บทที่ 462: ศึกชิงผลงาน
"ใช่เลยจ้ะ ผู้หญิงคนนั้นอายุอานามก็ไม่เท่าไหร่ ดูไปดูมาก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับคุณนั่นแหละ เอ๊... ไม่สิ ต้องบอกว่าดูแก่กว่าหน่อยๆ ถึงจะถูก พอมาถึงปุ๊บก็โพล่งขึ้นมาเลยว่าตัวเองน่ะรู้ความจริงทั้งหมด ไม่รู้มาจากที่ไหน จู่ๆ ก็โผล่มา แถมหน้าตาก็ไม่คุ้นเอาซะเลย ท่าทางจะเป็นคนต่างถิ่น"
เจ้ารองที่ยืนฟังอยู่ด้วย เขย่าชายเสื้อซือเนี่ยนยิกๆ ก่อนจะกระซิบ "คุณแม่ครับ นั่นมันคุณน้าคนที่ไม่ยอมแต่งงานกับคุณพ่อแล้วหนีไปนี่ครับ"
เจ้าหนูขมวดคิ้ว พยายามนึกอยู่แป๊บนึง แล้วก็พูดออกมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจ "เหมือนคุณยายจะเรียกเขาว่า... ซือซือ นะครับ"
ซือเนี่ยนถึงกับหยุดกึกไปนิดหนึ่ง "หลินซือซือ"
"ใช่ครับ!" เจ้ารองรีบพยักหน้าหงึกๆ "ชื่อนี้เป๊ะเลยครับ!"
ซือเนี่ยนออกอาการประหลาดใจเต็มที่ หลินซือซือเนี่ยนะ... แม่สาวน้อยคนนั้นมาโผล่ที่เมืองปักกิ่งได้ยังไงกัน ในเมื่อสอบติดมหาวิทยาลัยที่บ้านเกิดก็ควรจะก้มหน้าก้มตาเรียนอยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ แล้วนี่อะไร จู่ๆ ก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมยังมาชี้นิ้วบอกว่าซ่งเหยียนจือคือฆาตกรตัวจริง รู้อีกต่างหากว่าศพถูกซ่อนไว้ในบ้านของซ่งเจาตี้
ขนาดตัวเธอเองที่คลุกคลีอยู่กับซ่งเจาตี้มาตั้งนาน รู้เรื่องรู้ราวมาก็เยอะแยะ ยังทำได้แค่คาดเดาอยู่ในใจ แล้วแม่คุณหลินซือซือไปเอาความมั่นอกมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนกัน
ซือเนี่ยนกำลังยืนมึนๆ จู่ๆ ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิยายก็แวบเข้ามาในหัว มันเป็นเหตุการณ์ช่วงท้ายๆ เรื่องเลยนี่นา... ในนิยายเนี่ย หลินซือซือตามฟู่หยางมาถึงเมืองปักกิ่ง แล้วก็ประกาศก้องว่าจะทำธุรกิจหาเงิน โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น
ต้องเข้าใจว่าในยุคนี้สมัยนี้ เด็กสาววัยขนาดนั้นแทบไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นออกมาทำธุรกิจของตัวเองหรอก ความคิดของหลินซือซือเลยไม่ค่อยมีใครเห็นดีเห็นงามด้วย แม้แต่บ้านตระกูลฟู่เองก็ไม่สนับสนุน แต่ก็นั่นแหละ... บทนางเอกมันค้ำคอ ยังไงซะธุรกิจก็ต้องได้ทำอยู่ดี
แล้วด้วยอภินิหารของความเป็นนางเอก ไม่ว่าจะผู้หลักผู้ใหญ่อุปถัมภ์หรือโอกาสทองฝังเพชร มันก็พากันลอยมาประเคนให้ถึงที่ บางทีอาจเป็นเพราะชื่อเสียงที่บ้านเกิดมันดังเปรี้ยงปร้างจนหมดมุกจะให้ตบหน้าใครแล้ว ผู้เขียนเลยต้องย้ายโลเคชันมาที่เมืองปักกิ่งซะเลย จะได้เปิดศึกตบหน้ารอบใหม่ได้
พอย้ายมาถึงปักกิ่งใหม่ๆ ใครๆ ก็ดูถูกดูแคลนว่ายังเป็นเด็ก แต่หลินซือซืออาศัยออร่านางเอกเปล่งประกาย ไปผูกมิตรกับคนรวยเข้าได้อย่างง่ายดาย จากที่เคยโดนสบประมาท กลายเป็นที่ชื่นชมในเสน่ห์ความเก่งกาจ จนเปิดทางสว่างโร่สู่การเป็นเถ้าแก่เนี้ย
แน่ล่ะ อุปสรรคมันก็ต้องมีบ้างตามสูตร ในนิยายเล่าว่ามีคดีปริศนาคดีหนึ่งเกิดขึ้นแถวๆ ที่พักของคนรวยคนนั้น แล้วหลินซือซือก็เป็นคนคลี่คลายคดีได้แบบชิลๆ จนได้ลงหนังสือพิมพ์ใหญ่โตกลายเป็นคนดังของเมืองปักกิ่ง พอกลับบ้านไปคราวนี้ ก็เลยได้ตบหน้าพวกญาติขี้อิจฉาซะหน้าหัน...
