน่อย โจวเยว่เซินก็ไม่รอช้า รีบเดินตามต้อยๆ เข้าไปในครัว
พอได้ยินเสียงฝีเท้า ซือเนี่ยนก็รู้ว่าเป็นใคร เธอกำลังหยิบไข่จากตู้เย็นพอดีเลยหันไปพูด "ฟ้ามืดป่านนี้แล้ว กินอะไรง่ายๆ ก็แล้วกันนะคะ พอดีเด็กๆ ก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน คืนนี้ทำบะหมี่ให้กินดีไหมคะ"
โจวเยว่เซินขานรับในลำคอ พลางพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมช่วยงานอย่างแข็งขัน ร่างสูงโปร่งเดินขวักไขว่ในครัวอย่างคล่องแคล่ว มีเงาเล็กๆ อ่อนโยนของภรรยาอยู่ข้างๆ เป็นภาพที่ดูอบอุ่นสบายตาดีจริงๆ
ไม่นานบะหมี่ก็เสร็จ ซือเนี่ยนจัดการบอกให้เด็กๆ มาตักกันเอง ส่วนเธอก็ยกชามของตัวเองเดินลิ่วออกไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนแล้ว
เจ้าตัวเล็กโจวซีเหยาถือชามก้นลึกใบจิ๋วของตัวเอง เดินไปขอแบ่งเส้นจากชามยักษ์ของพ่อมานิดหน่อย ก่อนจะลงมือสูดเส้นเข้าปากเสียงดังจ๊วบจ๊าบ บนแผ่นหลังเล็กๆ นั่นยังสะพายกระเป๋านักเรียนใบใหม่เอี่ยมอ่อง แม้แต่ตอนกินข้าวยังไม่ยอมถอดออกเลยทีเดียว
วันนี้ทั้งวันเจอกับเรื่องวุ่นวายมามาก ทุกคนในบ้านเลยพากันอ่อนเพลีย ซือเนี่ยนเลยไล่ให้เด็กๆ กินเสร็จรีบไปอาบน้ำเข้านอน ส่วนเธอก็ว่าจะพักผ่อนเร็วหน่อยเหมือนกัน
พอโจวเยว่เซินจัดการธุระส่วนตัวเสร็จกลับเข้ามาในห้อง ก็เห็นซือเนี่ยนนั่งหันหลังให้เขาตรงโต๊ะเครื่องแป้ง กำลังบรรจงลูบไล้ครีมบนใบหน้า เธอถอดแหวนเพชรเม็ดโตออกมาจ้องมองมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน นี่มันเหมือนของจริงเลยนี่นา ถ้าเป็นเพชรจริงต้องแพงหูฉี่แน่ๆ ผู้ชายคนนี้ไปเอาเงินมาจากไหนนักหนา ควักเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมด
โจวเยว่เซินเดินเงียบๆ ไปปิดหน้าต่างด้านข้างเสียก่อน เพราะห้องนี้มันดันหันไปทางทิศตะวันออกพอดี ถ้าลืมปิดหน้าต่างล่ะก็ พรุ่งนี้เช้าได้โดนแดดแยงตาจนตื่นตั้งแต่ไก่โห่แน่ๆ พอกเขาหันกลับมาอีกที
อ้าว คุณภรรยาก็ขึ้นเตียงไปนอนแผ่หลาเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว
โจวเยว่เซิน “...” ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เขาก็สังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ
ผ้าห่มหน้าร้อนมันก็บางเป็นพิเศษอยู่แล้ว สมัยก่อนโจวเยว่เซินนอนไม่เคยต้องห่มผ้า แต่ซือเนี่ยนนี่สิขาดไม่ได้ เธอต้องใช้ผ้าห่มฤดูร้อนที่ห่มแล้วเย็นๆ สบายตัว พอเธอนอนราบนิ่งแบบนั้น สัดส่วนโค้งเว้าบนร่างกายเลยปรากฏต่อสายตาอย่างชัดเจน โจวเยว่เซินรีบเบือนหน้าหนี ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ ในท่านอนหงายตรงแหน็ว แข็งทื่อเป็นท่อนไม้
