บทที่ 457: คุณแม่ คุณพ่อ ทะเลาะกันเหรอครับ
ซือเนี่ยนยังคงสะลึมสะลือไม่เต็มตานัก เธอยังได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบพร่าอยู่ข้างใบหู เหมือนเขาจะถามว่าเธอเต้นรำเป็นหรือเปล่า พอลมหายใจอุ่นร้อนของเธอพ่นคำตอบรับว่า ‘เป็น’ ออกไป ทุกการเคลื่อนไหวของเขาก็พลันหยุดชะงักไปชั่วขณะ
พอเช้าตรู่ โจวเยว่เซินเอ่ยปากปลุกตามปกติ ทว่าคนบนเตียงกลับยังมีอาการขุ่นเคืองหลงเหลืออยู่ ซือเนี่ยนพลิกตัวหันหลังให้เขาอย่างแง่งอน
“เนี่ยนเนี่ยน ถ้ายังไม่ลุก คุณจะไปเรียนสายนะ” โจวเยว่เซินต้องกำหมัดไอแก้เก้อ เขาจงใจลดเสียงให้ทุ้มต่ำลงกว่าเดิม มันเป็นน้ำเสียงที่เจือความรู้สึกผิดและแฝงความระมัดระวังเอาไว้อย่างปิดไม่มิด
ร่างที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาชะงักกึก ซือเนี่ยนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีสถานะเป็นนักศึกษาอยู่ ตายจริง แย่แล้ว เธอบ่นอุบในใจ ก่อนจะฝืนใจลุกขึ้นจากเตียงอย่างเสียหน้าเต็มประดา ตอนเดินผ่านร่างสูงใหญ่ เธอยังแกล้งใช้ไหล่กระแทกเขาไปหนึ่งทีเป็นการเอาคืน
“โอ๊ย!” แต่โจวเยว่เซินกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง กลายเป็นเธอเองที่โดนแรงสะท้อนกลับจนตัวปลิวเกือบจะล้มก้นกระแทกพื้น ช่างเป็นเวรกรรมอะไรของเธอขนาดนี้
โจวเยว่เซินเองก็คาดไม่ถึงว่าซือเนี่ยนจะโกรธได้ขนาดนี้ ถึงขั้นใช้ร่างกายเล็กๆ บอบบางของเธอมาเดินชนเขา พอเห็นเธอร้องอุทานด้วยความเจ็บ เขาก็รีบคว้าแขนเธอไว้แน่นกันไม่ให้ล้มลงไปจริงๆ
ซือเนี่ยนทั้งอายทั้งโมโหจนใบหน้าแดงก่ำ เธอหันไปค้อนให้เขาตาเขียวปั้ดหนึ่งวงโต ก่อนจะสะบัดตัวเดินกระทืบเท้าตึงตังลงไปชั้นล่าง
บรรยากาศตึงเครียดบนโต๊ะอาหารเช้า ทำให้เด็กน้อยทั้งสามสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
“คุณแม่ครับ คุณแม่ทะเลาะกับคุณพ่อเหรอครับ” เจ้ารอง โจวเจ๋อหาน เอ่ยถามขึ้นขณะเคี้ยวไข่ต้มตุ้ยๆ ดวงตากลมแป๋วจ้องมองผู้ใหญ่สองคนสลับกันไปมาอย่างสงสัยใคร่รู้
ซือเนี่ยนที่กำลังตักโจ๊กเข้าปากถึงกับหน้าตึง “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
“ถ้างั้นทำไมคุณแม่นั่งห่างคุณพ่อจังเลยล่ะครับ ปกติคุณแม่ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย” เจ้ารองยังคงไม่คลายความสงสัย ปกติคุณพ่อกับคุณแม่จะต้องนั่งตัวติดกันแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว แต่วันนี้คุณแม่กลับเขยิบไปนั่งเสียไกล แถมยังไม่ยอมพูดกับคุณพ่อสักคำ
“ปกติแม่ไม่เป็นแบบนี้ แล้วปกติแม่เป็นแบบไหนเหรอ”
“ปกติคุณแม่จะนั่งตัวติดกับคุณพ่อเลยครับ แล้วก็ชอบพิงตัวคุณพ่อด้วย กินข้าวไปก็จับมือกันไป บางทีก็ให้คุณพ่อป้อนด้วย” เด็กน้อยแจกแจงรายละเอียดเสียยืดยาว
ซือเนี่ยน: “...” เอ่อ ปกติเธอทำตัวหวานเลี่ยนขนาดนั้นเชียวหรือ
โจวเยว่เซินที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ หันไปมองลูกชาย ดวงตาคมกริบของเขาทอประกายขบขันระยิบระยับ
ซือเนี่ยนเลยหันไปถลึงตาใส่คนเป็นสามีอีกรอบ ก่อนจะกระแอมไอแก้เก้อ “เอาล่ะ กินข้าวของลูกต่อไปได้แล้ว”
ช่างสังเกตอะไรนักหนาก็ไม่รู้ เธอนึกว่าปกติกิริยาท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของเธอกับเขามันแนบเนียนจนเด็กๆ ไม่ทันสังเกตเห็นเสียอีก น่าอายชะมัด
พอมาถึงโรงเรียน ซือเนี่ยนตัดสินใจว่าจะยังไม่รีบส่งไฟล์งานแปลให้อาจารย์สอนภาษาอังกฤษในทันที ในเมื่ออีกฝ่ายให้เวลาตั้งสองวัน เธอก็จะรอส่งวันสุดท้ายนั่นแหละ