ซือเนี่ยนคิดตาม... เดี๋ยวนะ... คดีปริศนาที่ว่านั่น... หรือว่าจะเป็นคดีของซ่งเจาตี้ ซือเนี่ยนไม่เคยนึกถึงฉากนี้มาก่อนเลยตอนที่หลินซือซือโผล่มา เพิ่งจะมาตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าพลังของนางเอกนี่มันสุดยอดจริงๆ ขนาดตัวอยู่บ้านนอกแท้ๆ ยังอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาปิดคดีถึงเมืองปักกิ่งได้ สมแล้วจริงๆ ที่เป็นนางเอก
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังยืนทึ่งในความสามารถของตัวเอกในนิยายอยู่นั่นเอง หลินซือซือก็เดินเชิดหน้าออกมาจากในบ้าน เมื่อกี๊เธอแว่วเสียงเจ้ารองแล้วรู้สึกคุ้นๆ หู ตอนแรกก็นึกว่าหูฝาดไป แต่พอนึกอีกทีว่าซือเนี่ยนก็มาเรียนที่ปักกิ่งเหมือนกัน เลยรีบแจ้นออกมาดู แล้วก็โป๊ะเชะ... เป็นพวกเขาจริงๆ ด้วย
หลินซือซือตกใจไม่น้อย ไม่นึกเลยว่าชาตินี้ซือเนี่ยนก็ยังดั้นด้นมาถึงนี่ได้อีก แม้ว่าเธอจะอุตส่าห์เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของยัยนี่ไปแล้วแท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ต้องเจอยังไงมันก็ต้องเจออยู่วันยังค่ำ ทำเอาเธอใจหายวาบไปเหมือนกัน... แต่พอตั้งสติคิดอีกที ตอนนี้บ้านนั่นก็ยังถูกปิดตายอยู่ แถมเท่าที่เธอไปสืบๆ มา คดีนี้ก็ยังปิดไม่ลง ยังเป็นคดีปริศนาคาใจชาวบ้านอยู่เลย
แบบนี้ก็แปลว่า ซือเนี่ยนในชาตินี้คงไม่มีปัญญาไปคลี่คลายคดีนี้ได้หรอก! เผลอๆ คดีนี้แต่เดิมอาจจะเป็นฝีมือของฟู่หยางด้วยซ้ำ แต่ซือเนี่ยนจอมปลอมนั่นคงไปปั่นข่าวว่าเป็นผลงานตัวเอง พอมาชาตินี้ไม่มีฟู่หยางคอยหนุนหลัง เธอก็เลยกลายเป็นยัยบื้อไปเลย...
พอคิดได้แบบนี้ หลินซือซือก็โล่งใจขึ้นมาทันควัน เธอยักคิ้วให้ซือเนี่ยนทีหนึ่งอย่างนึกภูมิใจในตัวเอง 'เสียใจด้วยนะยะ ชาตินี้เธอหมดสิทธิ์ได้เรือนสี่ประสานหลังนั้นแล้ว เพราะโอกาสทองนี่... มันเป็นของฉันต่างหาก!'
