บทที่ 461: ความล้มเหลวในการไขคดีของหลินซือซือ
โจวเจ๋อหานเดินย่องเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ต้องตาโตเมื่อเห็นว่ามีคุณอาตำรวจกลุ่มใหญ่มุงล้อมผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาคุ้นๆ อย่างกับอะไรดี
เด็กน้อยถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก นี่มัน... นี่มันน้าผู้หญิงที่ชื่อซือซือคนนั้นไม่ใช่เหรอ คนที่เขาว่ากันว่าเกือบจะได้แต่งงานกับพ่อ แต่ดันรังเกียจพ่อแล้วหนีเตลิดเปิดเปิงไป แล้วไหงแจ้นมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย
เจ้ารองพยายามมุดหัวเล็กๆ ของตัวเองแทรกเข้าไปในวงล้อมของชาวบ้านจนได้ยินเสียงแหลมๆ ของผู้หญิงคนนั้นดังมาแต่ไกล “สหายตำรวจคะ ฉันมั่นใจสุดๆ เลยว่าเป็นผู้หญิงคนนี้แหละที่ฆ่าคน เธอต้องเอาศพไปซ่อนไว้ในบ้านตัวเองแน่ๆ ค่ะ”
ซ่งเจาตี้ เจ้าของบ้านที่ถูกชี้หน้า ยืนตัวแข็งทื่อ มองผู้หญิงแปลกหน้าด้วยสายตาที่ทั้งเย็นชาและงุนงงเต็มประดา
ยัยนี่เป็นใครกัน? แต่สำเนียงพูดจาแบบนี้... คุ้นหูจังแฮะ อ้อ ใช่เลย เหมือนสำเนียงของพวกเด็กๆ บ้านคุณนายซือเนี่ยนไม่มีผิด แต่แถวนี้ก็มีแค่บ้านนั้นบ้านเดียวที่พูดสำเนียงนี้ แล้วผู้หญิงคนนี้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา แถมยังทำท่าทำทางเหมือนรู้ดีไปซะทุกอย่าง ลากตำรวจมาถึงหน้าบ้านเธออีก
ซ่งเจาตี้พยายามขุดความทรงจำจนหัวแทบระเบิด ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยไปสร้างความแค้นอะไรกับผู้หญิงคนนี้ไว้ตอนไหน
ชาวบ้านที่มุงดูก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา “อ้าว คุณ พูดจาอะไรไม่เข้าเรื่องน่ะ จะมาบอกว่าเจาตี้ฆ่าคนได้ยังไง ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าผัวแกถูกผีหญิงม่ายนั่นมันลากตัวไป”
“ใช่ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน ไอ้เจ้าหวังเอ้อร์โก่วมันยังปากดีบอกว่าศพอยู่ในบ่อน้ำนู่น วันนี้คุณกลับมาบอกว่าศพอยู่ในบ้านเจาตี้ นี่คุณเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่หวังเอ้อร์โก่วจ้างมาป่วนหรือเปล่าเนี่ย!”
แหงล่ะ ชาวบ้านย่านนี้เขาก็ต้องเชื่อซ่งเจาตี้ที่อยู่กันมาเป็นสิบปี มากกว่ายัยผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้คนนี้อยู่แล้ว ยิ่งนึกถึงวีรกรรมของหวังเอ้อร์โก่วที่ไปชี้มั่วๆ ว่ามีศพในลานบ้านร้างนั่น แต่ตำรวจไปค้นเท่าไหร่ก็คว้าน้ำเหลว ป่านนี้ตำรวจเขาคงเอือมระอาไอ้หมอนั่นเต็มทนแล้ว หวังเอ้อร์โก่วเลยต้องเปลี่ยนแผน หันไปจ้างผู้หญิงคนนี้มาเป่าหูตำรวจแทนแน่ๆ
หลินซือซือซึ่งเตรียมข้อมูลมาอย่างดี (ในความคิดของตัวเอง) พอได้ยินชาวบ้านพูดแบบนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะออกมา “นี่มันปีไหนสมัยไหนกันแล้วคะ พวกคุณยังจะมางมงายเรื่องผีสางอะไรกันอยู่อีก โลกนี้มันไม่มีผีหรอกค่ะ! ข่าวลือนั่นมันก็แค่เรื่องแต่งขึ้นมาหลอกพวกคุณให้หัวปั่นกันไปเอง หวังเอ้อร์โก่วหาศพไม่เจอก็ถูกแล้ว ก็เพราะมีคนชิงย้ายศพไปก่อนน่ะสิ และคนคนนั้น... ก็คือเธอ!” พูดจบรอบนี้เธอก็ชี้นิ้วไปที่ซ่งเจาตี้เต็มๆ
ชาวบ้านอ้าปากค้างกันเป็นแถว ส่วนซ่งเจาตี้ก็โกรธจนหน้าเขียว “คุณ... คุณพูดบ้าอะไรของคุณ มีหลักฐานเหรอ!”
