บทที่ 46: บาดแผล
ในโลกของเด็กน้อยที่ยังเดียงสา โดยเฉพาะโจวเยว่หานซึ่งอยู่ในวัยเพียงประถมปีที่ 1 ขนมหวานชิ้นเล็กๆ ก็อาจเป็นสิ่งล่อตาล่อใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าการเปิดประตูต้อนรับหญิงชราใจดีที่หยิบยื่นของกินให้ จะกลายเป็นการเปิดทางให้โจรเข้ามาในบ้าน และนำมาซึ่งเรื่องราวเลวร้ายที่ทำให้เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต
ใครจะไปคิด ว่ารอยยิ้มใจดีนั้นจะซ่อนความโลภเอาไว้ ใครจะไปรู้ ว่าคำพูดหวานหูจะกลายเป็นคำโกหกที่ใส่ร้ายป้ายสีพวกเขาอย่างไร้ความปรานี
“พวกเราไม่ได้ขโมยนะ!”
เสียงเล็กๆ ที่พยายามเปล่งออกมานั้นช่างแผ่วเบาและสั่นเครือ ภายใต้การเลี้ยงดูที่เต็มไปด้วยการกดขี่มาอย่างยาวนาน สองพี่น้องไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเพื่อปกป้องตัวเอง ทำได้เพียงยืนตัวสั่น ก้มหน้ามองพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าซือเนี่ยน
แต่ซือเนี่ยนไม่ใช่คนโง่ที่จะหลงเชื่อละครตบตาฉากนี้
เธอมองเลยผ่านเด็กน้อยสองคนที่กำลังหวาดผวาไปยังหญิงชราที่ยืนตีหน้าซื่ออยู่เบื้องหลัง แววตาของเธอเย็นชาและเฉียบคมราวกับใบมีด “ป้าหลิวคะ คิดว่าฉันเป็นเด็กอมมือเหรอ ของมีค่าพวกนั้นเด็กๆ เอาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าเป็นป้าล่ะก็ไม่แน่ จะให้ฉันไปแจ้งตำรวจ หรือว่าป้าจะยอมเอาของออกมาเองดีคะ”
ป้าหลิวหน้าเสีย ไม่คาดคิดว่าซือเนี่ยนจะไม่หลงกลตามที่วางแผนไว้ พอถูกแทงใจดำเข้าอย่างจังก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นแข็งกร้าวทันที “พูดจาอะไรของเธอ ฉันไม่เห็นจะเข้าใจ! ที่บ้านฉันคนรอทานข้าวอยู่ จะไปแล้ว!”
ซือเนี่ยนปล่อยแขนเล็กๆ ของเหยาเหยาที่เกาะเธอไว้แน่น แล้วก้าวไปยืนขวางประตูไว้ “เอาของที่ขโมยไปคืนมาซะ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณโจวกลับมาถึงบ้าน เรื่องมันจะไม่ได้จบแค่การพูดคุยแบบนี้แน่”
“แกกล้าขู่ฉันเหรอ! ฉันบอกว่าไม่ได้เอาไปก็คือไม่ได้เอาไปสิ!” ป้าหลิวขึ้นเสียงสูง ตะคอกใส่หน้าเธออย่างไม่เกรงกลัว
ซือเนี่ยนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “โจวเยว่ตง ไปปลดโซ่ต้าหวง”
สิ้นคำสั่งนั้น โจวเยว่ตงที่ยืนนิ่งอยู่ก็พลันได้สติ เขารู้ดีว่าคำพูดของแม่เลี้ยงมีความหมายว่าอย่างไร การเจรจาด้วยสันติวิธีสิ้นสุดลงแล้ว พวกเขาไม่สามารถต่อกรกับคนพาลอย่างป้าหลิวได้ด้วยคำพูด แต่ต้าหวงทำได้ เด็กชายรีบวิ่งตรงไปยังหลังบ้านทันที
แค่ได้ยินชื่อของ ‘ต้าหวง’ ป้าหลิวก็ถึงกับหน้าถอดสี สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เธอต้องหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
หญิงชราตัดสินใจใช้กำลังผลักร่างของซือเนี่ยนที่ยืนขวางทางอยู่สุดแรง แล้วพุ่งตัวออกไปนอกประตู
ซือเนี่ยนไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเธอเซถลาไปด้านหลัง ศีรษะฟาดเข้ากับขอบไม้แข็งของโซฟาอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลง ภาพสุดท้ายที่เห็นคือใบหน้าตื่นตระหนกของเด็กๆ ที่กำลังร้องไห้และเสียงกรีดร้องที่ดังเสียดแก้วหูของโจวเยว่หาน