"อ้าว พี่ซือเนี่ยน บังเอิญอะไรอย่างนี้คะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าจะเจอพี่ที่นี่ด้วย"
ซือเนี่ยนมองตอบนิ่งๆ "นั่นสิ บังเอิญจริงๆ อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงนี่เพื่อคลี่คลายคดี เธอนี่ก็เก่งใช่ย่อยเลยนะ"
เธอรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ เพราะตามไทม์ไลน์แล้ว ตอนนี้หลินซือซือควรจะปักหลักอยู่ที่บ้านเกิด ส่วนฟู่หยางก็ระเห็จไปอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือตั้งไกล เนื้อเรื่องมันบิดไปจากนิยายตั้งเยอะ แล้วทำไมหลินซือซือถึงยังแจ้นมาปักกิ่ง หรือว่า... มาเพื่อคดีนี้โดยเฉพาะเลย
หลินซือซือยิ้มหวาน "แหม ก็แค่บังเอิญน่ะค่ะ... ว่าแต่พี่ซือเนี่ยนคะ พี่อยู่ที่นี่มาตั้งนานนม ไม่ยักกะสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ บ้างเลยเหรอคะ" ชาติที่แล้วสร้างภาพซะดิบดีว่าเก่งอย่างนั้น ฉลาดอย่างนี้ ใครๆ ก็พากันอวยยศ... หลินซือซือนึกว่าซือเนี่ยนจะเจ๋งสักแค่ไหน ที่แท้... ก็งั้นๆ แหละ
ซือเนี่ยนได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมา ที่จริงเธอก็สังเกตเห็นนั่นแหละ แต่เธอแค่ไม่อยากยุ่งให้เปลืองตัว ว่ากันตามตรง การที่หลินซือซือโดดมาแย่งซีนปิดคดีแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีกับเธอซะอีก ไม่ต้องเมื่อยมือเองก็มีคนมาจัดการให้เสร็จสรรพ เธอแค่นั่งสวยๆ รอดูผลลัพธ์ แบบนี้จะไม่แฮปปี้ได้ยังไง ตอนนี้เธอก็เลยยินดีที่จะสวมบทเป็นผู้ดูละครเงียบๆ
"โอ๊ย ไม่เลยจ้ะ เรื่องใหญ่โตแบบนี้ฉันจะไปกล้ายุ่งเกี่ยวได้ยังไง"
พอได้ยินคำตอบที่ดูขี้ขลาดแบบนั้น หลินซือซือก็ยิ่งยิ้มกว้างอย่างได้ใจ
แต่แล้ว สหายตำรวจหลายนายก็เดินหน้าเครียดออกมาจากบ้านหลังนั้น เห็นชัดๆ เลยว่าเข้าไปคว้าน้ำเหลวกันมาอีกรอบ... ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ มีคนโทรไปแจ้งความไม่หยุดหย่อนว่ามีศพอยู่ในตรอกนี้ แถมแต่ละคนที่แจ้งก็เล่าซะเป็นตุเป็นตะ สหายตำรวจเลยจำใจต้องมาดูให้เห็นกับตา แต่มาทีไรก็กลับไปมือเปล่าทุกที ชักจะหงุดหงิดเต็มทนแล้วเหมือนกัน
หลินซือซือพอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเจ้าหน้าที่ ในใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ
"ต้องขอโทษสหายท่านนี้ด้วยนะคะ" ซ่งเจาตี้ฉวยโอกาสนี้บีบน้ำตา "สหายตำรวจไม่เจอศพที่คุณพูดถึงในบ้านของฉันเลย ทำให้คุณต้องผิดหวังแล้ว... แต่การที่ฉันต้องมาถูกคนใส่ร้ายป้ายสีกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ หวังว่าสหายตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับฉันด้วยนะคะ!"
พอซ่งเจาตี้เปิดประเด็น เท่านั้นแหละ เสียงชาวบ้านที่มุงดูก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
"นั่นไง ฉันว่าแล้วว่าไม่ใช่ฝีมือเสี่ยวซ่งหรอก!"