“มีสิคะ ฉันมีหลักฐานเพียบเลย! ฉันรู้มาว่าผัวคุณมันไปติดพันกับหญิงม่ายคนนั้น แถมยังขู่จะหย่ากับคุณด้วยใช่ไหมล่ะ บ้านคุณน่ะมีลูกสาวตั้ง 5 คน มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่คนเดียว พ่อแม่คุณก็พวกนิยมลูกชายมากกว่าลูกสาวอยู่แล้ว พวกเขาเกลียดคุณจะตาย ชื่อ ‘เจาตี้’ ที่แปลว่า ‘เรียกน้องชาย’ ของคุณมันก็ฟ้องอยู่ทนโท่”
“ถ้าคุณโดนหย่า คุณก็ไม่มีหัวซุกหัวนอนแน่ๆ ด้วยความแค้น คุณก็เลยร่วมมือกับผัวคุณฆ่าหญิงม่ายนั่นซะ แต่ทีนี้ผัวคุณดันเกิดสำนึกผิดอยากไปมอบตัว คุณกลัวว่าจะโดนลากไส้ออกมาด้วย ก็เลยชิงฆ่าผัวตัวเองปิดปากซะอีกศพ! แล้วก็เอาศพเขาไปโยนทิ้งในบ่อน้ำที่บ้านร้างนั่น!” หลินซือซือร่ายยาวราวกับตาเห็น เธอกำลังนึกถึงบทสัมภาษณ์ของซือเนี่ยนที่เคยเล่าถึงคดีนี้ในชาติที่แล้วอย่างภาคภูมิใจ
เธอกระหยิ่มยิ้มย่อง เชิดหน้าขึ้นแล้วสรุปตบท้ายว่า “แล้วคุณก็ได้ฮุบสมบัติทั้งหมดของเขามาแบบสบายๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ”
คราวนี้ชาวบ้านเริ่มลังเล จากที่เคยเข้าข้างซ่งเจาตี้ ตอนนี้กลับเริ่มมีแววตาสงสัย เพราะสิ่งที่หลินซือซือพูดมันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ผู้หญิงที่โดนผัวทิ้งในยุคนี้มันลำบากจริงๆ ยิ่งซ่งเจาตี้ไม่มีลูกด้วยแล้วยิ่งแย่ บางคนทนแรงกดดันไม่ไหวถึงกับไปผูกคอตายก็มี แล้วจู่ๆ หญิงม่ายก็มาตาย ผัวก็หายตัวไปพร้อมกัน มันช่างประจวบเหมาะอะไรขนาดนี้ ซ่งเจาตี้กลายเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดในพริบตา เลยไม่มีใครคิดสงสัยเธอเลย
ซ่งเจาตี้ยืนตะลึงไปพักใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะเยาะออกมา “แล้ว... คุณมีหลักฐานอะไรมายืนยันคำพูดของคุณล่ะ?”
“ก็แค่หาศพในบ้านคุณให้เจอก็พอแล้วไงล่ะ! นั่นแหละหลักฐานชั้นดีเลย!” หลินซือซือตอบกลับอย่างมั่นใจเกินร้อย
พวกสหายตำรวจเองก็เริ่มจะคล้อยตามคำพูดที่ฉะฉานของหลินซือซือแล้วเหมือนกัน
ซ่งเจาตี้ยังคงยิ้มเยาะ “แล้วถ้าหาไม่เจอ... คุณจะรับผิดชอบยังไง?”