ข่าวที่ป้าหลิวบุกเข้าไปขโมยของในบ้านตระกูลโจวและทำร้ายซือเนี่ยนจนสลบแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านราวกับไฟลามทุ่ง แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าคือภาพที่หญิงชราวิ่งหนีตายโดยมีสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ร่างยักษ์ไล่กวดอยู่ไม่ห่าง เสียงกรีดร้องโหยหวนของเธอดังก้องไปทั่ว พร้อมกับสภาพกางเกงที่ถูกคมเขี้ยวฉีกกระชากจนขาดวิ่น เผยให้เห็นเครื่องประดับล้ำค่าที่ซุกซ่อนไว้ร่วงหล่นกระจายเกลื่อนพื้น เป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด
เมื่อซือเนี่ยนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้คือกลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อที่ลอยอบอวลไปทั่ว ตามมาด้วยเพดานสีขาวโพลนที่ดูไม่คุ้นตา
“ฟื้นแล้วเหรอคะ มีอาการเจ็บตรงไหนเป็นพิเศษไหม” เสียงหวานของพยาบาลดังขึ้นข้างเตียง
ซือเนี่ยนยังคงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย แต่ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าเธอน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ... ฉันปลอดภัยดีใช่ไหมคะ” เธอยังจำความรู้สึกตอนที่ศีรษะกระแทกได้อย่างชัดเจน หวังว่ามันจะไม่รุนแรงจนถึงขั้นสมองกระทบกระเทือน
“แค่ศีรษะด้านหลังกระแทกนิดหน่อยค่ะ แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกังวลนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปตามสามีของคุณมาให้” พยาบาลสาวส่งยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น ในแววตานั้นฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “ครอบครัวคุณน่ารักมากเลยนะคะ สามีกับลูกๆ ทั้งสามคนเฝ้าอยู่หน้าห้องไม่ยอมห่างตั้งแต่คุณมาถึงเลย”
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ หัวใจพลันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแผ่วเบา ร่างสูงสง่าของโจวเยว่เซินปรากฏขึ้น ในมือข้างหนึ่งของเขาหิ้วปิ่นโตอาหาร ส่วนมืออีกข้างก็จูงเหยาเหยาที่กำลังเดินเตาะแตะตามมา
“อ๊า อ๊า!” ทันทีที่เห็นซือเนี่ยน เด็กหญิงก็ปล่อยมือจากพ่อแล้ววิ่งตรงมาที่เตียงทันที สองขาป้อมๆ พยายามจะปีนขึ้นไปหาเธออย่างทุลักทุเล
โจวเยว่เซินเดินมานั่งลงข้างเตียง เขาวางปิ่นโตอาหารไว้บนโต๊ะข้างๆ แล้วหันมามองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและซับซ้อน “เป็นยังไงบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
ซือเนี่ยนส่ายหน้า กำลังจะอ้าปากถามถึงเด็กๆ ก็พลันเห็นร่างเล็กผอมบางของสองพี่น้องยืนแอบอยู่หลังประตู ทั้งสองคนเอาแต่ชะโงกหน้ามองเธออยู่ไกลๆ ด้วยแววตาหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้
“หัวฉัน... มีเลือดออกไหม” เธอขยับจะยกมือขึ้นคลำแผล แต่ก็ถูกมือใหญ่ของเขาคว้าไว้เสียก่อน
โจวเยว่เซินรีบปล่อยมือเธอทันทีที่รู้สึกตัว “ไม่มีเลือด แต่บวมนิดหน่อย”
ได้ยินดังนั้น ซือเนี่ยนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “แล้วป้าหลิวล่ะคะ”
“ส่งตัวให้ตำรวจจัดการแล้ว” โจวเยว่เซินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมและจริงจัง “ครั้งหน้าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูแลตัวเองให้ปลอดภัย ที่เหลือรอให้ผมกลับมาจัดการเอง ห้ามเอาตัวเองไปเสี่ยงสู้กับคนพวกนั้นเด็ดขาด”
เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่มาจากในเมือง จะเอาแรงที่ไหนไปสู้กับผู้หญิงบ้านป่าที่คุ้นเคยกับงานหนัก ยิ่งเป็นคนอย่างป้าหลิวด้วยแล้ว พอจนตรอกขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่บ้าบิ่นได้บ้าง สุดท้ายแล้วคนที่ต้องเจ็บตัวก็คือเธอ