"ใช่ๆ ดูนิสัยซื่อๆ ทื่อๆ แบบนั้น จะไปกล้าทำเรื่องสยองขวัญแบบนั้นได้ยังไง"
"เสี่ยวซ่งน่ะนะ ขนาดหมาแมวแถวนี้ยังคอยเอาข้าวให้กินเลย นี่มาโดนใส่ร้ายกันได้ขนาดนี้ มันจะเกินไปแล้ว! ต้องจัดการให้หนักเลยนะ!"
ทุกคนต่างแสดงความไม่พอใจอย่างออกนอกหน้า การที่มีคนต่างถิ่นโผล่มาจากไหนไม่รู้ จู่ๆ ก็พาตำรวจมาค้นบ้านคนอื่น แถมยังกล่าวหาเขาว่าเป็นฆาตกรอีก แบบนี้ใครจะไปทนดูไหว
หลินซือซือหน้าแดงก่ำ เถียงคอเป็นเอ็น "ที่ฉันพูดน่ะเรื่องจริงทั้งหมด! ต้องเป็นเพราะพวกคุณค้นกันไม่ดีแน่ๆ ศพต้องยังอยู่ในบ้านนั่นแหละ!"
สหายตำรวจที่โดนพาดพิงถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจ "คุณครับ พวกเราค้นทุกซอกทุกมุมแล้วนะ ไม่เจอศพที่คุณว่าจริงๆ คุณกำลังจะบอกว่าพวกเราทำงานชุ่ยงั้นเหรอ"
หลินซือซือร้อนรนจนแทบจะบ้าตาย... ก็ในนิยายที่ซือเนี่ยนเขียนไว้น่ะสิ มันไม่ได้บอกรายละเอียดชัดๆ นี่นาว่าศพอยู่ตรงไหน แค่บรรยายคร่าวๆ ว่า 'อยู่ในบ้านตระกูลซ่ง' เธอก็เลยปักใจเชื่อแบบนั้น แต่พอเอาเข้าจริง มันอยู่ส่วนไหนของบ้านล่ะ เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน!
ตอนนี้เธอเลยได้แต่โวยวาย "พวกคุณ... พวกคุณเข้าไปค้นอีกรอบสิ! ต้องเจอแน่ๆ!"
"นี่เธอ!" ซ่งเจาตี้ตะโกนใส่หน้าอย่างเกรี้ยวกราด "เธอเป็นใครกันแน่! ฉันไปทำอะไรให้เธอแค้นเคืองนักหนา ถึงต้องมาใส่ร้ายป้ายสีฉันขนาดนี้!"
เธอจ้องหลินซือซือเขม็ง สายตานั่นเหมือนกับจะกระโจนเข้ามาฉีกเนื้อกินกันให้ได้
หลินซือซือถึงกับผงะ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง... นี่เธอไม่เคยต้องมาเผชิญหน้ากับฆาตกรตัวเป็นๆ แบบนี้นะ! สายตาอำมหิตแบบนั้น ทำเอาเธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความเย็นเฉียบแล่นจี๊ดจากปลายเท้าขึ้นไปถึงกลางกระหม่อม หนังหัวชาไปหมด
วินาทีนี้เองที่เธอเพิ่งคิดได้... ถ้าวันนี้ตำรวจจับซ่งเจาตี้ไม่ได้ ชีวิตของเธอในปักกิ่งต้องไม่ปลอดภัยแน่! ขนาดในนิยายยังเขียนเลยว่าซือเนี่ยน (คนเดิม) เกือบจะโดนลูกหลงไปด้วย เธอมัวแต่ห่วงเรื่องผลงานจนลืมคิดถึงอันตรายไปได้ยังไง ดันพาตัวเองมาอยู่ต่อหน้าฆาตกรซะงั้น!
ในจังหวะที่หลินซือซือกำลังสติแตก ไม่รู้จะหาทางลงยังไงดี... จู่ๆ ทุกคนก็ได้ยินเสียงดัง "โครม!" สนั่นหวั่นไหวมาจากด้านในตัวบ้าน
สีหน้าของซ่งเจาตี้... เปลี่ยนไปทันที
[จบบท]