ถ้าเธอรีบส่งงานเร็วเกินไป เดี๋ยวอาจารย์จะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นงานง่ายๆ แล้วโยนภาระมาให้เธอเพิ่มอีกเป็นกอง แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงสาวก็เดินเข้าห้องเรียนอย่างสบายอารมณ์ แต่โชคไม่ดีที่ดันเดินสวนกับลู่เหยาที่เพิ่งเอาเอกสารไปส่งพอดี
สภาพของลู่เหยาดูอิดโรยไม่น้อย ขอบตาคล้ำเป็นวง แถมยังมีถุงใต้ตาดำคล้ำอย่างกับหมีแพนด้า ดูท่าว่าเมื่อคืนคงจะโต้รุ่งทำงานหนักมาทั้งคืนแน่ๆ เพื่อโอกาสครั้งนี้ เธอก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่เบาเลยทีเดียว
พอซือเนี่ยนก้าวเข้าห้องเรียน หลิวนานาก็รีบกวักมือเรียก “พี่ซือเนี่ยน ทางนี้”
หลิวนานาอุตส่าห์จองที่นั่งไว้ให้ และโชคดีที่คราวนี้มันไม่ใช่แถวหน้าสุด ซือเนี่ยนจึงไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้ เธอเดินไปนั่งลงข้างๆ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าจางเสวี่ยที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งมีสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าลู่เหยาเสียอีก ดวงตาคู่นั้นทั้งบวมทั้งแดงก่ำ ท่าทางเหมือนเพิ่งผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนัก
ซือเนี่ยนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “จางเสวี่ยเป็นอะไรไปเหรอ”
หลิวนานาทำหน้าลำบากใจ ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าจางเสวี่ยเสียใจทั้งคืนเพราะเรื่องที่เฉินฮ่าวหรานมาหาเธอเมื่อวาน อันที่จริงเรื่องนี้จะโทษซือเนี่ยนก็ไม่ถูก เธอหน้าตาดีก็ไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย ถ้าเฉินฮ่าวหรานจะเกิดชอบเธอขึ้นมาจริงๆ มันก็ช่วยไม่ได้
ยังไม่ทันที่หลิวนานาจะได้อ้าปาก จางเสวี่ยก็กระแทกหนังสือลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ ก่อนจะตวัดสายตาเย็นชามาจ้องเขม็งที่ซือเนี่ยน
ซือเนี่ยนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เธอกับจางเสวี่ยไม่ได้มีเรื่องผิดใจอะไรกันเสียหน่อย
“เสี่ยวเสวี่ย เธออย่าทำแบบนี้สิ” หลิวนานารีบดึงแขนเพื่อนไว้
แต่จางเสวี่ยกลับสะบัดมือออกอย่างแรง “นานา! สรุปเธอเป็นเพื่อนฉันหรือเพื่อนเขากันแน่ เธอก็รู้ทั้งรู้ว่าฉันไม่สบายใจเพราะเรื่องของเขา แต่เธอยังอุตส่าห์ไปจองที่นั่งให้ นี่เธอจะใจดีอะไรขนาดนั้น หรือว่าเธอเองก็อยากเห็นฉันเป็นตัวตลกด้วยอีกคน”
จางเสวี่ยระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด แค่เรื่องของซือเนี่ยนกับเฉินฮ่าวหรานก็ทำให้เธอหงุดหงิดจะแย่อยู่แล้วนี่ยังมาเห็นหลิวนานานั่งคุยดีๆ กับซือเนี่ยนอีก มันหมายความว่ายังไง หรือว่าเธอเองก็อยากจะประจบสอพลอซือเนี่ยนเพราะเห็นว่าบ้านรวยเหมือนกัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งมีเค้าลาง จางเสวี่ยเลยเผลอมองหลิวนานาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรไปด้วย
หลิวนานาถึงกับตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ
“นี่เธอคิดกับฉันแบบนี้เหรอ” เธออุตส่าห์คิดว่าเรื่องระหว่างซือเนี่ยนกับเฉินฮ่าวหรานมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่จางเสวี่ยคิดก็ได้ เห็นเพื่อนเสียใจขนาดนี้ เธอก็เลยตั้งใจว่าจะลองถามซือเนี่ยนให้รู้เรื่องไปเลย แต่ผลกลับกลายเป็นว่าจางเสวี่ยดันมาคิดกับเธอในแง่ร้ายแบบนี้
หลิวนานาโกรธจนแทบสำลัก ในอกมันร้อนรุ่มไปหมด แค่ผู้ชายคนเดียวเนี่ยนะ มันจำเป็นต้องทำให้ต้องมาผิดใจกับเพื่อนฝูงด้วยหรือ