ท่าทางนี้มันเหมือนตอนเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ เป๊ะ ตอนนั้นเขายังเขินอายไม่กล้าแตะต้องตัวเธอ เวลาขึ้นเตียงทีไรก็นอนตัวแข็งแบบนี้ทุกที แต่พอสนิทกันมากขึ้น แค่ก้าวขาขึ้นเตียงได้เขาก็จับเธอกอดรัดฟัดเหวี่ยงก่อนแล้ว
ซือเนี่ยนเห็นท่านอนของสามีแล้วก็อดขำไม่ได้ ลูกตากลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ เธอค่อยๆ พลิกตัวหันเข้าหาโจวเยว่เซิน ขยับเข้าไปจนตัวแทบจะติดกัน เอามือวางแปะไว้บนอกแกร่งของเขา แล้วลูบไล้ไปมาเล่นๆ “โจวเยว่เซิน ฉันขอตรวจอะไรหน่อยสิคะ”
โจวเยว่เซินที่แกล้งหลับตาอยู่ถึงกับสะดุ้ง ลืมตาโพลงถาม “ตรวจอะไรครับ”
“อ้าว ก็ต้องตรวจดูสิคะ ว่าคุณยังรักษาความบริสุทธิ์ไว้ให้ฉันดีอยู่หรือเปล่า”
ในห้องมันมืดตื๋อเพราะปิดหน้าต่างไปแล้ว ซือเนี่ยนเลยมองไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่โจวเยว่เซินน่ะสายตาดีอย่างกับนกฮูกในเวลากลางคืน เขามองเห็นดวงตาเป็นประกายวิบวับกับร่างกายที่เบียดชิดเข้ามาไม่ห่าง เนื้อตัวนุ่มนิ่มแนบสนิทอยู่กับต้นแขนของเขาแบบนี้ โจวเยว่เซินรู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่ เขาเลยตอบรับไปนิ่งๆ “ได้ครับ คุณตรวจเลย”
ซือเนี่ยนแอบหัวเราะคิกคัก นี่เขาคิดว่าเธอสงสัยจริงๆ เหรอเนี่ย ตาซื่อบื้อเอ๊ย เธอรีบปั้นหน้าเคร่งขรึม เอื้อมมือไปกดเปิดสวิตช์โคมไฟดวงเล็กข้างหัวเตียง แล้วโน้มตัวไปปลดกระดุมเสื้อของเขาอย่างช้าๆ ทีละเม็ด ทีละเม็ด ท่าทางแบบนี้มันไม่เหมือนการตรวจสอบสักนิด แต่เหมือนกำลังยั่วกันชัดๆ
ลูกกระเดือกของโจวเยว่เซินขยับขึ้นลงอย่างห้ามไม่อยู่ เขาได้แต่นอนนิ่งๆ มองการกระทำของเธอเงียบๆ จนซือเนี่ยนดึงสาบเสื้อให้แบะออก เธอกวาดสายตามองสำรวจแผงอกเขาอย่างจาบจ้วง ก่อนจะแกล้งทำหน้ายุ่งขมวดคิ้วใส่
“อ้าว ทำไมกล้ามคุณยังแน่นเปรี๊ยะกว่าเดิมอีกล่ะคะ นี่ก็ไม่ได้ไปฆ่าหมูตั้งนานแล้ว ทำไมมันยังไม่ย้วยลงสักนิดเลย”
โจวเยว่เซินกระแอมเบาๆ ตอบเสียงทุ้มต่ำ “ช่วงนี้ผมออกกำลังกายกับเสี่ยวหานทุกวันครับ” ...
ซือเนี่ยนอ้าปากหาวหวอด “เฮ้อ ดูแล้วความบริสุทธิ์ของคุณก็ยังอยู่ดี งั้นเรานอนกันได้แล้วค่ะ” พูดจบเธอก็ปัดมือเขาออก หันหลังให้ดื้อๆ แล้วขดตัวนอนหลับตาพริ้ม ทำเสียงกรนคร่อกๆ Zzzz...