“ถ้าหาไม่เจอ ฉันยอมโขกศีรษะขอโทษคุณเดี๋ยวนี้เลย!” หลินซือซือรับคำท้าทันที
เธอจำได้แม่นว่าในข่าว ซือเนี่ยนเคยพูดไว้ว่าคดีนี้เกือบทำเธอเอาชีวิตไม่รอด “คนร้ายฉลาดมากค่ะ เธอเอาศพไปซ่อนไว้ในที่ที่เธอมองเห็นมันได้ทุกวัน แต่กลับไม่มีใครหาเจอเลย ถ้าไม่ใช่เพราะฉันปักใจเชื่อว่าเธอคือคนร้ายตัวจริงนะ ฉันก็คงโดนฝีมือการแสดงขั้นเทพของเธอต้มจนเปื่อยไปแล้ว”
นักข่าวยังถามต่อด้วยว่า “แล้วตกลงเจอศพที่ไหนครับ”
ซือเนี่ยนก็ตอบว่า “ก็ในบ้านของเธอนั่นแหละค่ะ”
...
ด้วยเหตุนี้ หลินซือซือจึงมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าศพต้องอยู่ในบ้านของซ่งเจาตี้แน่นอน
“เหอะๆ ได้เลย! งั้นฉันก็จะให้พวกคุณเข้าไปค้นให้หนำใจไปเลย!” ซ่งเจาตี้พูดจบก็เบี่ยงตัวหลีกทางให้
ตำรวจเมื่อเห็นท่าทีท้าทายของเจ้าของบ้าน ประกอบกับความมั่นอกมั่นใจของหลินซือซือ แถมยังเป็นคดีค้างเก่าเมื่อสิบปีก่อน ถ้าปิดคดีได้มีหวังได้เงินรางวัลกันถ้วนหน้า คิดได้ดังนั้นก็ไม่รอช้า พากันกรูเข้าไปรื้อค้นในบ้านทันที
เจ้ารองเห็นท่าไม่ดี คิดจะเผ่นกลับไปฟ้องแม่ แต่เจ้าต้าหวงตัวดีกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน เด็กน้อยเลยต้องจำใจแบกโซ่เหล็กเส้นเบ้อเริ่มเทิ่มขึ้นพาดบ่า แล้วออกแรงยื้อสุดชีวิต หันหลังให้ต้าหวงพยายามลากมันกลับบ้าน สภาพตอนนี้เลยไม่ต่างอะไรกับการเล่นชักเย่อกับหมา
ก็ต้าหวงมันเป็นถึงสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ไซส์ยักษ์ที่โตเต็มวัยแล้ว ส่วนโจวเจ๋อหานถึงแม้จะขยันฝึกด้วยเหล็กถ่วงน้ำหนักมาตลอด แต่ก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยตัวกะเปี๊ยก ต่อให้แรงเยอะกว่าเด็กรุ่นเดียวกันยังไง ก็ไม่มีทางสู้แรงหมาที่หนักกว่าร้อยจินได้อยู่แล้ว
ต้าหวงเองก็คงคิดว่าตัวเองเป็นหมาผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว มันเลยไม่เคยคิดจะฟังคำสั่งของเด็กกะโปโลอย่างโจวเจ๋อหานเลยสักนิด ที่บ้านน่ะ มันจะยอมสงบเสงี่ยมก็ต่อเมื่อเจอซือเนี่ยน โจวเยว่เซิน หรือไม่ก็น้องเล็กอย่างเหยาเหยาเท่านั้นแหละ
ผลลัพธ์ก็คือ เจ้ารองผู้น่าสงสารถูกเจ้าหมาลากถูลู่ถูกังมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลซ่งแทน รองเท้าแทบจะครูดไปกับพื้น หน้าผากเล็กๆ นั่นถึงกับมีเส้นเลือดปูดโปน
“ต้าหวง! ไม่ได้นะ! กลับบ้าน! แม่บอกแล้วไงว่าอย่าไปที่ที่คนเยอะๆ!”
ชาวบ้านพอเห็นหมาตัวใหญ่ยักษ์กำลังตรงเข้ามา ก็พากันร้องว้าย แหวกทางให้แทบไม่ทัน
“อ๊าย! นั่นมันหมาบ้านโจวนี่หว่า!”