“ถ้าไม่ใช่แบบนั้น แล้วเธอหมายความว่ายังไงล่ะ” พอพูดโพล่งออกไป จางเสวี่ยก็รู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ เธอก็เลยต้องฝืนเชิดหน้าพูดต่อไป
“ช่างเถอะ!” หลิวนานาตวัดตามองเพื่อนสนิทแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความผิดหวัง ไม่อยากจะเสวนาด้วยอีก
ซือเนี่ยนมองคนทั้งสองสลับกันไปมาแล้วก็ได้แต่ปวดเศียรเวียนเกล้า มิตรภาพของเด็กผู้หญิงนี่มันช่างเปราะบางเสียจริง บอกจะเลิกคบก็เลิกกันง่ายๆ ดื้อๆ ขนาดเธอเป็นคนนอกยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แต่เธอก็พอจะเดาได้ลางๆ ว่าเรื่องวุ่นวายนี้ต้องมีเธอเป็นต้นเหตุแน่ๆ
เธอกำลังจะอ้าปากถามไถ่ แต่เสียงของอาจารย์ที่เดินเข้ามาก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เป็นอันว่าได้เวลาเข้าเรียนแล้ว
พอสิ้นเสียงออดบอกเวลาเลิกเรียน จางเสวี่ยก็เป็นคนแรกที่รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องไป
หลิวนานายืนตัวแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ซือเนี่ยนจึงได้โอกาสถามถึงที่มาที่ไปเสียที
“เรื่องนี้เกี่ยวกับฉันด้วยหรือเปล่า จางเสวี่ยเป็นอะไรไปเหรอ”
หลิวนานาหมดหนทางเลี่ยง จำเป็นต้องเล่าความจริง “ก็เพราะเฉินฮ่าวหรานนั่นแหละ เมื่อวานตอนบ่าย เขามาหาพวกเราที่หอ บอกว่าจะมารับเธอกลับบ้าน ก็เลยทำให้จางเสวี่ยเข้าใจผิด คิดว่าเฉินฮ่าวหรานชอบเธอ เมื่อคืนก็เลยนอนร้องไห้ฟูมฟายทั้งคืน”
เธอถอนหายใจยาวเหยียด สมัยมัธยมปลาย เธอกับจางเสวี่ยเคยวาดฝันไว้สวยหรูว่าจะได้เข้ามหาวิทยาลัยแล้วพยายามไปด้วยกัน แต่ใครจะคิดว่าทุกอย่างต้องมาพังทลายลงเพียงเพราะผู้ชายคนเดียว ช่างน่าผิดหวังจริงๆ
ซือเนี่ยนถึงกับอ้าปากค้าง “หา อะไรนะ ฉันแต่งงานมีสามีแล้วนะ เธอยังจะเข้าใจผิดได้อีกเหรอ”
“ก็เพราะในสายตาของพวกเราน่ะ เฉินฮ่าวหรานดูจะเอาอกเอาใจเธอเป็นพิเศษจริงๆ นี่นา”
ซือเนี่ยนถึงบางอ้อในบัดดล คงเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางฝั่งของเฉินหนานนั่นเอง เขาถึงได้ปฏิบัติต่อเธอดีเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง แต่ปัญหาก็คือคนอื่นๆ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ พวกเขายังคิดว่าเธอกับเฉินฮ่าวหรานเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน การที่เขาแสดงท่าทีสนิทสนมด้วยขนาดนี้ มันก็ไม่แปลกที่จะถูกเข้าใจผิด
ซือเนี่ยนยกมือนวดขมับเบาๆ รู้สึกปวดหัวตุบๆ กับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เพื่อตัดปัญหา เธอก็รีบอธิบายว่า “เรื่องนี้มันเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว”
เธอเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉินกับครอบครัวของเธอให้ฟัง แม้ว่าเรื่องราวบางส่วนมันจะฟังดูบังเอิญไปหน่อย แต่ซือเนี่ยนก็ไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว
หลังจากฟังจบ หลิวนานาก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ฉันก็ว่ามันแปลกๆ อยู่แล้ว ไม่น่าจะเป็นอย่างที่จางเสวี่ยคิดเลย โชคดีจริงๆ ที่ฉันไม่ได้เข้าใจเธอผิดไปด้วย”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับ “ฉันกับสามีความสัมพันธ์ดีมาก เขารักฉันมาก... อืม... แล้วฉันก็ชอบเขามากเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ฉันไม่มีทางไปมีเรื่องอะไรแบบนั้นกับเฉินฮ่าวหรานได้หรอก ถ้าจะนับญาติกันจริงๆ เขาต้องเรียกฉันว่าคุณอาด้วยซ้ำไป”
หลิวนานายิ้มแหยๆ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
[จบบท]