ซือเนี่ยนรู้สึกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนั้นเธอแค่คิดจะปล่อยต้าหวงออกไปข่มขู่ให้ป้าหลิวยอมคืนของแต่โดยดี ไม่ได้คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะตื่นกลัวจนขาดสติและตอบโต้กลับมารุนแรงขนาดนั้น
สิ่งที่เธอไม่เคยรู้เลยก็คือ ต้าหวงไม่ได้เป็นแค่สุนัขเฝ้าบ้านธรรมดา ในอดีตเคยมีขโมยที่ใจกล้าแอบปีนรั้วเข้ามาในบ้านตอนกลางคืน และถูกต้าหวงที่ถูกปล่อยให้วิ่งเล่นอย่างอิสระในสวนขย้ำจนขาหักมาแล้ว หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ต้าหวงจึงถูกล่ามโซ่ไว้ตลอดเวลา นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไม่มีใครกล้ามาย่างกรายเข้าใกล้บ้านตระกูลโจวอีกเลย เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าถ้าต้าหวงถูกล่ามโซ่ มันก็เป็นแค่สุนัขที่เห่าเสียงดัง แต่ถ้าโซ่เส้นนั้นถูกปลดออกเมื่อไหร่ มันก็ไม่ต่างอะไรกับอสูรร้ายที่หลุดออกมาจากขุมนรก
ซือเนี่ยนนึกไปถึงภาพของสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ร่างยักษ์ขนฟูสีดำสนิท หน้าตาของมันดุร้ายน่าเกรงขามจนทำให้เธอขาอ่อนได้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมป้าหลิวถึงได้หวาดกลัวจนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนั้น
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” เธอพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
โจวเยว่เซินคงรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของตัวเองอาจจะดุเกินไป เขาจึงหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะพูดด้วยโทนเสียงที่อ่อนโยนลง “กินอะไรรองท้องก่อนเถอะ”
“ขอบคุณค่ะ” ซือเนี่ยนรับปิ่นโตอาหารมาเปิดออก เป็นอาหารง่ายๆ ที่ซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐ แต่ในยามที่ท้องว่างเช่นนี้ รสชาติของมันกลับอร่อยเป็นพิเศษ
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นทิวทัศน์ของตัวเมือง เธอก็รู้สึกดีใจขึ้นมา “ฉันกลับบ้านได้เมื่อไหร่คะ”
“หมอบอกว่าถ้าฟื้นแล้วก็กลับได้เลย”
“งั้นเราแวะไปเดินเล่นในเมืองกันก่อนดีไหมคะ ไหนๆ โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานก็มาด้วยแล้ว เราจะได้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขาเลย” ซือเนี่ยนนึกขึ้นได้ว่าเธอยังติดค้างเรื่องนี้กับเด็กทั้งสองอยู่ หลังจากที่ซื้อเสื้อผ้าให้แต่เหยาเหยาในครั้งก่อน เธอก็รู้สึกผิดในใจมาตลอด กลัวว่าเด็กน้อยที่แสนจะเปราะบางทั้งสองจะเก็บเอาไปคิดมากและน้อยใจว่าเธอไม่รักพวกเขา
โจวเยว่เซินที่กำลังใช้มีดปอกเปลือกผลไม้อยู่นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำในลำคอ “อืม”
เสียงนั้นแม้จะแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่จะไปถึงหูของโจวเยว่หานที่ยืนแอบฟังอยู่หน้าประตู ดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดหลายชั่วโมงของเขาแดงก่ำขึ้นมาอีกระลอก
“ทั้งหมดเป็นความผิดของผม... ผมเป็นคนปล่อยให้ย่าหลิวเข้ามาในบ้าน เธอถึงได้ขโมยของของแม่เลี้ยง... แล้วยังผลักแม่จนเจ็บตัวอีก”
แต่แม่เลี้ยงกลับไม่เคยปริปากโทษเขาเลยสักคำ พอฟื้นขึ้นมาสิ่งแรกที่เธอนึกถึงก็คือการซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เขากับพี่ชาย
เด็กชายสะอื้นฮักจนตัวโยน ก่อนจะหันไปถามพี่ชายด้วยเสียงที่สั่นเครือ “พี่ใหญ่... ผมมันแย่มากเลยใช่ไหม”
[จบบท]