โจวเยว่เซิน: “...” (ปล่อยให้ค้างเติ่งอยู่แบบนี้น่ะเหรอ)
…
ในเวลาเดียวกันที่บ้านข้างๆ ซ่งเจาตี้ลืมตาโพลงขึ้นมากลางดึกด้วยความกระสับกระส่าย ตั้งแต่ไอ้หวังเอ้อร์โก่วมันออกจากคุกมา เธอก็นอนตาค้างมาหลายคืนติดกันแล้ว
พอยิ่งนึกถึงวันที่หวังเอ้อร์โก่วมันบ้าจี้ปีนกำแพงบ้านซือเนี่ยน ใจเธอก็ยิ่งปั่นป่วนไม่สงบ เธอรู้สึกมาตลอดว่ามันไม่ได้มาเพื่อขโมยของจิ๊บจ๊อยแค่นั้นแน่ๆ หรือว่า... หรือว่ามันจะเห็นอะไรเข้าจริงๆ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง โดยเฉพาะเมื่อตอนกลางวันที่ได้ยินคนแถวนี้พูดกันว่าพักนี้เห็นหวังเอ้อร์โก่วมาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้ ทำท่าลับๆ ล่อๆ เธอก็ยิ่งร้อนใจเข้าไปใหญ่ ซ่งเจาตี้ลุกพรวดจากเตียง คว้าเสื้อผ้ามาสวมลวกๆ แล้วรีบวิ่งแจ้นออกจากบ้านไป
ท่ามกลางความมืดมิด เธอเดินตรงไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านร้างหลังหนึ่ง แสงไฟฉายส่องกระทบประตู เผยให้เห็นแถบกระดาษปิดผนึกที่ยังคงแปะแน่นอยู่ ถึงแม้จะดูเก่าคร่ำคร่าเพราะตากแดดตากฝนมานาน แต่ก็ยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีการฉีกขาด ซ่งเจาตี้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เธอกำลังจะหมุนตัวเดินกลับ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนร้อง “โอ๊ย~” แว่วดังออกมาจากข้างในบ้านหลังนั้น!
ฝีเท้าของเธอหยุดกึกอยู่กับที่ หันขวับกลับไปมองทันที ดวงตาเบิกกว้างสั่นระริก ดูน่ากลัวสุดๆ ในความมืดมิดยามค่ำคืน
…
วันรุ่งขึ้น หลังเลิกเรียน ซือเนี่ยนก็ตรงไปหาอาจารย์สอนภาษาอังกฤษเพื่อคุยเรื่องรายละเอียดของงานที่รับมา ส่วนใหญ่ก็เป็นงานแปลเอกสาร ซึ่งเนื้อหาในนั้นเป็นความลับ ห้ามรั่วไหลเด็ดขาด อาจารย์เลยกำชับนักกำชับหนาว่าต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น ห้ามให้คนอื่นมายุ่งเกี่ยว ลู่เหยายืนอยู่ข้างๆ เธอเหมือนกัน เธอก็ตั้งอกตั้งใจฟังไม่แพ้กัน
พอคุยเสร็จ ทั้งสองก็เดินออกมาด้วยกัน ลู่เหยามองหน้าซือเนี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ซือเนี่ยน หวังว่าเธอจะไม่เข้าใจผิดฉันนะ ที่ฉันรับงานนี้ ฉันไม่ได้คิดจะแย่งอะไรกับเธอ ฉันแค่อยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอ”
ซือเนี่ยน: “...แต่ก็ไม่เคยมีใครพูดเลยนี่นาว่าเธอด้อยกว่าฉัน”
คำพูดนั้นทำให้มือของลู่เหยาที่ถือแฟ้มเอกสารอยู่กำแน่นขึ้นมา
ซือเนี่ยนส่ายหัวเบาๆ ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดกับเธอ
ก็เป็นธรรมดาของโลกมหาวิทยาลัย ใครเรียนเก่งก็ต้องแย่งชิงทรัพยากรดีๆ กันเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็อยากได้ของดี เธอย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว และไม่คิดจะโทษว่าลู่เหยาทำอะไรผิด
แต่การที่ลู่เหยาต้องป่าวประกาศว่าทำไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองน่ะ ความจริงแล้วก็แค่กลัวคนอื่นจะนินทาว่าเธอมาแย่งซีนซือเนี่ยน ก็เลยต้องพูดดักคอเอาไว้ก่อน คิดว่าพูดแบบนี้แล้วจะดูดี ดูขาวสะอาด แต่จริงๆ ก็แค่ปลอบใจตัวเองไปวันๆ เท่านั้นแหละ น่าเสียดายที่ซือเนี่ยนดันมองทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว
ยังเดินไม่ทันจะถึงหน้าบ้านดี ก็เห็นรถตำรวจจอดหราอยู่ปากตรอก ริมถนนก็มีชาวบ้านจับกลุ่มซุบซิบกันให้แซ่ด
“นี่มันมีศพจริงๆ เหรอ น่ากลัวชะมัดเลย ไม่ใช่ว่าเขาเจอศพเจ้าของบ้านคนเก่าไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เป็นศพใครอีกล่ะ”
“จะมีได้ยังไงกันเล่า ตำรวจเขาบอกแล้วว่าไม่เจออะไรเลย ไอ้หวังเอ้อร์โก่วมันกุเรื่องขึ้นมาหลอกคนทั้งนั้นแหละ...”
[จบบท]