“ปล่อยออกมาได้ไงเนี่ย ตัวยังกับควาย น่ากลัวชะมัด หลบเร็วๆ เข้า!”
การที่ฝูงชนพร้อมใจกันเปิดทางให้แบบนี้ดูเหมือนจะทำให้ต้าหวงรู้สึกภูมิอกภูมิใจในศักดิ์ศรีของตัวเองไม่น้อย มันเลยยิ่งก้าวฉับๆ เดินตัวลอยลมเข้าไปใหญ่
เจ้ารองเห็นท่าไม่ดี กลัวว่าเจ้าหมาบ้าพลังจะไปก่อเรื่องเข้าจริงๆ เลยได้แต่แหกปากตะโกนสุดเสียงกลับไปทางบ้าน
“คุณแม่ครับ! คุณแม่! ต้าหวงมันจะก่อเรื่องแล้ว! มาช่วยผมเดี๋ยวนี้นะคร้าบ!”
ซือเนี่ยนที่กำลังง่วนอยู่กับการอาบน้ำให้เหยาเหยาในห้องน้ำ ไม่ได้ยินเสียงเอะอะข้างนอกเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งได้ยินเสียงโวยวายของลูกชายคนรองนั่นแหละ เธอถึงรีบเช็ดตัวให้ลูกสาวจ้าละหวั่น แล้วตะโกนเรียกเจ้าใหญ่ที่กำลังหมกตัวทดลองอะไรก็ไม่รู้อยู่ในห้องทดลอง ให้ออกมาแต่งตัวให้น้องสาว ก่อนที่ตัวเองจะเผ่นพรวดออกไปดู
พอออกมาเธอก็เห็นคนมุงกันเต็มหน้าบ้านตระกูลซ่ง แถมเจ้าต้าหวงตัวดีก็กำลังเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านเขาหน้าตาเฉย เธอเลยต้องรีบตวาดออกไปสุดเสียง “ต้าหวง! นั่งลงเดี๋ยวนี้!”
คอที่ยืดซะสูงของต้าหวงหดกลับมาทันควัน มันหันขวับมามอง ‘แม่หมา’ ของมัน แล้วก็ยอมหยุดแต่โดยดี ซือเนี่ยนถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ปกติเจ้าหมาตัวนี้มันไม่ค่อยจะควบคุมไม่อยู่แบบนี้นี่นา ครั้งสุดท้ายที่จำได้ก็คือตอนเข้าป่าแล้วมันไปกัดกระต่ายตายจนได้ลิ้มรสเลือดนั่นแหละ แล้วนี่มันคึกอะไรขึ้นมาอีก
ซือเนี่ยนเดินฝ่าวงล้อมเข้าไปหาลูกชาย กวาดตามองฝูงชนด้วยความสงสัย เจ้ารองพอเห็นแม่มาก็หันไปทำหน้าเยาะเย้ยใส่ต้าหวง “เป็นไงล่ะ บอกไม่ฟังดีนัก โดนดุเลย สมน้ำหน้า!”
ต้าหวงได้แต่ส่งเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอ แต่พอเห็นซือเนี่ยนเดินเข้ามาใกล้ หางมันก็เริ่มกระดิกดุ๊กดิ๊กโดยอัตโนมัติ
ซือเนี่ยนลูบหัวมันปุๆ “อยู่นิ่งๆ เลยนะ” แล้วก็หันไปกระซิบถามเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
เพื่อนบ้านคนนั้นรู้จักซือเนี่ยนดีอยู่แล้วเลยรีบเล่าให้ฟังทันที “โอ๊ย เสี่ยวซือ ก็ไม่รู้อะไรเหมือนกัน จู่ๆ ก็มีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้โผล่มา ชี้หน้าด่าเสี่ยวซ่งฉอดๆ เลยนะ บอกว่าเสี่ยวซ่งเป็นฆาตกร ฆ่าคนแล้วซ่อนศพไว้ในบ้านตัวเองนี่แหละ คุณว่ามันเหลวไหลสิ้นดีไหมล่ะ”
แววตาของซือเนี่ยนไหววูบเล็กน้อย “ผู้หญิงเหรอคะ?”
[จบบท]